
วิถีมุสลิมโลก : เยเมนบนทางแพร่ง (จบ)
17 เม.ย. 2558
วิถีมุสลิมโลก : เยเมนบนทางแพร่ง (จบ) : โดย...ศราวุฒิ อารีย์ [email protected]
ปัจจุบันเยเมนกลายเป็นประเทศที่เผชิญกับวิกฤติครั้งใหญ่ การต่อสู้ระหว่างกองกำลังของกลุ่มฮูซี (Houthi) ซึ่งมีฐานกำลังอยู่ทางภาคเหนือ กับกองกำลังที่สวามิภักดิ์ต่อประธานาธิบดีมันศูร ฮาดี ซึ่งได้แรงสนับสนุนจากมวลชนภาคใต้ ได้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อดินแดนในคาบสมุทรอาหรับแห่งนี้ มิหนำซ้ำกองทัพพันธมิตรชาติอาหรับอย่างน้อย 10 ประเทศ นำโดยซาอุดีอาระเบีย ยังเข้ามาถล่มโจมตีทางอากาศเพื่อสกัดกั้นการรุกคืบของกลุ่มฮูซี โดยอ้างความชอบธรรมที่ประธานาธิบดีฮาดีเรียกร้องขอความช่วยเหลือ
วิกฤติเยเมนครั้งนี้เกิดจากปัจจัยหลายประการด้วยกัน ที่สำคัญคือ กระแส "อาหรับสปริง" ซึ่งนำเยเมนเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองนับตั้งแต่ปี 2011
หลังประธานาธิบดีอาลี อับดุลลอฮ์ ซอและฮ์ ถูกมวลชนขับไล่ออกไป ก็มีการกำหนดกรอบเส้นทางสู่การปฏิรูปการเมือง แต่สุดท้ายหมุดหมายในการปฏิรูปก็หยุดชะงักเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาหลัก 2 ประการด้วยกัน หนึ่งคือ รายละเอียดในระบบการแบ่งสรรอำนาจ โดยเฉพาะการรวมเอากลุ่มฮูซีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างการเมืองการปกครอง กับอีกหนึ่งปัญหาคือ การกำหนดเขตแดนของรัฐต่างๆ หากประเทศจะเข้าสู่การปกครองแบบสหพันธรัฐ
เมื่อไม่สามารถตกลงกันได้ใน 2 ประเด็นใหญ่นี้ ประเทศก็เข้าสู่ทางตันทางการเมือง ตลอดช่วง 3 ปี ที่เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองนี้ กลุ่มฮูซีได้อาศัยความอ่อนแอของรัฐไล่รุกขยายปฏิบัติการทางทหาร แต่จังหวะเวลาที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อจริงๆ คือตอนที่รัฐบาลสั่งยกเลิกมาตรการช่วยเหลือพลังงานแก่ประชาชน จนเกิดความไม่พอใจขึ้นทั่วทุกหัวระแหง กลุ่มฮูซีเริ่มระดมพลของตนเองเข้ามาประท้วงในเมืองหลวง ยกระดับการเคลื่อนไหวทางการเมืองขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นยึดเมืองหลวงได้ และนำไปสู่การยึดอำนาจจากรัฐบาลของประธานาธิบดีมันศูร ฮาดี ในที่สุด
ความจริงวิกฤติเยเมนคือปัญหาการแย่งชิงอำนาจการเมืองระหว่างตัวแสดงของกลุ่มฝ่ายต่างๆ มิใช่ปัญหาความแตกแยกในนิกายศาสนา แม้ว่ากลุ่มฮูซีจะเป็นมุสลิมชีอะฮ์สายซัยดียะฮ์ ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือ และผู้สนับสนุนประธานาธิบดีฮาดี ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ จะเป็นมุสลิมซุนนีย์สายชาฟีอีย์ก็ตาม
ทั้งนี้ชีอะฮ์สายซัยดียะฮ์มีความคล้ายคลึงกับซุนนีย์มากที่สุดหากเทียบกับชีอะฮ์สายอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาทั้ง 2 กลุ่มชนจึงมีลักษณะความปรองดองมากกว่าจะแตกแยก มีการแต่งงานข้ามกลุ่มกัน ใช้มัสยิดเป็นที่ละหมาดอย่างผสมปนเป ไม่ได้มีการแบ่งแยก และไม่เคยมีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างนิกายศาสนาแม้แต่ครั้งเดียว
แต่ก็ต้องยอมรับว่า ระยะหลังแนวโน้มความแตกแยกได้ก่อตัวขึ้นจากพัฒนาการทางการเมืองในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการขับเคี่ยวแข่งขันระหว่างอิหร่าน-ซาอุดีอาระเบีย
กลุ่มฮูซีถูกมองจากพันธมิตรอาหรับว่า เป็นตัวแทนของอิหร่านในเยเมน แม้จะไม่มีความชัดเจนมากนักถึงระดับความช่วยเหลือที่มาจากอิหร่านทั้งด้านการเงินและอาวุธ แต่ที่ผ่านมากลุ่มฮูซีได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในการเอาตัวเข้าเป็นพันธมิตรกับอิหร่าน เช่น มีการเจรจาเปิดสายการบินระหว่างเตหะรานกับเยเมน มีการเยือนอิหร่านของผู้นำระดับสูงของเยเมนเพื่อขอความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ เป็นต้น ก้าวย่างอย่างนี้สร้างความหวาดระแวงต่อพันธมิตรอาหรับ จึงไม่แปลกที่เมื่อกลุ่มฮูซียึดอำนาจ ซาอุดีอาระเบียและชาติพันธมิตรก็เคลื่อนไหวเข้ามาแทรกแซงทันที
ถึงแม้จะไม่เกิดวิกฤติความรุนแรงขึ้น เยเมนก็ถือเป็นประเทศที่กำลังเดินหน้าสู่ปัญหาด้านมนุษยธรรมอยู่แล้ว ทุกวันนี้เยเมนนำเข้าอาหารจากโลกภายนอกกว่าร้อยละ 90 เกิดภาวะขาดแคลนน้ำในหลายหัวเมือง ผู้คนอยู่ในสภาพหิวโหย เป็นโรคขาดสารอาหารที่ขยายตัวไปทั่วประเทศ วิกฤติการเมืองครั้งนี้มีแต่ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก ขณะที่การถล่มโจมตีทางอากาศของพันธมิตรอาหรับก็ยิ่งสร้างความเสียหายต่อระบบสาธารณูปโภคของประเทศ
การใช้กำลังทางทหารเข้าห้ำหั่นต่อสู้กันดูเหมือนจะไม่สามารถแก้ปัญหาเยเมนครั้งนี้ได้ เพราะยังมองไม่เห็นว่าฝ่ายไหนจะสามารถกำชัยชนะได้อย่างเด็ดขาด ประชาชนเกิดความแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอย่างรุนแรง การเข้าแทรกแซงโดยซาอุดีอาระเบีย (หากไม่มีแผนแก้ปัญหาทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม) ก็ยิ่งจะทำให้ความรุนแรงและความขัดแย้งในเยเมนดำเนินต่อไปอย่างยืดเยื้อยาวนาน จนอาจนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางได้
---------------------
(วิถีมุสลิมโลก : เยเมนบนทางแพร่ง (จบ) : โดย...ศราวุฒิ อารีย์ [email protected])



