เมื่อกรรมตามทันคนคอร์รัปชั่น
เมื่อกรรมตามทันคนคอร์รัปชั่น : เปิดโลกวันอาทิตย์ บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
คงจะเป็นเพราะกระแสโลกทวีความตื่นตัวมากขึ้นในเรื่องของการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกระดับและในทุกวงการ ขณะที่กระบวนการยุติธรรมเริ่มมีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น "กรรม" จึงเริ่มตามทันข้าราชการและนักการเมืองที่โกงกินบ้านเมือง เมื่อถูกกระชากลากตัวมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมากขึ้นไม่ว่าจะเคยยิ่งใหญ่คับฟ้าขนาดไหนมาก่อน ส่วนนักการเมืองคนใดที่มีความจริงใจและมีความมุ่งมั่นที่จะกวาดล้างการคอร์รัปชั่นให้หมดสิ้นไปก็มักจะได้รับเลือกให้เข้ามาบริหารประเทศ ไม่ว่าจะเคยมีประวัติว่าเป็นเผด็จการมาก่อนก็ตาม
ความจริงข้อนี้เห็นได้ชัดมากขึ้นเมื่ออดีตพล.ต.มูฮัมมาดู บูฮารี ชนะเลือกตั้งเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของไนจีเรีย ทั้งๆ ที่เคยถูกค่ายตะวันตกขึ้นบัญชีดำว่าเป็นผู้นำรัฐบาลทหารจากการทำรัฐประหารเมื่อปี 2526 แถมยังแต่งแต้มสีว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนและคุกคามสื่อ แม้ว่าผู้ที่ถูกจับกุมและถูกลงโทษราว 500 คนนั้นล้วนแต่เป็นข้าราชการและนักธุรกิจที่สมคบกันทุจริตคอร์รัปชั่น รวมไปถึงพ่อค้ายาเสพติดและประดาหัวขโมยก็ตาม
เรยกได้ว่าชัยชนะของบูฮารีเท่ากับตบหน้าผู้นำทำเนียบขาวและรัฐสภาอเมริกันฉาดใหญ่ว่าอย่าดูถูกพลังของประชาชนว่าโง่เง่าหลอกได้ง่ายๆ เหมือนในอดีต โดยเฉพาะชาวไนจีเรียที่่เพิ่งตื่นจากหลับไหลยอมรับความจริงที่ถูกบิดเบือนมานานว่าถ้านำผู้นำจากการทำรัฐประหารอย่างน้อย 6 ครั้งนับตั้งแต่ประเทศนี้ได้รับเอกราชเมื่อปี 2503 และผู้นำจากการเลือกตั้งอย่างประธานาธิบดีกูดลัก โจนาธาน ที่ครองอำนาจ 16 ปีก่อนจะพ่ายการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่เพิ่งผ่านมาหมาดๆ มาเทียบกันแล้ว ปรากฏว่าไม่เคยมีผู้นำคนใดเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามข้าราชการทุจริตคอร์รัปชั่นมากเท่ากับบูฮารีที่ขึ้นมาจากการทำรัฐประหารอีกแล้ว อีกทั้งยังพยายามจัดระเบียบสังคมใหม่ให้ประชาชนมีวินัยเยี่ยงอารยประเทศ ถ้าหากไม่ถูกยึดอำนาจซ้ำเสียก่อนในอีก 20 เดือนให้หลัง ไนจีเรียอาจจะเจริญและมีเสถียรภาพมากกว่านี้ก็ได้
แต่ผู้นำทำเนียบขาวและพันธมิตรตะวันตกอาจจะไม่ยินดียินร้ายกับข่าวนี้ หนำซ้ำยังใช้กลวิธีเก่าๆ ที่เคยใช้ได้ผลมาตั้งแต่สมัยล่าอาณานิคมนั่นก็คือบิดเบือนความจริงเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ตอนนี้สื่อตะวันตกโดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์แชนแนล 4 ของอังกฤษพยายามไส่ไคล้บูฮารีว่าหากขึ้นมาเป็นผู้นำเมื่อใดก็อาจจะสมัครสมานสามัคคีกับกลุ่มติดอาวุธโบโกฮาราม ซึ่งเคยก่อเหตุหลายครั้งรวมไปถึงการลักพาตัวเด็กนักเรียนหญิงหลายร้อยคนไปขายเป็นทาสหรือบังคับให้แต่งงานกับบรรดาลูกสมุนของกลุ่มนี้ ทั้งๆ ที่ความจริงแท้ก็คือบูฮารีเคยถูกกลุ่มนี้พยายามลอบสังหารมาแล้ว หนำซ้ำตอนหาเสียง อดีตนายพลบูฮารี ผู้ที่ชาวไนจีเรียยกย่องว่าเป็นผู้นำมือสะอาดที่สุดเมื่อเทียบกับอดีตผู้นำหรือนักการมืองคนอื่นๆ ประกาศชัดว่าต้องการจะกวาดล้างกลุ่มติดอาวุธนี้ให้สิ้นซาก ไม่ใช่ยิ่งปราบยิ่งโตเหมือนในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดีกูดลัก โจนาธานที่สหรัฐและตะวันตกหนุนหลัง ซึ่งแม้จะยอมให้ทหารในคราบที่ปรึกษาชาวอเมริกันไปช่วยไล่ล่า หรือถึงขั้นใช้โดรนหรือเครื่องบินไร้คนขับไปช่วยค้นหา แต่ก็ไม่ได้ผล
หนำซ้ำ รัฐสภาอเมริกันก็เหมือนกับถูกตบหน้าฉาดที่ 2 จากกรณีที่ชอบยื่นจมูกไปวุ่นกิจการภายในของประเทศต่างๆ ด้วยการทำตัวเป็น "พระเจ้า" เที่ยวตัดสินว่าประเทศใดเป็นประชาธิปไตยในกรอบคิดของตัวเองหรือไม่ แต่กลับหลับหูหลับตาหรือปิดตาข้างหนึ่งในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น ท้ายสุดก็ไม่อาจทำตัวตกกระแสการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นได้อีกต่อไป เมื่อคณะลูกขุนใหญ่รัฐนิวเจอร์ซีได้ลงมติให้ฟ้องโรเบิร์ต "บ็อบ" เมเนนเดซ สมาชิกวุฒิสภา วัย 61 ปี จากรัฐนิวเจอร์ซีสังกัดพรรคตราลาพรรคเดโมแครต ซึ่งเคยเป็นอดีตประธานคณะกรรมาธิการฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ของวุฒิสภา ผู้ทรงอิทธิพลทั้งในประเทศและต่างประเทศจากนโยบายสนับสนุนให้ทำสงครามเพื่อดับสงครามในหลายๆ ประเทศ ตั้งแต่ที่โคโซโว อัฟกานิสถานและอิรัก ในข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่นและใช้อำนาจทางการเมืองเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้สนับสนุนรวม 14 ข้อหา ในจำนวนนี้ 8 ข้อหาเป็นการตบทรัพย์จากจักษุแพทย์โซโลมอน เมลเกน จากฟลอริดารวมเป็นเงินมากถึง 1 ล้านดอลลาร์ ทั้งในรูปการยืมเครื่องบินส่วนตัวไปหาเสียงเลือกตั้งหรือบินไปพักที่รีสอร์ทส่วนตัวในสาธารณรัฐโดมินิกัน หรือการให้ออกค่าโรงแรมหรูระหว่างเดินทาง แลกกับการใช้อิทธิพลทางการเมืองช่วยเหลือแฟนสาว 3 คนของเมลเกนให้ได้รับวีซ่าเข้าประเทศ และใช้อิทธิพลทางการเมืองช่วยเหลือกิจการบริษัทยาของจักษุแพทย์รายนี้
แต่เมเนนเดส ผู้สืบเชื้อสายมาจากผู้อพยพชาวคิวบาและเป็นหนึ่งในนักการเมืองและเจ้าหน้าที่จากสหภาพยุโรป (อียู) และสหรัฐกว่า 200 คน ที่รัสเซียขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าประเทศเนื่องจากมีบทบาทอยู่เบื้องหลังวิกฤติยูเครน ก็ยังปากแข็ง ยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองและการทำงานที่สามารถ "ตรวจสอบได้" ตลอดมา แม้จะยอมแถลงยุติการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมาธิการฝ่ายต่างประเทศประจำวุฒิสภาก็ตาม แต่ก็ให้เหตุผลข้างๆ คูๆ ว่าอาจมีการกระทำบางอย่างที่อยู่ในข่ายการให้ความช่วยเหลือนายแพทย์เมลเกน แต่ทำไปเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงไม่ถือว่าทำผิดกฎหมาย
ถ้าหากนานาประเทศเห็นพ้องต้องกันในการกำหนดนิยามคำว่า "ทุจริตคอร์รัปชั่น" ว่าจะทุจริตกี่บาทหรือกี่หมื่นล้านบาทก็ถือเป็นคอร์รัปชั่นเหมือนกัน ความผิดของเมเนนเดซจึงเสมอด้วยความผิดของโจว หย่งคัง วัย 72 ปี อดีตผู้นำหมายเลข 3 แห่งจงหนานไห่เจ้าของฉายาซาร์ความมั่นคง เมื่อสำนักงานอัยการประชาชนสูงสุดได้ตั้งข้อหาเมื่อต้นเดือนเมษายนนี้ทั้งรับสินบน ใช้อำนาจโดยมิชอบ และจงใจเผยความลับของประเทศ ซึ่งหากศาลซึ่งจะมีกระบวนการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยตัดสินว่าผิดจริงอาจต้องโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต แม้ว่าจะเคยยิ่งใหญ่มาก่อนก็ตาม
การกระชากลากตัวโจว หย่งคง สุดยอดกังฉินในยุคคอมมิวนิสต์ครองประเทศ มาขึ้นศาลได้นี้ ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้มุ่งมั่นจะลิดรอนเขี้ยวเล็บของ "เสือและแมลงหวี่แมลงวัน" อันหมายถึงข้าราชการที่ทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกระดับและในทุกหนแห่งทั่วประเทศหรือที่หนีไปเสวยสุขในต่างประเทศแล้ว
อย่างไรก็ดี นักวิชาการหลายคนได้ตั้งคำถามว่าสี จิ้นผิงจะยังคงเดินหน้าปราบเสือตัวโตต่อไปอีกหรือเปล่า หรือจะหยุดแค่โจว หย่งคัง เพราะดีไม่ดี อาจจะเกิดผลสะท้อนในมุมกลับภายในพรรคคอมมิวนิสต์ก็เป็นได้ ในเมื่อผู้ต้องหาแต่ละรายล้วนแต่มีผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดหนุนหลังอยู่ อย่างโจว หย่งคังนั้นว่ากันว่ามีอดีตประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมินเป็นตัวค้ำยันให้ ขณะที่หลิง จี้ฮัว อดีตหัวหน้าสำนักงานกลางพรรคคอมมิวนิวสต์จีนหรืออดีตพ่อบ้านใหญ่ของพรรค ซึ่งขณะนี้กำลังถูกสอบสวนในข้อหาคอร์รัปชั่นแต่ยังไม่ถูกตั้งข้อกล่าวหาก็เป็นมือขวาระดับกุนซือของอดีตประธานาธิบดีหู จิ่นเทา
ส่วนอดีตนายกรัฐมนตรีปากไวมหาธีร์ โมฮัมหมัด แห่งแดนเสือเหลืองมาเลเซียก็โหนกระแสนี้ด้วยการจี้นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ให้ชี้แจงในคดีอื้อฉาว 2 คดี ทั้งกรณีที่มีข้อข้อครหาว่ามีการทุจริตในการจัดซื้อเรือดำน้ำฝรั่งเศสเมื่อปี 2545 สมัยที่นาจิบเป็นรัฐมนตรีกลาโหม ต่อเนื่องไปถึงกรณีฆาตกรรมโหดอัลตันตูยา ชาริบู สาวชาวมองโกเลียที่ทำหน้าที่ล่ามในการเจรจาที่เชื่อว่าถูกฆ่าปิดปากและศพถูกทำลายด้วยระเบิดแบบใช้ในกองทัพเมื่อปี 2549 เพราะเธออาจรู้ลึกเรื่องการงุบงิบจ่ายเงินใต้โต๊ะ
มหาธีร์ยังเรียกร้องให้นาจิบตอบข้อสงสัยกรณีบริษัท "วัน มาเลเซีย ดีเวปล็อบเมนต์ เบอร์ฮาร์ด" (1 เอ็มบีดี) บริษัทเพื่อการลงทุนของรัฐบาลที่เปิดตัวในสมัยนาจิบ ซึ่งอาจจะลอกแบบมาจากบริษัทเทมาเสกของสิงคโปร์แต่กลับบริหารผิดพลาดกลับกลายเป็นว่าขาดทุนและมีหนี้สินรุงรังถึงกว่า 1,100 ล้านดอลลาร์ ท่ามกลางข่าวลือว่าเต็มไปด้วยการทุจริตฉ้อฉล ทั้งนี้อดีตผู้นำปากกล้าประนามว่า วันเอ็มดีบี ถือเป็นความอัปยศของประเทศ พร้อมกับเรียกร้องให้นาจิบช่วยชี้แจงปมฉงยที่คลุมเครือทั้งหลายทั้งปวงเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลของการบริหารเงินก้อนใหญ่ โดยเฉพาะปมปริศนาของเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย ตลอดจนการคลี่คลายข้อสงสัยว่าเหตุใดครอบครัวของนาจิบจึงร่ำรวยผิดปกติโดยหาที่มาที่ไปไม่ได้



