
อภิสิทธิ์ไม่แน่ใจเชิญต่างชาติถกร่างรธน.จะได้ผล
15 เม.ย. 2558
อภิสิทธิ์ ไม่แน่ใจ นายกฯ เชิญต่างชาติถกร่างรธน.จะได้ผล แนะทำประชามติ เหตุร่างไม่ผ่านเริ่มใหม่ อาจถูกมองต้องการสืบทอดอำนาจ-ตปท.กดดันเพิ่มขึ้น
15 เม.ย.58 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีแนวคิดที่จะเชิญต่างชาติมาแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญว่า นายกรัฐมนตรีคงทราบว่ามีแรงกดดันและเสียงวิจารณ์ในประชาคมโลกว่า รัฐธรรมนูญไทยจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ถ้าต่างชาติมองว่าไม่เป็นก็จะเกิดปัญหา แต่การเชิญมาแล้วจะสามารถทำความเข้าใจได้หรือไม่ตนไม่แน่ใจ เพราะไม่ทราบว่าต่างประเทศขีดเส้นความเป็นประชาธิปไตยตรงไหน
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรที่ รัฐบาลพร้อมให้ต่างชาติเข้ามาดูร่างรัฐธรรมนูญแต่กลับไม่พร้อมที่จะทำประชามตินั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบแน่นอนว่าจะไม่ทำประชามติจริงหรือไม่ แต่ขอยืนยันว่าถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านกระบวนการประชามติ โอกาสที่จะชี้แจงให้เกิดความเข้าใจและยอมรับว่าเป็นประชาธิปไตยจะยากขึ้น ตนจึงเสนอว่าต้องทำประชามติยิ่งมีคนโต้แย้งในประเทศและต่างประเทศก็หวาดระแวงว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ หากผลักดันต่อไปปัญหาที่ คสช.ตั้งเป้าว่ามีรัฐธรรมนูญใหม่แล้วการเมืองจะสงบเรียบร้อยจะกลับกลายเป็นตรงกันข้าม คือรุนแรงขึ้น
“รัฐบาลและคสช.ต้องคิดให้ดีว่าถ้ามีข้อโต้แย้งในการทำรัฐธรรมนูญและไม่มีการทำประชามติอะไรจะเป็นหลักประกันว่า 1-3 ปีจากนี้ไปคนไทยยังไม่เลิกเถียงกันเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการเสียโอกาสของประเทศ และถ้าจะทำประชามติก็ต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาเปรียบเทียบเพื่อให้ประชาชนเลือกด้วย”หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการลงมติของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ส่งผลให้ทั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องยุติบทบาทไป จนต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 นั้น มองได้ 2 ประเด็นคือ สปช.เห็นชอบเพราะอยากให้มีการเลือกตั้งกลัวว่าจะวุ่นวาย แต่ในที่สุดประเทศไทยจะเสียเวลากับการเถียงกันเรื่องรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าไม่ผ่านแล้ววนเวียนอยู่กับการร่างรัฐธรรมนูญไม่รู้จบก็ต้องตั้งคำถามว่าจะทำให้คนข้างนอกเข้าใจได้อย่างไร ในเมื่อกลไกทั้งหลายมีที่มาจาก คสช.ทั้งสิ้น จะถูกมองว่า สืบทอดอำนาจไปโดยปริยาย และจะเป็นแรงกดดันเพิ่มขึ้น
‘อภิสิทธิ์’ ห่วงใช้ ม.44 ยิ่งตอกย้ำอำนาจพิเศษ ทำให้ต่างชาติเข้าใจยากขึ้น
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงนโยบายด้านต่างประเทศของรัฐบาล ที่มีการสร้างสัมพันธ์กับประเทศรัสเซียและจีนมากขึ้น ว่า รัฐบาลทำงานภายใต้ข้อจำกัด เนื่องจากมิตรประเทศบางภูมิภาคมีแนวปฏิบัติที่เป็นกฎกติกาภายในทำให้ไม่สามารถดำเนินงานที่มีความสัมพันธ์กับประเทศไทยได้เต็มที่ แต่มีมิตรประเทศบางส่วนที่ไม่มีข้อจำกัด รัฐบาลจึงสามารถทำงานร่วมกับ จีน รัสเซีย หรือแม้กระทั่ง ญี่ปุ่น ในขณะที่โลกตะวันตกไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่ เป็นไปโดยธรรมชาติ
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าจะทำให้เสียดุลยภาพทางการต่างประเทศหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าไม่ใช่ข้อจำกัดที่เราต้องการ เมื่อเขาตัดสินใจว่าไม่สามารถมีความสัมพันธ์กับไทยได้อย่างปกติก็ต้องยืนยันว่าไม่มีปัญหาในการเป็นมิตรและพร้อมเพิ่มพูนความสัมพันธ์ต่อไปในอนาคต จึงอยู่ที่ประเทศเหล่านั้นเองว่า จะมีแนวทางอย่างไรที่จะแก้ปัญหานี้ ซึ่งทุกครั้งที่ตนได้พบกับผู้แทนของ อียู จะบอกเสมอว่า งานด้านการค้าการลงทุนที่เกี่ยวกับการเจรจาระดับเทคนิคหรือเจ้าหน้าที่ น่าจะเดินต่อได้แต่ถ้าจะมีจุดยืนว่าไม่ทำข้อตกลงกับรัฐบาลที่ไม่มาจากการเลือกตั้งก็สามารถประกาศได้ แต่การหยุดทุกอย่างเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นและเสียสมดุลย์ของความสัมพันธ์ ซึ่งเขาก็รับฟังว่าจะไปพิจารณาปรับแก้ได้หรือไม่
ส่วนท่าทีของสหรัฐอเมริกาและอียูที่กดดันไทยในช่วงเวลานี้มากกว่าการรัฐประหารในปี 2549 นายอภิสิทธิ์ มองว่า ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่เป็นสิ่งที่ปฏิบัติอยู่แล้วแต่มีการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกันในบางประเทศ เช่น ประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยแต่ผู้นำเขาก็ไปเยือนมีการอ้างว่าเพราะประเทศเหล่านั้นไม่ได้เป็นประชาธิปไตยมาตั้งแต่ต้น ส่วนเหตุผลจะฟังขึ้นหรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง
“ข้อมูลที่เขาได้รับเป็นข้อมูลที่ไม่สมดุลย์ โดยเฉพาะการมองปัญหารัฐประหารว่ามีการจำกัดสิทธิเสรีภาพมองเห็นง่าย แต่เวลาที่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งเข้ามาทำสิ่งที่ไม่ดี ระดมคนข่มขู่คุกคามฝ่ายตรงกันข้าม ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิเหมือนกันต่างประเทศมองไม่ออก จึงมองแค่ว่าปฏิวัติไม่มีการเลือกตั้งเป็นเผด็จการ แต่เวลาที่มีการเลือกตั้งแล้วทำตัวเหมือนเผด็จการเขาก็ไม่สามารถรับรู้ได้เต็มที่ ขณะเดียวกันก็มีการเคลื่อนไหวล็อบบี้เพื่อให้ต่างประเทศรับรู้ความจริงด้านเดียวทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ส่วนกรณีที่รัฐบาลประกาศใช้มาตรา 44 จะทำให้ต่างชาติมีความเข้าใจมากกว่ากฎอัยการศึกหรือไม่นั้นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ต่างชาติก็ยังเห็นว่าเป็นการใช้อำนาจพิเศษขึ้นอยู่กับว่าเขาดูรายละเอียดมากน้อยแค่ไหน แต่ตนอยากให้ระมัดระวัง เพราะล่าสุดมีการออกคำสั่งเพิ่มบทบาททหาร แม้ในมุมที่เรามองเป็นการบังคับใช้กฎหมายแต่จะทำให้เกิดคำถามมากขึ้นว่าเหตุใดเจ้าหน้าที่บ้านเมืองฝ่ายอื่นไม่บังคับใช้กฎหมาย ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีกฎอัยการศึกหรือไม่ มาตรา 44 ก็มีอยู่ดีและสามารถใช้แบบเบ็ดเสร็จโดยไม่ต้องมีหลักเกณฑ์ การออกมาก็คงเพราะพยายามให้มีหลักเกณฑ์แต่ไม่ง่ายที่จะทำความเข้าใจกับคนที่อยู่ห่างไกล



