
อย่ารอจนลมหายใจสุดท้าย
20 เม.ย. 2558
เงินทองต้องรู้ : อย่ารอจนลมหายใจสุดท้าย : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
“อัตตาหิ อัตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ไม่ได้หมายความว่า จะตัดไม่ให้เกี่ยวข้อง ไม่ให้ช่วยเหลือกัน คือมีขอบเขตว่า เรามาช่วยเหลือกันและกันให้แต่ละคนพึ่งตนเองได้ (ก่อน) แล้วแต่ละคนก็ต้องพึ่งตนเอง” : ป.อ. ปยุตฺโต
ขึ้นต้น “เงินทองต้องรู้” ฉบับแรกหลังผ่านเทศกาลปีใหม่ไทยด้วยข้อความที่ขออนุญาตแบ่งปันมาจาก “หอจดหมายเหตุพุทธทาส” เนื่องด้วยเรื่องที่จะเขียนถึงในวันนี้ เป็นเรื่องของการต่อลมหายใจสุดท้ายทางการเงิน ต่อชีวิตจากภาวะหนี้ล้นพ้นตัว ด้วยความช่วยเหลือจากผู้อื่น ดังนั้น ก่อนที่จะรอให้คนอื่นหยิบยื่น “โอกาสสุดท้าย” ให้ จึงขอถือโอกาสกระตุ้นเตือนด้วยคำพระ เพื่อให้พึงระลึกไว้เสมอว่า ดีที่สุด คือ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน และแต่ละคนจะต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้เป็นอย่างแรก เพราะโอกาสสุดท้ายไม่ได้มาถึงทุกคนเสมอไป
เรื่องของเรื่อง เริ่มมาจากเห็นข่าว “โครงการไกล่เกลี่ยลูกหนี้” ของกรมบังคับคดีแล้วสนใจ เพราะตอนนี้หันไปทางไหนก็เจอแต่คนทุกข์ใจเรื่องหนี้ มากบ้าง น้อยบ้าง ต่างเจ้าหนี้ต่างรูปแบบ แต่ก็ล้วนแต่ทุกข์เหมือนกัน ก็เลยคิดไปว่า โครงการไกล่เกลี่ยลูกหนี้ของกรมบังคับคดีน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยดับทุกข์ให้ลูกหนี้ได้บ้าง
พอตั้งคำถามนี้กับคุณรื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี เธอก็ยอมรับว่า ช่วยดับทุกข์ได้จริง แต่ไม่ได้ดับได้ทั้งหมด เป็นเพียงการต่อท่อ-ต่อลมหายใจให้ลูกหนี้อีกเฮือกหนึ่ง แต่ “ท่อ” ที่จะต่อนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจของทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ด้วย
“จริงๆ โครงการไกล่เกลี่ยหนี้ตามคำพิพากษาในชั้นบังคับคดี เป็นโครงการต่อเนื่องของกรมบังคับคดีอยู่แล้ว แต่ในปีนี้เราทำให้ชัดเจนขึ้น ด้วยการเจาะกลุ่มหนี้ที่มีปัญหาและต้องการการไกล่เกลี่ยในชั้นสุดท้ายอย่างเร่งด่วน นั่นก็คือ หนี้ภาคครัวเรือน หนี้เงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และหนี้ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอี แบงก์”
คุณรื่นวดี อธิบายขั้นตอน “ไกล่เกลี่ย” ว่า หนี้ที่ตกมาถึงชั้นกรมบังคับคดีนั้น ถือว่าเป็นขั้นสุดท้ายแล้ว เพราะเป็นหนี้ที่มีคำพิพากษาในชั้นบังคับคดี ซึ่งจริงๆ แล้ว เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ก็จะต้องดำเนินการตามคำสั่งศาล อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันจะมีการไกล่เกลี่ยในชั้นศาลมาขั้นหนึ่งแล้ว ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนบังคับคดี
“ถ้าลำดับตามขั้นตอนนี้ จะเห็นว่า เราเป็นด่านสุดท้ายแล้วจริงๆ แต่ในด่านสุดท้าย ก็ยังมีสุดท้ายกว่า นั่นคือ ยังมีการไกล่เกลี่ยในชั้นนี้อีกครั้ง ซึ่งเป็นขั้นสุดท้าย และการไกล่เกลี่ยจะสำเร็จหรือไม่ก็ต้องได้รับความสมัครใจจากทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้”
และเพื่อให้โครงการดังกล่าวมีความชัดเจนมากขึ้น จับต้องได้มากขึ้น เข้าถึงทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้มากขึ้น กรมบังคับคดีจึงจัดเป็นมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ขึ้น ซึ่งปรากฏว่า ได้รับความสนใจจากทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้เป็นอย่างดี โดยตัวเลขสิ้นสุดวันที่ 3 เมษายน 2558 เฉพาะในช่วงมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ สามารถไกล่เกลี่ยได้สำเร็จ 2,529 เรื่อง คิดเป็นมูลหนี้ 1,083.44 ล้านบาท ขณะที่ย้อนกลับไปในช่วง 5 เดือนของโครงการนี้ สามารถไกล่เกลี่ยได้ 4,723 เรื่อง คิดเป็นมูลหนี้ 1,959.89 ล้านบาท
แน่นอนว่า สำหรับเจ้าหนี้แล้ว การไกล่เกลี่ยในชั้นนี้ อาจเป็นเรื่องเล็กน้อย ที่สุดท้ายก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย แต่สำหรับลูกหนี้ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด นี่คือ การหยิบยื่นโอกาสสุดท้ายที่จะต่อลมหายใจให้พวกเขา
“บางคนเป็นรายย่อยมากๆ เป็นแม่ค้ารายย่อย มูลหนี้ไม่มาก แต่ถึงอย่างนั้น บางทีเขาก็ไม่มีอะไรจะให้เจ้าหนี้ยึดแล้ว ก็เป็นเรื่องน่าเห็นใจ หรือลูกหนี้ของเอสเอ็มอีแบงก์ ซึ่งเป็นลูกหนี้ธุรกิจ พอประสบปัญหาผิดพลาดทางธุรกิจ หรือบางครั้งอาจจะเกิดจากภาพรวมเศรษฐกิจ ทำให้ธุรกิจไปต่อไม่ได้ การไกล่เกลี่ยหนี้ของกรมบังคับคดี ให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้ประนีประนอมกันอีกครั้ง ดูความสามารถว่าผ่อนชำระได้แค่ไหน ไม่ต้องถูกยึดทรัพย์ ยังมีบ้านอยู่ ยังมีที่ทำกิน ซึ่งก็จะทำให้ลูกหนี้มีกำลังพอที่จะกลับไปทำงาน สร้างรายได้ เพื่อใช้หนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้อีกครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดอำนวยความยุติธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ”
แม้ว่าจะมีความสุขที่ได้เห็นรอยยิ้มของลูกหนี้ แต่อธิบดีกรมบังคับคดีก็ไม่ลืมที่จะฝากย้ำว่า ลูกหนี้ก็ควรใช้ความระมัดระวังตั้งแต่ต้นทาง ต้องสร้างวินัยทางการเงิน ต้องประเมินตัวเองว่ามีความสามารถในการกู้เท่าไหร่ มีความสามารถในการชำระหนี้แค่ไหน อย่าฝากความหวังไว้กับคนอื่นว่าจะหยิบยื่นโอกาสสุดท้ายให้เสมอไป เพราะหลายครั้งที่การไกล่เกลี่ยก็ไม่สำเร็จ เนื่องจากเจ้าหนี้ยินดีที่จะยึดทรัพย์ของลูกหนี้ไปขายทอดตลาด ยินดีที่จะรอ แม้จะต้องใช้เวลานานแค่ไหนก็ตาม
“ถ้าเราเริ่มต้นดี รอบคอบ ระมัดระวังและวางแผน เพื่ออย่างน้อยที่สุดก็ป้องกันไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ก็จะช่วยความเสี่ยงให้ลูกหนี้ได้มาก เพราะต้องไม่ลืมว่า กว่าเรื่องจะผ่านมาถึงขั้นบังคับคดี ต้องผ่านมาหลายขั้นตอน เสียเวลา เสียโอกาสไปมาก สำหรับคนที่เกิดอุบัติเหตุทางการเงิน เกิดจากเหตุไม่คาดคิด อันนั้นเป็นเรื่องสุดวิสัย แต่ถ้าเป็นกรณีปกติ ก็อยากให้ลูกหนี้พยายามสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ตัวเองให้มากที่สุด”
ดูเหมือนสิ่งที่อธิบดีกรมบังคับคดีอยากเห็น จะดูเป็นเรื่องยาก เพราะแม้จะมีการรณรงค์จากหลายหน่วยงาน แต่จากการสำรวจระดับความรู้ทางการเงินของคนไทยทั้งประเทศ เมื่อปี 2556 ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ก็ยังพบว่า ประชากรไทยในราว 14 ล้านคนหรือ 25.7% หรือ 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด ยังมีปัญหาด้านความรู้และพฤติกรรมทางการเงิน ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้หนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับสูงจนกลายเป็นปัญหา
สิ่งที่กระทรวงการคลังจะดำเนินการ คือ การให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชน โดยระยะแรกจะให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินในกลุ่มเสี่ยง 12 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มอุดมศึกษา 2.กลุ่มเอกชนอาชีพอิสระที่มีรายได้น้อย 3.กลุ่มเอกชนมีนายจ้าง ที่มีรายได้น้อย 4.กลุ่มเอกชนอาชีพอิสระ ที่มีรายได้ปานกลาง-สูง 5.กลุ่มเกษตรกร 6.กลุ่มภาครัฐ 7.กลุ่มเกษียณอายุ 8.กลุ่มเจ้าของกิจการ 9.กลุ่มลูกหนี้ 10.กลุ่มเริ่มทำงาน 11.กลุ่มเริ่มมีครอบครัว และ 12.กลุ่มผู้ให้ความรู้ทางการเงิน เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า ความรู้ทางการเงินเรื่องใดและระดับใดที่มีความจำเป็นสำหรับคนไทย
เพราะความรู้ด้านการเงิน จะเป็นจุดที่บ่งบอกความยั่งยืนทางการเงิน และเป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวังตลอดเวลา เพื่อช่วยป้องกันปัญหาการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ
ประเด็นที่น่าสนใจ นอกเหนือจากความพยายามให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชนของกระทรวงการคลัง ก็คือ เมื่อรู้แล้ว ลงมือทำหรือไม่ และเมื่อมีปัญหาทางการเงินแล้ว พยายามพึ่งตัวเองจนถึงที่สุดหรือไม่ หรือรอการหยิบยื่นความช่วยเหลือจากคนอื่นที่จะต่อลมหายใจสุดท้ายให้อยู่ตลอดเวลา
ถ้าคำตอบคือ “ไม่” ก็เท่ากับความพยายามของทั้งกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย
---------------------
(เงินทองต้องรู้ : อย่ารอจนลมหายใจสุดท้าย : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



