
แกะรอย...ลายเท้าบนคราบเลือดจับฆาตกรสังหารเอ็นจีโอ
แกะรอย...ลายเท้าบนคราบเลือด จับฆาตกรสังหารเอ็นจีโอ : คลี่ปมปริศนา csi-thailand โดยทีมข่าวอาชญากรรม
ย้อนไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ช่วงปลายเดือนเมษายน เกิดคดีสะเทือนขวัญ "เจมส์ ชีค ชอร์" เอ็นจีโอหนุ่มใหญ่ วัย 45 ปี ชาวอินเดีย ถูกคนร้ายสังหารโหดหมกศพไว้ในห้องพักโรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่งในย่านสุขุมวิทซอย 5
ตำรวจ สน.ลุมพินี ประสานตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน พร้อมทีมแพทย์จากสถาบันนิติเวชวิทยา เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุใช้เป็นเบาะแสในการติดตามตัวคนร้าย และประกอบสำนวนการสอบสวน พบว่า ผู้ตายอยู่ในสภาพเกือบล่อนจ้อน สวมเพียงกางเกงในตัวเดียว ที่ลำคอมีรอยถูกเชือดเป็นแผลเหวอะหวะ ขณะที่แผ่นหลัง และไหปลาร้า ถูกแทงเป็นแผลฉกรรจ์ รวม 5 แผล นอนตายอยู่บนพื้นห้อง
ภายในห้องข้าวของกระจัดกระจาย จากสภาพที่เห็นบ่งบอกว่า ก่อนผู้ตายจะเสียชีวิตมีการต่อสู้กับคนร้ายเป็นเวลานานพอสมควร และคาดว่าทรัพย์สินมีค่าหลายรายการน่าจะสูญหายไป เพราะสภาพข้าวของภายในห้องที่มีร่องรอยการรื้อค้นกระจัดกระจายทั่วห้อง
ที่อ่างล้างหน้าภายในห้องน้ำพบร่องรอยการล้างคราบเลือด ส่วนที่พื้นห้องน้ำพบรอยเท้าเหยียบบนคราบเลือด โดยมีลายเท้าปรากฏชัดเจน ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจึงใช้กระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์ในการจัดเก็บลายเท้าดังกล่าวไว้ เพราะเป็นเบาะแสสำคัญที่คนร้ายทิ้งร่องรอยไว้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งจะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะทำให้ตำรวจใช้ในการแกะรอยล่าตัวคนร้าย
ภายในห้องพักพบกางเกงขายาวสีครีม F&F ไซส์ 32 และเสื้อยืดคอกลมเปื้อนเลือดวางอยู่ โดยทั้งเสื้อและกางเกงที่พบไม่ใช่ขนาดที่ผู้ตายสวมใส่ ตำรวจจึงเชื่อว่าน่าจะเป็นของคนร้ายที่ถอดทิ้งไว้หลังลงมือสังหารผู้ตาย เพื่อชำระล้างตัวก่อนจะเปลี่ยนเสื้อผ้าหลบหนีออกไปจากห้องพักที่เกิดเหตุ
ตำรวจพิสูจน์หลักฐานได้เก็บเสื้อผ้าชุดนี้ไว้เพื่อนำไปผ่านกระบวนการตรวจหาดีเอ็นเอ เพื่อเทียงเคียงกับผู้ต้องสงสัยกรณีที่มีการควบคุมตัวในภายหลัง เช่นเดียวกับคราบเลือดที่พบภายในห้องทั้งหมดที่จะต้องนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบดีเอ็นเอเช่นกัน
ส่วนตำรวจชุดสืบสวน สน.ลุมพินี และกองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาล 5 ได้ประสานขอตรวจสอบกล้องวงจรปิดจากโรงแรม ปรากฏว่าสามารถบันทึกภาพผู้ต้องสงสัย ซึ่งเดินออกมาจากห้องผู้ตายในลักษณะเร่งรีบผิดปกติ
ผู้ต้องสงสัยที่มีภาพปรากฏในภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดของโรงแรม เป็นชายชาวต่างชาติ อายุ 25-30 ปี รูปร่างผอม สูงประมาณ 180 เซนติเมตร ผิวขาว ผมสั้น สวมหมวกแก๊ปปกปิดใบหน้า ใส่เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีดำ กางเกงขายาวสีครีม สวมรองเท้าแตะแบบคีบ
ภาพจากกล้องวงจรปิด ยังบันทึกภาพเหตุการณ์ขณะผู้ต้องสงสัยรายนี้เข้าไปภายในห้องพักผู้ตาย โดยผู้ต้องสงสัยสวมกางเกงแบบมีกระเป๋าข้าง ซึ่งกางเกงตัวนี้มีลักษณะตรงกันกับกางเกงที่พบในห้องผู้ตาย ซึ่งเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ตำรวจจึงเชื่อว่าชายชาวต่างชาติรายนี้เกี่ยวข้องกับการตายของเอ็นจีโอชาวอินเดียรายนี้
ตำรวจเชิญเพื่อนผู้ตาย เข้าให้ข้อมูล ทำให้ทราบว่า โทรศัพท์มือถือแบล็กเบอร์รี่ของผู้ตายหายไป ส่วนโทรศัพท์มือถืออีก 2 เครื่อง สร้อยคอ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก กระเป๋าสตางค์ และเงินสดภายในกล่องเซฟที่ติดตั้งอยู่ที่ตู้เสื้อผ้าในห้องพักยังอยู่ครบ ตำรวจได้ตรวจสอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก พบว่า ก่อนจะพบจุดจบไม่นานผู้ตายได้เปิดเว็บไซต์เพื่อหาไกด์ต่างชาติพาท่องเที่ยวในเมืองไทย
ตำรวจฝ่ายสืบสวน ออกควานหาตัวผู้ต้องสงสัยตามภาพที่ปรากฏในกล้องวงจรปิด โดยเน้นตรวจสอบที่ย่านถนนข้าวสาร เพราะเป็นสถานที่ที่ชาวต่างชาติที่ทำอาชีพนำเที่ยวในเมืองไทยนิยมเข้าพัก หลังจากนั้นไม่นานก็พบชาวต่างชาติรายหนึ่ง รูปพรรณสัณฐานตรงกับภาพวงจรปิด จึงเชิญตัวมาสอบสวน
พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผู้ช่วย ผบ.ตร. (ยศและตำแหน่งขณะนั้น) ในฐานะที่กำกับดูแลงานด้านพิสูจน์หลักฐาน ได้กำชับให้ตำรวจชุดคลี่คลายคดีนำชาวต่างชาติรายนี้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบลายเท้า ปรากฏว่าลายเท้าของชาวต่างชาติรายนี้ไม่ตรงกับลายเท้าบนคราบเลือดที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานเก็บได้ในห้องพักของผู้ตาย อีกทั้งการตรวจดีเอ็นเอ ก็ไม่ตรงกับคราบเลือดของผู้ต้องสงสัยที่พบในห้องพักเกิดเหตุ จึงปล่อยตัวชายชาวต่างชาติรายนี้ไป
ย่างเข้าสู่สัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม หลังเกิดเหตุประมาณ 2 สัปดาห์ ตำรวจศูนย์สืบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล นำโดย พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบก.สส.บช.น. (ตำแหน่งขณะนั้น) ได้ตรวจสอบหมายเลขไอพีแอดเดรสเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ติดต่อกับ "นายเจมส์" ก่อนตาย พบว่าเป็นการใช้คอมพิวเตอร์จากร้านอินเทอร์เน็ตย่านถนนข้าวสาร พื้นที่ สน.ชนะสงคราม ตำรวจจึงปูพรมออกตามหาอีกครั้ง
กระทั่งวันที่ 11 พฤษภาคม 2554 พบ นายจัสติน จาเร็ต อีนอส อายุ 39 ปี ชาวอเมริกัน มีบาดแผลที่มือซ้าย และมีรูปพรรณสัณฐานตรงกับภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด จึงเชิญตัวมาสอบสวน โดยไม่ลืมที่จะประสานสถานทูตสหรัฐอเมริกามาร่วมสอบสวนด้วย
ในการสอบสวนระยะแรกๆ "จัสติน" ปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็นกับการตายของ "เจมส์" ตำรวจชุดจับกุม จึงประสานตำรวจพิสูจน์หลักฐาน เพื่อเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอของนายจัสติน ไปผ่านกระบวนการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อเทียบกับดีเอ็นเอที่เก็บได้ภายในห้องพักเกิดเหตุ ซึ่งตำรวจพิสูจน์หลักฐานได้เก็บเนื้อเยื่อบริเวณกระพุ้งแก้มเพื่อนำสู่กระบวนการตรวจดีเอ็นเอ ตามความยินยอมของนายจัสติน พร้อมทั้งพิมพ์ลายนิ้วมือ และพิมพ์รอยเท้าเพื่อนำไปตรวจเทียบกับรอยเท้าที่พบบนคราบเลือดในห้องเกิดเหตุด้วย
หลักฐานที่ได้จากการตรวจสอบตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ทำให้นายจัสตินปฏิเสธไม่ออก เพราะทั้งดีเอ็นเอ ลายนิ้วมือ และรอยเท้าในที่เกิดเหตุ ตรงกับ "นายจัสติน" ทั้งหมด ที่สำคัญยังพบโทรศัพท์มือถือแบล็กเบอร์รี่ของผู้ตายอยู่ในกระเป๋าเป้ที่ห้องพักของหนุ่มอเมริกันรายนี้ด้วย
นายจัสติน เปิดปากสารภาพหลังจำนนต่อหลักฐานว่า ลงมือสังหารเอ็นจีโอชาวอินเดียจริง โดยอ้างว่า เมื่อไปหาผู้ตายที่ห้องพักแล้วผู้ตายขอมีเพศสัมพันธ์ด้วย แต่ไม่เล่นด้วย จึงเกิดมีปากเสียงจนถึงขั้นต่อสู้กัน ผู้ตายใช้มีดฟันที่มือซ้ายจนบาดเจ็บ จึงบันดาลโทสะลงมือสังหาร
"เคยเป็นอดีตนาวิกโยธินสหรัฐ หลังปลดประจำการได้ก่อคดีลักทรัพย์ที่เมืองพิตส์เบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย แล้วหลบหนีเข้ามากบดานในไทยนาน 2 ปีแล้ว เลี้ยงชีพด้วยการเป็นไกด์เชิญชวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเมืองไทยไปใช้บริการร้านอาหาร ห้องพัก ย่านถนนข้าวสาร" นายจัสตินให้ข้อมูลเพิ่มเติม หลังยอมเปิดปากสารภาพ
คดีนี้ตำรวจใช้เวลาในการคลี่คลายคดีเพียง 2 สัปดาห์เศษ ก็สามารถปิดคดีได้ แม้คนร้ายจะปฏิเสธตั้งแต่ต้นแต่ก็ต้องจำนนต่อหลักฐานชิ้นสำคัญ คือ "ดีเอ็นเอจากคราบเลือด" และ "ลายเท้าบนคราบเลือด" ที่พบภายในห้องพักเกิดเหตุ
ทีมข่าวอาชญากรรม



