
โยกบิ๊กศธ.'ปฏิรูป'ส่อโกงพักงาน
18 เม.ย. 2558
'สรรเสริญ' แจง ศสช.ปรับโยกบิ๊กศธ.ตามความสามารถ เพื่อปฏิรูป มีมูลส่อทุจริตต้องพักงานรอสอบ ยัน 'นายกฯ' ใช้ 'ม.44' อย่างสร้างสรรค์ มีเหตุผล อดีตส.ว.หนุน พท.ค้าน
18 เม.ย. 58 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเหนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 6/2558 และ 7/2558 เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายตำแหน่งหน้าที่และพักราชการในกระทรวงศึกษาธิการ ว่า ตั้งแต่ที่ คสช.เข้ามาดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวห้นา คสช. มีแนวทางและนโยบายในการปฏิรูปด้านต่างๆ รวมทั้งด้านการศึกษา จึงจำเป็นที่จะต้องจัดบุคลากรให้เหมาะกับความรู้ ความสามารถ คำสั่งที่ออกมานั้น จะเห็นได้ว่า แต่ละบุคคลมีแนวทางการเจริญเติมโตในหน้าที่แบบใด วันนี้เราจึงปรับให้บุคลากรเหล่านั้นกลับที่ทำงานที่ถนัดในทิศทางที่ได้เจริญเต็มโตมา เพราะที่ผ่านมา ฝ่ายการเมืองมีการแต่งตั้งบุคลากรที่ไม่ตรงกับความสามารถ เช่น นายสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนหน้านี้มีความรู้ และเติบโตมาจากสภาการศึกษา จึงปรับไปเป็นเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นต้น ซึ่งหากมีการปรับเมื่อตอนที่ คสช.เข้ามาใหม่ๆ ก็อาจจะถูกมองว่าเข้าไปแทรกแซง จึงได้ให้ระยะเวลาผ่านมาจน 6 เดือน ก็ได้เริ่มทำกัน เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เห็นว่า ถ้าหากปรับบุคลากรให้ตรงกับความรู้ความสามารถ ก็จะทำให้การปฏิรูปการศึกษารวดเร็วขึ้น
ต่อข้อถามที่ว่า คำสั่งให้พักราชการเกี่ยวข้องกับการมีมูลการทุจริตภายในกระทรวงหรือไม่ พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า สำหรับการทุจริตภายในกระทรวง เมื่อมีข้อมูลข่าวสารมา พล.อ.ประยุทธ์ ได้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งพบว่ามีความเป็นไปได้ และได้มีคำสั่งให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จากนั้นก็ให้คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ (คตร.) เข้าไปตรวจสอบ แต่ไม่ได้หมายความว่ามีการทุจริตจริงหรือไม่ แต่มีการร้องเรียนมา เมื่อมีการตรวจสอบเบื้องต้นว่ามีมูลอาจเป็นไปได้ เราก็ให้ คตร.เข้าไปตรวจ จึงให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน เพื่อการตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพ คงไว้เฉพาะตำแหน่งที่มีความจำเป็น
"การปรับเปลี่ยนตำแหน่งในกระทรวงจะเกี่ยวกับเรื่อง 100 ข้าราชการส่อเกี่ยวข้องกับทุจริต หรือไม่ ไม่สามารถตอบได้ และขณะนี้ยังไม่เหมาะสมที่จะเปิดเผยว่า 100 รายชื่อมีใครบ้าง ข้อมูลมีอยู่ แต่ต้องตรวจสอบในรายละเอียด"
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทุกกระทรวงต่างมีปัญหา จะมีคำสั่งลักษณะนี้ออกมาอีกหรือไม่ พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า เป็นอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. จะดำเนินการกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และไม่ได้หมายความว่า รัฐบาลเพ่งเล็งกระทรวงหนึ่งกระทรวงใด เพราะทุกกระทรวงมีปัญหาของตัวเอง แต่ทุกกระทรวงมีแนวทางแก้ไขและรับนโยบายจากนายกฯ ติดขัดตรงไหนก็แก้ แก้ไขไม่ได้เป็นอำนาจหน้าที่ของนายกฯ จะตัดสินใจ ทั้งนี้ ยืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจในมาตรา 44 อย่างสร้างสรรค์ เราไม่ได้โยกย้ายแต่งตั้งไปตามทิศทางการเมือง เราไม่เคยคิดถึงการเมือง คิดถึงแต่เหตุและผลของการปฏิรูปที่จะทำให้นโยบายต่างๆ ของรัฐบาลขับเคลื่อนด้วยเหตุและผล เป็นคำตอบกับประชาชนได้ เรามักจะหลีกเลี่ยงคำว่าเพื่อความเหมาะสม เพราะคำว่าเพื่อความเหมาะสมเหมือนกับเป็นการตอบไปอย่างนั้น
'ไพฑูรย์' มึน บอร์ดคุรุสภาโดนให้พ้นจากตำแหน่งด้วย
จากกรณี คสช. มีคำสั่ง ที่ 7/2558 เรื่อง การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา และคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาและการบริหารราชการใน ศธ.มีประสิทธิภาพ และมีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ดังนี้
ให้บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งต่อไปนี้พ้นจากตำแหน่ง
(1) กรรมการคุรุสภาตามมาตรา 12 (1) (3) (4) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546
(2) กรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาตามมาตรา 64 (3) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546
(3) กรรมการในคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา
ทั้งนี้ มิให้มีการแต่งตั้งบุคคลขึ้นมาแทนที่ผู้ดำรงตำแหน่งข้างต้นจนกว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติสิ้นสุดลงตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนั้น
ล่าสุด ศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ อดีตประธานกรรมการคุรุสภา กล่าวว่า ได้ทราบคำสั่งดังกล่าวแล้ว ยอมรับว่ารู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง เพราะในส่วนของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา คณะกรรมการคุรุสภา ก็ได้แยกขาดออกมาจาก สกสค.นานแล้ว แต่ในคำสั่งก็ปรากฎรวมทั้งคุรุสภา และ สกสค. ซึ่งส่วนตัวไม่รู้สึกหนักใจอะไร และพร้อมจะปฏิบัติตามคำสั่ง อย่างไรก็ตาม ไม่ขอแสดงความคิดเห็นใดๆ ในเรื่องดังกล่าว เพราะไม่ทราบข้อมูลที่แน่ชัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้พยายามโทรศัพท์เพื่อขอสัมภาษณ์ ในส่วนของ นายสมศักดิ์ ตาไชย เลขาธิการ สกสค. และนายสมมาตร มีศิลป์ ผอ.องค์การค้า ของ สกสค. แต่ไม่สามารถติดต่อได้
อดีต ส.ว.หนุนใช้ ม.44 โยกบิ๊ก ขรก.พันทุจริต
นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง อดีต ส.ว.อุทัยธานี กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจมาตรา 44 โยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า ไม่คิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจมากเกินไป แค่เป็นการโยกย้าย ไม่ได้เป็นการไล่ออก ซึ่งอาจมีข้อมูลเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่น หากเข้ากระบวนการยุติธรรมตามปกติ คงดำเนินการไม่ได้ผล ตรงนี้เป็นความกล้าหาญของนายกฯ เพราะขณะนี้ปัญหาบ้านเมืองมีมากมาย จะต้องลดขั้นตอนตามกระบวนการปกติ ดังนั้นเชื่อว่า นายกฯ ต้องมีข้อมูลและไม่มั่ว แม้จะเป็นการใช้อำนาจที่เสี่ยงมาก แต่ก็ต้องยอมรับกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการกระทำของตัวเอง ซึ่งคิดว่า หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจของตัวเองได้ดีกว่าหัวหน้าคณะปฏิวัติหลายชุดที่ผ่านมา ที่เมื่อได้อำนาจแล้วก็ปล่อยให้คนอื่นดำเนินการ ไม่โยนเผือกร้อนให้คนอื่น ถ้าตัดสินใจผิดก็ต้องยอมรับ และที่สำคัญเมื่อโยกย้ายไปแล้ว ก็ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบ โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน
"ผมสนับสนุนการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ปัญหาของบ้านเมืองที่มีมากเกินกว่าที่ขั้นตอนปกติจะจัดการได้ เท่าที่ดูก็ยังไม่เห็นว่า นายกฯ จะใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้องหรือเกินตัว แต่สิ่งที่จะต้องระวัง ท่านจะต้องทำอย่างเท่าเทียม อย่าเลือกปฏิบัติ ไม่เอียงข้างเข้าฝั่งใดฝั่งหนึ่ง โดยเฉพาะประเด็นการเมือง"
นายสิงห์ชัย กล่าวต่อว่า นอกจากปัญหาของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ขอเรียกร้องให้จัดการกับการบุกรุกป่าทุกโครงการให้จริงจัง การโซนนิ่งจัดระเบียบการก่อสร้างอาคารต่างๆ ซึ่งกฎหมายปกติทำไม่ได้ รวมถึงปัญหาหวยแพง ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ทำได้ แม้จะใช้อำนาจที่ได้มาไม่ปกติ พล.อ.ประยุทธ์ จะได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษแน่นอน
'วรวัจน์' อัด คสช.ใช้ ม.44 โยกย้าย ขรก.ทำมาตรฐานบิดเบี้ยว
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีต ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีต รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ชั่วคราว ปี 57 โยกย้ายปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ว่า การใช้มาตรา 44 โยกย้ายหรือกระทำใดๆ เป็นการวางมาตรฐานกฎหมายใหม่ในอนาคต หากไม่มีใครมาลบล้างกระบวนการมาตรา 44 จะมีอำนาจเหนือนิติบัญญัติ ตุลาการ ดังนั้นการจะใช้มาตรา 44 ต้องระมัดระวัง การโยกย้ายแบบนี้เหมือนวางกฎหมายที่เหนือกว่าศาลฎีกา เหนือกว่ากฎหมายนิติบัญญัติ เป็นอำนาจบริหารที่สูงสุด หากวางมาตรฐานเช่นนี้ ไม่ว่ารัฐบาลต่อๆ ไป หรืออะไรก็ตาม ใครจะโยกย้ายอะไรก็อ้างกฎหมายของ คสช. ว่าสามารถดำเนินการได้ เหมือนคำตัดสินของศาลฎีกาเทียบเคียง เป็นการวางมาตรฐานใหม่ของประเทศ ซึ่งอันตราย ถ้าไม่มีใครยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ ผู้บริหารประเทศ สามารถโยกย้ายคนได้ตามใจชอบไม่ว่าจะถูกหรือไม่ถูกก็ตาม ควรใช้มาตรา 44 เมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น ความจริงกรณีนี้ใช้เพียงมติ ครม.ก็ได้ แต่รัฐบาลอาจกลัวว่าหากใช้มติ ครม.จะมีการร้องเรียน และคงกลัวว่าจะโดนข้อหาผิดทั้ง ครม.เหมือนที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ จึงใช้มาตรา 44 แทน เพราะอำนาจตามมาตรา 44 ไม่มีใครฟ้องร้องได้ วางมาตรฐานใหม่ว่า ครม.สามารถโยกย้ายได้ทั้งหมด เป็นการวางมาตรฐานที่เกินความจำเป็น ทำให้การวางมาตรฐานบิดเบี้ยว และทำให้คนรู้สึกไม่ดี
นายวรวัจน์ กล่าวอีกว่า อยากให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาประเทศให้จบ เพราะประชาชนเดือดร้อนมาก ทุกคนอยากกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะนี้รัฐบาลอยากทำอะไรก็ทำ เราไม่ป่วน แต่ขอทำให้ประเทศดีขึ้น ทำรัฐธรรมนูญให้ดี อยากให้รัฐบาลลองทำโพลล์รับฟังความรู้สึกของประชาชนว่าประชาชนรู้สึกอย่างไรกับการโยกย้าย หากจะบอกว่าใช้เฉพาะกิจก็ไม่ใช่ จะเห็นว่าอย่างในอดีต ครม.ทำได้หรือไม่ การวางกฎหมายแบบนี้ เสี่ยงต่อการกระทบกระเทือนจิตใจของคนได้ง่าย หากฝ่ายบริหารต่อๆ ไปเทียบเคียงแบบนี้จะเป็นอย่างไร



