
คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 5/2558 ระดมกำลังรับภารกิจ ม.44
18 เม.ย. 2558
คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 5/2558 ระดมกำลังรับภารกิจ ม.44 : โดย...ทีมข่าวความมั่นคง
คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 5/2558 เรื่อง แก้ไขคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2558 เป็นที่จับตามองอย่างมาก เนื่องจากมีการระบุเพิ่มเติม “ผู้ช่วยเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย” จากเดิมที่กำหนดไว้เฉพาะข้าราชการทหารซึ่งมียศต่ำกว่าร้อยตรี เรือตรี เรืออากาศตรี ลงมา
โดยคำสั่งฉบับที่ 5/2558 ระบุเพิ่มเติมเข้าไปว่า “และให้หมายความรวมถึงทหารประจําการ ทหารกองประจําการ (ทหารเกณฑ์) และอาสาสมัครทหารพราน ซึ่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามคําสั่งนี้”
พูดง่ายๆ ภาษาชาวบ้านก็คือ นอกจาก “ทหารชั้นประทวน” แล้ว..บรรดา “ทหารเกณฑ์” และ “ทหารพราน” ก็เป็น “ผู้ช่วยเจ้าพนักงาน” ของนายทหารสัญญาบัตรตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับล่าสุดด้วย.!!!
หมายความว่า หลังจากนี้รัฐบาลและคสช. ได้เตรียมที่จะระดม “กำลังทหาร” มากขึ้นในภารกิจการรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 รวมถึงภารกิจในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และสาธารณสมบัติของชาติตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 4/2558 อันเป็นภารกิจตาม มาตรา 44 ซึ่งถือเป็นอำนาจของ “หัวหน้าคสช.” โดยตรง
ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ปณิธาน วัฒนายากร อธิบายถึงเจตนารมณ์ของคำสั่งฉบับดังกล่าวว่า เป็นการกำหนดกรอบในการปฏิบัติงานตามคำสั่งภายใต้มาตรา 44 หลังจากคำสั่งฉบับแรก (ฉบับที่ 3/2558) กำหนดตัวผู้บังคับบัญชาไว้ชัดเจน คือ นายทหารสัญญาบัตร โดยมีผู้ช่วยเจ้าพนักงานเป็นนายทหารชั้นประทวน
ส่วนการแก้ไขเพิ่มเติมล่าสุดเป็นการตีกรอบผู้ปฏิบัติงานให้ “แคบ” และเฉพาะเจาะจงลงไปยิ่งขึ้น เพราะทาง คสช.ไม่ต้องการให้เกิดความยืดหยุ่นในการใช้อำนาจ หลังจากนี้อาจมีการตีกรอบให้แคบลงกว่านี้ก็ได้ โดยอาจกำหนดตัวบุคคลที่ชัดเจน และระบุด้วยว่า แต่ละบุคคลมีอำนาจหน้าที่อย่างไร สามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้อำนาจมากเกินไป
เมื่อถามว่า เหตุคาร์บอมบ์ที่เกาะสมุยเป็นปัจจัยเร่งให้ คสช.ต้องเตรียมระดมกำลังมากขึ้นหรือไม่ ที่ปรึกษารองนายกฯ มองว่า ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง แต่ก็ยอมรับว่า เป็นส่วนหนึ่งในมาตรการเพื่อรองรับสถานการณ์ในพื้นที่อื่นๆ ที่อาจจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต
“เข้าใจว่า เมืองท่องเที่ยวแห่งอื่นๆ อาจจะมีแค่กำลังตำรวจ และฝ่ายพลเรือนในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งคงไม่เพียงพอ จึงต้องปรับมาตรการกันใหม่ โดยมีบทเรียนจากเกาะสมุยเป็นส่วนหนึ่งของการปรับมาตรการ”
อย่างไรก็ตาม การปรับมาตรการหลังเหตุการณ์เกาะสมุยเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรการใน “ภาพรวม” เท่านั้น เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากนี้จะใช้อำนาจตามกรอบมาตรา 44 ในอีกหลายเรื่อง
“ยกตัวอย่างเช่นการจัดระเบียบที่ดินอันเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจตามมาตรา 44 ต่อไปคงต้องใช้กำลังมากขึ้นในการเข้าไปช่วยในภารกิจ ทั้งการเคลื่อนย้ายผู้ที่อยู่อาศัย การฝึกอาชีพ การรับมือกับกลุ่มนายทุนที่อาจมีการปลุกม็อบ เป็นต้น”
สำหรับการเพิ่มเติม “ทหารพราน” เข้าไปในภารกิจ และถูกมองว่า อาจเป็นการเพิ่มเพื่อรองรับภารกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ปณิธาน มองว่า ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน เพราะกำลังทหารพรานอยู่ในโครงสร้างการจัดกำลังของ กอ.รมน.ภาค 4 และมีอำนาจตามกฎหมายความมั่นคงในพื้นที่ ทั้ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และพ.ร.บ.ความมั่นคง อยู่แล้ว
ขณะที่ในมิติความมั่นคงทางการเมืองที่ถูกมองว่า เป็นการระดมกำลังเตรียม “รับม็อบ” หลังจากกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญงวดเข้ามาทุกขณะ ที่ปรึกษารองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ก็ยอมรับว่า เป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป และมีการเปิดพื้นที่ทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งคงมีแรงกระเพื่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สรุปแล้วเขาชี้ว่า คำสั่งฉบับล่าสุดเป็นทั้งการตีกรอบการใช้อำนาจของเจ้าพนักงาน และผู้ช่วยเจ้าพนักงาน รวมทั้งเป็นการจัดกำลังรับภารกิจตามมาตรา 44 ที่จะมีมากขึ้นตามสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งยังเป็นการจัดระบบการใช้กำลังใหม่หลังการยกเลิกการบังคับใช้กฎอัยการศึก เพื่อต้องการกำหนดตัวผู้รับผิดชอบ และภารกิจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น.!!!
ด้านนายทหารระดับปฏิบัติการนายหนึ่งชี้ถึงข้อดีของการใช้อำนาจตามมาตรา 44 แทนกฎอัยการศึกว่า การบังคับใช้กฎอัยการศึกนั้นแก้ปัญหาได้เฉพาะในเรื่องความมั่นคงเท่านั้น แต่ไม่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาด้านอื่นๆ เช่น การบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และสาธารณสมบัติของชาติได้
คำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3-5/2558 จึงเป็นการ “เพิ่มประสิทธิภาพ” ในการทำงาน เพราะการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และสาธารณสมบัติของชาติล้วนมีนักการเมือง และนายทุนอยู่เบื้องหลัง คสช.จึงต้องนำกำลังทหารเข้าไปแก้ปัญหาตรงนี้อย่างถึงรากถึงโคน เพราะเจ้าหน้าที่ในพื้นที่คงไม่สามารถเผชิญอิทธิพลได้ตามลำพัง
หากเจ้าหน้าที่ในกระทรวง ทบวง กรมใดที่คิดว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตนมีกำลังเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ หรือต้องเผชิญกับผู้มีอิทธิพลจนการปฏิบัติงานไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ให้ร้องขอกำลังทหารมาได้ผ่าน “กระทรวงกลาโหม” ตามความในคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 4/2558 เพื่อที่จะจัดกำลังเข้าไปช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ในการเข้าไปใช้อำนาจของทหารไม่ได้เป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ เพราะทหารจะเข้าไปโดยใช้กฎหมายของหน่วยงานนั้นๆ เอง เช่น การไปช่วยเหลือกรมป่าไม้ก็จะใช้กฎหมายของกรมป่าไม้เข้าไปดำเนินการ ไม่ได้เอากฎหมายความมั่นคง หรือมาตรา 44 เข้าไปใช้ได้เลย
ส่วนการเข้าไปปฏิบัติงานนั้นเมื่อออกมาเป็น “คำสั่งหัวหน้าคสช.” การเข้าไปปฏิบัติงานก็ไม่ต้องขออนุญาตอีก หากหน่วยงานใดร้องขอให้ไปดำเนินการทหารก็เข้าไปปฏิบัติงานได้ทันที โดยมีอำนาจตามกฎหมายของกระทรวง ทบวง กรมนั้นๆ
ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน เขาจึงอยากให้เข้าใจว่า มาตรา 44 เป็นแค่ “ใบเบิกทาง” ในการเข้าไปแก้ปัญหาตามกรอบของกฎหมายที่มีอยู่เดิมเท่านั้น ...ไม่ใช่ดาบอาญาสิทธิ์ที่จะชี้เป็นชี้ตายใครก็ได้ตามอำเภอใจ...!!
----------------------
(คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 5/2558 ระดมกำลังรับภารกิจ ม.44 : โดย...ทีมข่าวความมั่นคง)



