ข่าว

ชีพจรศก.ไทย3เดือนแรกเต้นแผ่วจีดีพีหลุดเป้า

ชีพจรศก.ไทย3เดือนแรกเต้นแผ่วจีดีพีหลุดเป้า

15 เม.ย. 2558

ชีพจรศก.ไทย3เดือนแรกเต้นแผ่ว ไร้แรงขับเคลื่อนฉุดจีดีพีปีนี้หลุดเป้า

           ภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วง 3 เดือนของปี 2558 ดูเหมือนจะไม่สวยหรูอย่างคาดการณ์กันไว้มากนัก สะท้อนจากการที่หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเริ่มทยอยออกมาปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปีนี้ลง จากเดิมที่ส่วนใหญ่มองว่าจะขยายตัวได้ 4% หรือมากกว่านั้น ซึ่งสาเหตุหลักของการปรับลดคาดการณ์จีดีพีคือ การส่งออก ที่เคยเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีการถดถอยตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้การส่งออกของไทยติดลบถึง 4.8% และในเดือนมีนาคมต้องจับตาดูว่าตัวเลขจะออกมาดีกว่าเดือน
กุมภาพันธ์ที่ติดลบถึง 6.1% หรือไม่

           นอกจากนี้ การหวังพึ่งการบริโภคภาคเอกชนและการจับจ่ายใช้สอยในประเทศก็ดูเหมือนจะสะดุด เพราะหลายธุรกิจต่างโอดครวญว่ายอดขายสินค้าลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ราคาสินค้าเกษตรทั้งข้าวและยางพาราตกต่ำ ซึ่งมีผลต่อกำลังซื้อของเกษตรกรที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศอย่างมาก ประกอบกับการเบิกจ่ายงบประมาณ หรืองบลงทุน ที่เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการใช้กระตุ้นเศรษฐกิจยังทำได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

           จากการสำรวจพบว่ามีหน่วยงานภาครัฐที่ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปี 2558 ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยลงจาก 4.1% เหลือ 3.9%, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดจาก 4% เหลือ 3.8% เหลือเพียงสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยังมองแง่ดี คงเป้าหมายจีดีพีไว้ที่ 3.5-4.5% โดยมองว่ายังมีปัจจัยสนับสนุนจากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวดีขึ้นและอานิสงส์ของการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันน่าจะส่งผลดีต่อต้นทุนการผลิต รวมทั้งการเร่งรัดใช้จ่ายของภาครัฐในครึ่งปีหลังน่าจะเห็นผลชัดเจนขึ้น

           ขณะที่ภาคเอกชนเองทยอยปรับลดคาดการณ์จีดีพีปี 2558 ลงเช่นกัน เริ่มจากบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ปรับลดจาก 4% เหลือ 2.8% ถือเป็นตัวเลขที่น่าจะต่ำสุดในเวลานี้ เนื่องจากมองว่าเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งภาคการบริโภค การลงทุน และการส่งออกชะลอตัว เหลือเพียงเครื่องยนต์การใช้จ่ายเงินภาครัฐเท่านั้นที่ยังทำงาน ด้านศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เตรียมปรับลดคาดการณ์จีดีพีลงเหลือ 3-3.5% จากเดิมที่มองไว้ 3.5-4% เนื่องจากเห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังมีสัญญาณชะลอตัวลงต่อเนื่อง สอดคล้องกับที่องค์กรระหว่างประเทศอย่างธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ที่มองไทยโตลดลงจาก 3.9% เหลือ 3.6%

           ที่สำคัญดูเหมือนว่าปีนี้ไทยคงต้องเลิกหวังพึ่งพาการส่งออก เพราะค่อนข้างมีความเสี่ยงต่อเนื่อง และหลายๆ หน่วยงานแทบจะมองว่าส่งออกไม่ขยายตัวหรือใกล้เคียง 0% จึงน่าจะเหลือเพียงการท่องเที่ยวเป็นพระเอก เพราะตัวเลขล่าสุดกลับมาดีขึ้นแบบผิดหูผิดตา นอกจากนี้ ยังพอมีหวังกับการเร่งอัดฉีดเม็ดเงินงบประมาณภาครัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทั้งงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งหลังจากนี้น่าจะมีไม่ต่ำกว่า 2.3 แสนล้านบาท

           นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยอมรับว่า คงไม่มีโอกาสได้เห็นจีดีพีขยายตัวในระดับสูง 5-6% เหมือนในอดีต ซึ่งภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ใช่ไทยเพียงประเทศเดียว โดยได้หยิบยกรายงานของไอเอ็มเอฟมาประกอบว่า ตัวเลขจีดีพีและการค้าของโลกในช่วง 7 ปีที่ผ่านมาเทียบกับค่าเฉลี่ย 7 ปีย้อนหลังพบว่าตัวเลขหายไปครึ่งหนึ่ง จึงไม่แปลกใจที่การส่งออกของไทยจะเข้าสู่ขาลง ดังนั้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจรัฐบาลต้องเร่งใช้จ่ายเงินภาครัฐ เร่งการลงทุนให้เกิดขึ้นเร็ว ทั้งรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และท้องถิ่น เพื่อเพิ่มรายได้ให้ประชาชน เนื่องจากไม่สามารถพึ่งพาการส่งออกได้เหมือนที่ผ่านมา

           ขณะที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี แสดงความเป็นห่วงเรื่องปริมาณการค้าที่ลดลงทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยด้วย โดยหลังจากนี้รัฐบาลจะเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น และการลงทุนภาคเอกชนจะเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากยอดการนำเข้าวัตถุดิบที่มากขึ้น นอกจากนี้ การที่รัฐบาลนำมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาบังคับใช้แทนกฎอัยการศึกน่าจะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากยุโรปและอเมริกาอาจเดินทางเข้ามาไทยมากขึ้น จึงหวังว่ารายได้จากการท่องเที่ยวจะมาช่วยชดเชยรายได้จากการส่งออกที่ชะลอตัวลงได้บ้าง พร้อมทั้งยังมองแง่ดีว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัวได้ที่ 4%และในอนาคต 2-3 ปีจะกลับไปขยายตัว 5-6% ได้

           ด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่า จีดีพีปีนี้ขยายตัวได้ 3.8% แม้จะลดลงจากคาดการณ์เดิม แต่ก็ถือว่าดีขึ้นมากหากเทียบกับปีก่อนที่ขยายตัวเพียง 0.7% แต่ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยตัวเลขในเดือนกุมภาพันธ์เริ่มชี้ให้เห็นถึงการฟื้นตัวอย่างช้าๆ ซึ่งการใช้จ่ายภาครัฐเริ่มเห็นสัญญาณเบิกจ่ายได้มากขึ้นและภาคท่องเที่ยวขยายตัวได้ดี ถือเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ แม้การใช้จ่ายภาคเอกชนยังทรงตัว เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและภาคธุรกิจยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย

           ส่วนมุมมองของภาคเอกชนนั้น นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า แนวโน้มการบริโภคของประชาชนจะยังไม่ฟื้นตัวมากนัก เพราะกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ซึ่งการบริโภคจะฟื้นตัวได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับการเร่งเบิกจ่ายเงินลงทุนของภาครัฐที่น่าจะผลดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และเห็นว่ารัฐบาลต้องเร่งสนับสนุนการท่องเที่ยวให้กลับมาคึกคัก เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากขณะนี้การส่งออกยังไม่ฟื้นตัวและยังมีความเสี่ยงสูง

           นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด มองว่า เศรษฐกิจไทยเหมือนเป็นคนป่วย สะท้อนได้จากอัตราการเติบโตด้านรายได้ของไทยที่ช้ากว่าประเทศอื่น ทำให้จีดีพีเติบโตช้ากว่าประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย หรืออย่าง CLMV ก็ล้วนโตในระดับสูงแซงหน้าไทยไปมาก จึงถือเป็นความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ภาวะโตช้า และอาจกำลังจะเป็น “บอนไซ”

           สอดคล้องกับนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา ที่มองว่า เศรษฐกิจไทยป่วยเป็นโรคเรื้อรังมานาน แต่ที่กลายมาเป็นคนป่วยของเอเชียตอนนี้ เพราะเศรษฐกิจไทยมีการเติบโตในอัตราที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค โดยปีก่อนเศรษฐกิจไทยโตเพียง 0.7% ขณะที่เศรษฐกิจในเอเชียส่วนใหญ่โตเฉลี่ย 5% ส่วนปีนี้ถือว่ามีความเสี่ยงสูงที่ไทยจะโตน้อยกว่าประเทศอื่น เพราะการขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ ยังไม่เห็นผลชัดเจน

           ด้านนายสมประวิณ มันประเสริฐ รองคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า เศรษฐกิจไทยไม่ใช่เป็นเพียงคนป่วย แต่เป็นคนแก่ที่อ่อนแอ ซึ่งมีหลายสาเหตุทั้งการใช้ปัจจัยการผลิตที่มีในอดีตจนถึงจุดอิ่มตัว ขณะที่ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีเข้าไปแทนที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังมีปัญหาแรงงานด้อยคุณภาพด้วย ดังนั้น จะหวังให้เศรษฐกิจไทยโต 4-5% เหมือนที่ผ่านมา คงเป็นเรื่องยากและเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับรัฐบาลปัจจุบันและรัฐบาลในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้