
4เรื่องที่กรรมาธิการยกร่างฯยอมไม่ได้
4เรื่องที่กรรมาธิการยกร่างฯยอมไม่ได้ : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ
ขณะนี้ร่างแรกของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จสิ้นแล้ว แต่ก็ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้อีก เช่น สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สามารถยื่นขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้
และเมื่อมีการสอบถามคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ว่า หาก สปช.เสนอเปลี่ยนแปลง จะเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง กรรมาธิการยกร่างฯ บางคน บอกว่า หลักการยังไงก็ไม่เปลี่ยน
และมี 4 เรื่องที่เปลี่ยนไม่ได้ ชนิดเป็นอะไรก็เป็นกัน คือ 1.ระบบเลือกตั้ง 2.การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี 3.ที่มา ส.ว. และ 4.ความสัมพันธ์ของนิติบัญญัติและคณะรัฐมนตรี
ดังนั้น จึงมาทบทวนรายละเอียดกัน... ทีละเรื่อง
1.ระบบเลือกตั้ง ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ได้นำระบบเลือกตั้งแบบใหม่มาใช้ โดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีมติให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นแบบสัดส่วนผสม ตามแบบที่ประเทศเยอรมนีใช้ โดยกำหนดให้มี ส.ส.จำนวน 450 คน แบ่งเป็น ส.ส.เขต 250 คน และ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 200 คน
คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ให้เหตุผลว่า การเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ทำให้ทุกคะแนนเสียงของประชาชนมีความหมาย เป็นการสะท้อนความต้องการของประชาชนได้ดีที่สุด และทำให้รัฐบาลไม่เข้มแข็งเกินไป เพราะระบบนี้มีโอกาสน้อยมากที่จะมีพรรคการเมืองเดียวได้เสียงข้างมากเกินครึ่ง จึงต้องจัดตั้ง“รัฐบาลผสม” ซึ่งมีข้อดีคือ ทำให้ความแกร่งกล้าของรัฐบาลบรรเทาลง ไม่ใช่สั่งเอาตามที่ต้องการตลอดเวลา และพรรคการเมืองที่แกนนำรัฐบาลต้องพึ่งพาพรรคร่วมรัฐบาลมากขึ้น ทำให้หันหน้าเข้าหากัน อีกทั้งหากพรรคเล็กๆ ได้รับความนิยม ก็จะเปิดโอกาสให้มีกลุ่มการเมืองขึ้นมา
2.การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี ตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เปิดช่องให้นายกฯ มาจากคนนอกที่ไม่ใช่มาจาก ส.ส.ได้ เพียงแต่กำหนดเงื่อนไขว่า หากจะเอาคนนอกที่ไม่ได้เป็น ส.ส. มาดำรงตำแหน่งนายกฯ จะต้องได้รับเสียงโหวตในสภาไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 จาก ส.ส.เท่าที่มีอยู่ของสภา
โดยเหตุผลของคณะกรรมาธิการฯ ก็เพื่อปลดล็อกวิกฤติการณ์ทางการเมือง ยามที่รัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งต้องเผชิญกับมรสุมทางการเมืองจนไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ต่อไป
3.ที่มาสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) มี 200 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มแรก มาจากการเลือกตั้ง 77 จังหวัด จังหวัดละ 1 คน แต่มีคณะกรรมการสรรหาคัดกรองผู้สมัครก่อน แล้วส่งชื่อผู้สมัครที่ผ่านการคัดกรองให้ประชาชนเลือกตั้ง
กลุ่มที่สอง มาจากการเลือกตั้งกันเอง จำนวน 65 คน คือ จากกลุ่มอดีตข้าราชการพลเรือน ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่าไม่เกิน 10 คน,กลุ่มข้าราชการฝ่ายทหารที่ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือผู้บัญชาการเหล่าทัพไม่เกิน 10 คน, กลุ่มผู้แทนสภาวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพหรืออาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้ง ไม่เกิน 15 คน และกลุ่มผู้แทนองค์กรด้านเกษตร ด้านแรงงาน ด้านวิชาการ ด้านชุมชนและท้องถิ่น และด้านอื่นๆ ไม่เกิน 30 คน
กลุ่มที่สาม คือ การสรรหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 58 คน ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมด้านต่างๆ เช่น การเมือง ความมั่นคง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมการศึกษา การสาธารณสุข การเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ
4.ความสัมพันธ์ของนิติบัญญัติและคณะรัฐมนตรี ได้แก่ นายกฯ จะสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ ต้องได้รับเสียงไว้วางใจข้างมากจากสภาผู้แทนฯ และต้องคงอำนาจในการยุบสภาของนายกฯ ไว้



