
'ผู้อพยพทางเรือ' มนุษย์ที่โลกลืม
19 เม.ย. 2558
เปิดโลกวันอาทิตย์ : 'ผู้อพยพทางเรือ' มนุษย์ที่โลกลืม : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
ผ่านมากว่า 30 ปีแล้ว ชาวโลกต่างลืมเลือนกระแส "โบ๊ทพีเพิล" หรือ "มนุษย์เรือ" ชาวเวียดนามที่ลอยเรือน้อยหนีจากแผ่นดินเกิดหวังไปตายดาบหน้า แต่ต้องลอยคว้างกลางทะเลหรือต้องฝังร่างอยู่ใต้ทะเลกลายเป็นอาหารของปูปลา เนื่องจากไม่มีใครอยากแบกรับภาระมนุษย์เรือเหล่านั้น ท้ายที่สุด "โบ๊ทพีเพิล" จากแดนตระกูลเหงียนก็จางหายไป แต่ "มนุษย์เรือ" หรือผู้อพยพทางเรือนับพันๆ คนจากเอเชียใต้ กลับไปผลุบโผล่แถวออสเตรเลีย ขณะที่โบ๊ทพีเพิลชาวโรฮิงญาก็ปรากฏว่าตัวแถวอ่าวไทย ส่วนโบ๊ทพีเพิลจากตะวันออกกลางและแอฟริกามักจะลอบลอยเรือผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปยังยุโรปตอนใต้ แต่ระยะทางแค่ 110 กิโลเมตรจากชายฝั่งของตูนิเชีย อันเป็นจุดเริ่มต้นของการผจญภัยบนเรือประมงลำเล็กๆ ซึ่งบรรทุกผู้โดยสารเกินกำลังถึงกว่าร้อยคนไปยังเมืองชายฝั่งที่ตุรกี อิตาลี และกรีซ กลับเป็นเส้นทางมรณะของมนุษย์เรือนับพันๆ คนที่ไม่มีโอกาสได้ขึ้นฝั่งอีกเลย อันเนื่องจากเรือเกิดอับปางกลางพายุร้าย หรือต้องอดตายกลางทะเลเนื่องจากไม่มีใครพกพาอาหารหรือน้ำไปประทังชีวิตยามที่เรือน้อยลำนั้นเกิดน้ำมันหมดกลางทะเล หรือแม้ใครเกิดโชคดีลอบขึ้นฝั่งได้ก็มักจะถูกจับฐานเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ไม่มีโอกาสสานฝันว่าจะตั้งต้นชีวิตใหม่ในประเทศนั้นๆ อีกเลย
แต่แทบไม่น่าเชื่อว่า ข่าวนี้กลับเป็นข่าวที่ถูกลืมหรือไม่มีใครให้ความสนใจ ปีแล้วปีเล่าที่สื่อตะวันตกจะทำข่าวแบบเดิมๆ นั่นก็คือนำเสนอข่าวนี้ต่อเมื่อเกิดโศกนาฏกรรมใหญ่ เกิดอุบัติเหตุเรือพลิกคว่ำมีคนตายนับร้อยๆ คนและนับวันโศกนาฏกรรมนี้ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้่นตามลำดับ ดังโศกนาฏกรรมครั้งร้ายแรงล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้กรณีเรือประมงลำน้อยที่บรรทุกมนุษย์เรือหรือผู้อพยพราว 550 คนจากลิเบียเกิดล่มกลางทะเลหลังเดินทางออกมาจากชายฝั่งลิเบียได้เพียงวันเดียว ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 400 ราย รอดตายราวปาฏิหาริย์แค่ 144 คน ผู้รอดชีวิตบางคนเปิดเผยถึงสาเหตุที่ทำให้เรือล่มว่ามาจากผู้โดยสารต่างดีใจจนลืมตัวเมื่อเห็นเรือลำหนึ่งตรงเข้ามาช่วยเหลือ จึงเฮโลโผไปอีกฝั่งหนึ่งของเรือทำให้เรือจมลงในที่สุด ทำให้เหยื่อเหล่านี้ต่าง “กลืนหายไปกับคลื่น” ในจำนวนนี้มีเด็กและผู้หญิงปนอยู่ด้วย
ก่อนหน้านี้เมื่อต้นเดือนเมษายน เรือประมงลำเล็กที่ลอบนำชาวซีเรียราวร้อยคนที่หนีตายจากภัยสงครามกลางเมืองในประเทศเกิดล่มนอกชายฝั่งตุรกี โชคดีที่เจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งของตุรกีช่วยชีวิตผู้โดยสารเหล่านั้นไว้ได้ จึงไม่เกิดโศกนาฏกรรมใหญ่เหมือนคราวเรือเรือบดยางลำเล็กเกิดล่มกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเมื่อราวกลางเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากลอยเท้งเต้งอยู่กลางทะเลนาน 4 วัน ทำให้มนุษย์เรือเสียชีวิตกว่า 300 คน และทำให้ยอดเหยื่อที่เสียชีวิตจากเหตุเรือล่มในน่านน้ำแถบนี้เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 1,000 รายนับตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา
กองทัพเรืออิตาลียอมรับว่า ระหว่างวันที่ 10-12 เมษายนที่ผ่านมา หน่วยยามฝั่งสามารถช่วยเหลือผู้อพยพจากทวีปแอฟริกาได้ถึง 5,629 คนที่โดยสารมากับเรือ 22 ลำ ผ่านน่านน้ำซิซิลี ถัดจากนั้นไม่กี่วันก็ยังสามารถช่วยเหลือมนุษย์เรือในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอีก 2,380 คน ส่วนใหญ่มาจากลิเบีย ซีเรีย ปาเลสไตน์ อียิปต์ ซูดาน รวมถึงกลุ่มประเทศแถบซับ-ซาฮาราในทวีปแอฟริกา อย่างเอริเทรีย ซึ่งล้วนแต่เป็นดินแดนที่เกิดสงครามหรือความรุนแรงทางการเมือง ถ้ารวมยอดของผู้อพยพที่ข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาขึ้นฝั่งอิตาลีโดยผิดกฎหมายนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีมากถึง 20,000 คนแล้ว ไม่นับรวมผู้เสียชีวิตระหว่างทางกว่า 3,300 ราย หรือถ้ารวมผู้อพยพที่ลอบขึ้นฝั่งในประเทศอื่นๆ ในทวีปยุโรป รวมแล้วมีมากกว่า 280,000 คน เทียบกับเมื่อปีที่แล้ว มีผู้อพยพผิดกฎหมายราว 84,000 คน ขึ้นฝั่งที่แดนรองเท้าบู๊ทอิตาลี และเกาะมอลตาที่อยู่ไม่ไกลจากกันมากนัก และมีมากกว่า 6,000 ราย ที่เชื่อว่าจมน้ำตายแถวเกาะเล็กเกาะน้อยตั้งแต่ปี 2537-2554 จากสถิติขององค์การสหประชาชาติระบุว่าเฉพาะปี 2555 เพียงปีเดียว มีผู้อพยพเสียชีวิต 500 รายกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
องค์การเพื่อผู้อพยพระหว่างประเทศ (ไอโอเอ็ม) เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ยอดผู้อพยพที่เสียชีวิตขณะล่องเรือในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมีมากกว่า 20,000 คน ในจำนวนนี้ราว 2,300-3,500 รายเสียชีวิตระหว่างการเดินทางเมื่อปี 2554 เทียบกับปี 2556 มียอดผู้เสียชีวิตในช่วงเดียวกันลดลงเหลือเพียง 700 คน และลดลงเหลือแค่ 47 รายในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่ถ้ารวมยอดมนุษย์เรือที่เสียชีวิตกลางทางตลอดช่วงปีที่แล้วมีมากกว่า 2,500 ราย เทียบกับจำนวนผู้อพยพที่ลอบเข้าเมืองในยุโรปมีมากกว่า 130,000 คน มากกว่าปี 2556 ถึง 50,000 คน ส่วนใหญ่ลอบเข้าอิตาลี และนับตั้งแต่ต้นปีนี้เป็นต้นมา ยอดผู้อพยพที่เสียชีวิตระหว่างการเดินทางได้พุ่งเป็นกว่า 500 ราย มากกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 30 เท่า ถ้าหากรวมกับยอดผู้เสียชีวิตล่าสุด 400 ราย ทำให้ยอดรวมเพิ่มขึ้นเป็น 900 ราย ถือเป็นตัวเลขที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง และได้กลายเป็นวิกฤติผู้อพยพเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายในทวีปเก่าแห่งนี้
ไอโอเอ็มให้เหตุผลว่า สาเหตุที่มีมนุษย์เรือหลากหลายสัญชาติมากขึ้นผิดปกตินี้เชื่อว่าเป็นผลมาจากความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในลิเบีย ซีเรีย อิรัก รวมถึงในหลายพื้นที่ตะวันออกกลางและแอฟริกา โดยเฉพาะในซีเรีย ซึ่งนับตั้งแต่ปีที่แล้ว เกิดเหตุเรือของผู้อพยพชาวซีเรียล่มนอกชายฝั่งมากกว่า 500 ครั้ง ขณะที่หน่วยยามฝั่งตุรกีช่วยชีวิตชาวซีเรียได้ 12,621 คน ไม่นับรวมถึงสาเหตุดั้งเดิมที่ทำให้มีการลอบเดินทางเข้าประเทศโดยผิดกฎหมายเพื่อหนีปัญหาเศรษฐกิจและความยากจน
อย่างไรก็ดี ไอโอเอ็มให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจว่าจำนวนเรือผู้อพยพจากตะวันออกกลางและแอฟริกามีมากขึ้นผิดสังเกตในช่วงนี้ เนื่องจากเป็นช่วงที่ยุโรปกำลังเข้าสู่ฤดูร้อน ทำให้การเดินทางค่อนข้างปลอดภัยมากกว่าช่วงต้นปีซึ่งอากาศค่อนข้างหนาวเหน็บและคลื่นลมรุนแรงจนทำให้เกิดอุบัติเหตุเรือล่มได้ง่ายๆ แต่สาเหตุใหญ่อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เรือล่มและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากยังมาจากแก๊งค้ามนุษย์ที่หลอกคนเหล่านั้นว่าจะพาหนีร้อนไปพึ่งเย็นแลกกับเงินตอบแทนก้อนใหญ่ และแก๊งค้ามนุษย์นี้มักจะตัดสินใจจมเรือทิ้งโดยไม่สนใจในชีวิตของผู้โดยสาร เพียงเพื่อจะสั่งสอนผู้อพยพที่ไม่ยอมเชื่อฟังและไม่ยอมเปลี่ยนเรือบ่อยๆ เพราะเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย ดังกรณีที่เกิดขึ้นกับผู้อพยพราว 500 รายจากอียิปต์ที่จมน้ำตายใกล้กับมอลตาเมื่อกลางเดือนกันยายนปีที่แล้ว สาเหตุไม่ได้มาจากอุบัติเหตุแต่มาจากแก๊งค้ามนุษย์ที่ใช้เรือลำใหญ่พุ่งชนเรือที่บรรทุกผู้อพยพจนจม เนื่องจากผู้อพยพขัดคำสั่งไม่ยอมเปลี่ยนเรือเพราะเกรงว่าเรือที่เปลี่ยนใหม่นั้นลำเล็กไปจนไม่สามารถแบกรับน้ำหนักได้ โศกนาฏกรรมซ้ำซากเหล่านี้ทำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ อาทิ สำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ, องค์กร “เซฟ เดอะ ชิลเดรน”, องค์การนิรโทษกรรมสากล และองค์กรด้านมนุษยธรรมอื่นๆ ได้พร้อมใจกันโจมตีปฏิบัติการกู้ภัยทางทะเลของสหภาพยุโรป (อียู) ว่าไร้ประสิทธิภาพจนไม่สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ทั้งๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบจะเป็นเหตุรายวัน ก่อนหน้านี้ อียูนำโดยอิตาลีได้ร่วมกันรับผิดชอบภารกิจตรวจการณ์ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยแดนมะกะโรนีได้ริเริ่มปฏิบัติการ มาเร นอสทรัม หรือ "ทะเลของเรา " ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2556 หลังเกิดเหตุผู้อพยพ 360 คนจมน้ำเสียชีวิตใกล้ชายฝั่งเกาะลัมเปดูซา แคว้นซิซิลี โดยได้ส่งเรือกู้ภัยของอิตาลีเข้าไปตรวจการณ์ใกล้ชายฝั่งลิเบียด้วย แต่เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว อิตาลีได้ยุติปฏิบัติการ “มาเร นอสทรัม” ขณะที่ปฏิบัติการ “ไทรทัน” ของอียูจะมุ่งลาดตระเวนในพรมแดนของยุโรปครอบคลุมน่านน้ำที่อยู่ห่างจากชายฝั่งยุโรปเพียงไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น
องค์การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเหล่านี้ได้เรียกร้องให้ยุโรปช่วยยกระดับปฏิบัติการก่อนกระแสผู้อพยพจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงฤดูร้อนที่ยาวติดต่อกันหลายเดือน ด้านกลุ่มแพทย์ไร้พรมแดนได้เตรียมแผนปฏิบัติการช่วยเหลือกลางทะเลนาน 6 เดือน ด้วยการส่งเจ้าหน้าที่แพทย์ไปประจำบนเรือนอกชายฝั่งระหว่างมอลตากับลิเบีย ขณะที่องค์กร เซฟ เดอะ ชิลเดรน ได้เรียกร้องให้อียูจัดประชุมฉุกเฉินเพื่อฟื้นแผนปฏิบัติการมาเร นอสทรัม อีกครั้ง หรือเพิ่มขีดความสามารถในการค้นหาและช่วยชีวิตเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่าขึ้นมาอีก แต่ผู้นำอิตาลีแย้งว่าทั้งหมดนี้เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ต้นเหตุุอยู่ที่สถานการณ์ขัดแย้งในลิเบียและซีเรียซึ่งเป็นต้นทางของการเดินทางเสี่ยงตายเหล่านี้
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนยังได้โทษสื่อว่าเป็นตัวการสำคัญในการสุมไฟแห่งความหวาดระแวงและหวาดกลัวขึ้นในหมู่ชาวยุโรปจนเกิดกระแสต่อต้านผู้อพยพมากขึ้นด้วยการชอบประโคมข่าวกล่าวหาว่าผู้อพยพเหล่านี้ว่ามีพวกมุสลิมสุดโต่งแฝงตัวอยู่และได้ลอบเข้ามาที่ยุโรปเพื่อก่อการร้าย หรือไม่เช่นนั้นก็เข้าไปแย่งงานคนในประเทศนั้นที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจซบเซามานาน ทำให้รัฐบาลของหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ สแกนดิเนเวีย และกรีซได้วางมาตรการที่รัดกุมและเข้มงวดมากขึ้นในการรับชาวต่างชาติเข้าประเทศ
สุดท้ายก็คือแทบไม่มีใครสนใจในพระดำรัสของสมด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเมื่อกลางปี 2556 ที่ทรงติเตียนประเทศต่างๆ ที่เมินเฉยต่อผู้อพยพทั่วโลกว่า “กลายเป็นว่าพวกเราต่างรู้สึกเคยชินกับผู้อพยพที่ต้องเสียชีวิตตลอดมา มีสักคนไหมที่ร้องไห้สงสารคนที่เสียชีวิต ร้องไห้ให้กับหญิงสาวที่กอดลูกไว้แน่น ร้องไห้ให้กับผู้ชายจำนวนมากที่เดินทางมาแสวงหาอนาคตให้กับครอบครัว พวกเราเป็นหมู่มนุษย์ที่ลืมการร้องไห้ ลืมประสบการณ์ที่แสดงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นไปเสียแล้ว”
---------------------
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : 'ผู้อพยพทางเรือ' มนุษย์ที่โลกลืม : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)



