
ครอบครัวอบอุ่นสร้างจากใจใช่มองที่เพศ
14 เม.ย. 2558
ครอบครัวอบอุ่นสร้างจากใจใช่มองที่เพศ
"ครอบครัว" เป็นสถาบันแรกเริ่มในสังคมที่มีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง ในอดีตหากเอ่ยถึงคำว่า "ครอบครัว" สิ่งหลักๆ ที่นึกถึงคือ พ่อ แม่ ลูก ตามมาด้วยญาติพี่น้อง ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า ซึ่งเป็นส่วนเติมเต็มให้สถาบันครอบครัวมีความสำคัญและขยายวงกว้างขึ้น แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปและสังคมเปิดกว้างขึ้น "ครอบครัว" จึงไม่ได้จำกัดความอยู่ในกรอบแค่พ่อ แม่ ลูก อีกต่อไป แต่หมายรวมไปถึงการสร้างครอบครัวกับคู่รักซึ่งเป็นเพศเดียวกันอย่างเปิดเผย และพยายามทำให้สังคมยอมรับในตัวตนที่แท้จริง
อย่างคู่ของ "เดซี่" สมหมาย เล็กน้อย สาวประเภทสองที่ตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกับ "อาร์ม" จิรายุ โมกัณฑ์ หลังจากที่คบหาดูใจกันร่วม 2 ปี เดซี่ เปิดฉากเล่าว่า รู้จักกับแฟนหนุ่มเพราะเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน ซึ่งขณะนั้นฝ่ายชายมีภรรยาและลูกอยู่แล้ว ความสัมพันธ์จึงแค่คุยและทักทายกันบ้างตามประสาคนรู้จักเท่านั้น ต่อมาฝ่ายชายเกิดปัญหาครอบครัวกระทั่งหย่าร้างกัน จึงมีโอกาสพูดคุยปรึกษากันมากขึ้น และมีโอกาสพัฒนาความสัมพันธ์จนกระทั่งตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน
"ประทับใจในความเป็นสุภาพบุรุษ และความเป็นลูกผู้ชายของเขา ส่วนเขาชอบตรงที่มีความคิดเป็นผู้ใหญ่ หลังจากตัดสินใจคบกันเขาคอยดูแลเอาใจใส่ตลอด จนกระทั่งคิดจะร่วมชีวิตกัน เขาแสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการพาไปบ้านที่ต่างจังหวัด ให้แม่ผูกข้อมือให้ ตอนแรกแม่เขาก็ดูงงแต่ก็ยอมรับเพราะลูกโตเป็นผู้ใหญ่แล้วมีโอกาสเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง ทั้งยังแนะนำด้วยว่าหากอยู่ด้วยกันแล้วมีปัญหาให้หันหน้าพูดคุยกัน ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน แต่ถ้าในอนาคตไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้จริงๆ ก็ขอให้เป็นเพื่อนเป็นพี่น้องที่ดีต่อกัน พอเสร็จเรื่องทางบ้านอาร์มเขาก็เอาธูปเทียนแพมาขอบอกแม่เราว่าจะขอดูแลลูกสาว และในอนาคตจะจัดงานแต่งให้ถูกต้องตามประเพณีต่อไป" สาวประเภทสองเล่าถึงเส้นทางความรักของเธอ
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ทั้งคู่ใช้ชีวิตกันมาราว 6 เดือน เดซี่ เล่าต่อว่า ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันฝ่ายชายดูแลเธอทุกอย่าง และคอยเป็นห่วงเป็นใยตลอด ทั้งยังแสดงความจริงใจให้เห็นในหลายเรื่อง จนตอนนี้หลายคนเอ่ยปากเลยว่าเราโชคดี เจอแต่คนดีๆ และอยากปกป้องเรา
ไม่ต่างจากสาวหล่อ "ขวัญ" ขวัญปวีณ์ แก้วเกิด และ "ตุ้ย" สุรีย์ สุขสว่าง ที่เปิดเผยเรื่องราวของคู่ตัวเองให้ฟังว่า รู้จักกันด้วยหน้าที่การงานซึ่งต้องประสานงานกับฝ่ายหญิงในฐานะลูกค้า แรกๆ ที่เจอกันยังไม่ได้รู้สึกพิเศษ แต่เมื่อมีโอกาสได้พบปะและร่วมงานกันบ่อยครั้ง ความความรู้สึกแปลกๆ เริ่มเกิดขึ้นและอยากทำความรู้จักมากขึ้น อยากชวนไปทานข้าว ไปดูหนัง แต่ยอมรับว่าไม่กล้าทำสิ่งที่คิด เพราะเกรงว่าจะกระทบถึงเรื่องงาน จนช่วงสงกรานต์เมื่อ 4 ปีที่แล้วตัดสินใจโทรไปหาครั้งแรก พร้อมเอ่ยปากชวนไปเที่ยวด้วยกัน เขาตอบตกลงซึ่งตอนนั้นบอกเลยว่าดีใจมาก แต่ตลอดทางที่นั่งรถไปด้วยกันการพูดคุยยังไม่ราบรื่นเท่าไหร่ยังเขินอายกันอยู่ แต่เมื่อสมาชิกในครอบครัวให้ความสนิทสนมเป็นกันเองและต้อนรับเป็นอย่างดี ตลอดเวลา 5 วันที่อยู่ด้วยกันจึงมีแต่ความรู้สึกดีๆ หลังจากนั้นได้พูดคุยกันมากขึ้น และมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับครอบครัวของทางฝ่ายหญิงในฐานะเพื่อน
หลังจากคบหากันได้ 7 เดือนเป็นช่วงที่ฝ่ายหญิงจะย้ายออกมาอยู่บ้านใหม่พอดี จึงชวนมาอยู่ด้วยกัน ตอนนั้นคิดเยอะมากเพราะเป็นครั้งแรกที่ต้องออกจากบ้านมาอยู่กับคนอีกคน ซึ่งต้องมั่นใจพอสมควร อีกอย่างการคบหากันค่อนข้างสั้นจึงต้องพิจารณาหลายอย่าง แต่คิดว่าถ้ามีความรักและทำทุกอย่างดีที่สุดก็ไม่น่าจะมีปัญหา จึงตัดสินใจเริ่มต้นสร้างครอบครัวด้วยกัน
"พอมาอยู่ร่วมชายคากันจริงๆ หลายอย่างทำให้รู้สึกเหมือนเราอยู่กันมานาน ทุกอย่างลงตัว พ่อแม่ของทั้ง 2 ฝ่ายก็รับรู้และไม่ได้มองว่าผิดแปลก เพื่อนฝูงและคนรอบตัวรับรู้และมองเป็นเรื่องปกติ แต่ความรักอย่างเดียวไม่พอยอมรับว่าเราสองคนมาจากต่างสังคม ต่างการเลี้ยงดู ปัญหาย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แต่ทุกครั้งจะรอให้อารมณ์เย็นลงแล้วหันหน้ามาพูดคุยกัน เพราะหากปล่อยให้มันผ่านไปจะกลับมาคุยกันยาก สิ่งที่ยึดถือมาตลอดคืออะไรที่ไม่ชอบก็ไม่ควรทำกับเขา ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา แต่ทั้งนี้ต้องออกมาจากความจริงใจด้วย" สาวหล่อบอกอย่างนั้น
ขณะที่ "ตุ้ย" สุรีย์ กล่าวเพิ่มเติมในเรื่องนี้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา "ขวัญ" ขวัญปวีณ์ ดูแลเธออย่างดีใส่ใจซึ่งกันและกันทุกเรื่อง และยังดูแลไปถึงพ่อแม่และครอบครัวของเธอด้วย นั่นเองเป็นสิ่งที่ชนะใจพ่อแม่และยอมให้ออกมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันโดยไม่มีข้อทักท้วง ตรงกันข้ามพ่อแม่กลับดีใจที่มีคนมาช่วยดูแลลูกสาว แต่เมื่อถึงเวลาแยกออกมาอยู่จริงๆ ก็ต้องปรับตัวกันหลายอย่าง ต้องเรียนรู้สิ่งที่เขาเป็น พยายามยอมรับและเข้าใจซึ่งก็ต้องใช้เวลา เรื่องอารมณ์ก็สำคัญเช่นกันอีกฝ่ายร้อนมาอีกฝ่ายก็ต้องเย็นถึงจะอยู่ด้วยกันได้
หันมาฟังความคิดเห็นของ อัญชนา สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการโครงการมูลนิธิอัญจารี ที่มองว่าการที่คนสองคนจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันไม่ว่าจะเป็นหญิงกับชายหรือเพศเดียวกันไม่ได้แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนมากกว่า ถ้าเข้ากันได้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ที่พบบ่อยๆ คือการได้รับแรงกดดันจากสังคมรอบข้าง บางคู่อีกฝ่ายเปิดเผยกับครอบครัวได้ แต่อีกฝ่ายครอบครัวไม่ยอมรับ กลายเป็นความกดดันจนอยู่ร่วมกันไม่ได้ หรือในเรื่องของกฎ ระเบียบ นโยบายรัฐ ยังไม่รองรับคู่รักร่วมเพศทำให้ไม่ได้รับสิทธิบางอย่าง หรืออีกกรณีหนึ่งคือเกิดปัญหาในตัวเอง เพราะครอบครัวเลี้ยงดูมาให้มีคู่เป็นเพศตรงข้าม ตรงนี้อาจกลายเป็นอุปสรรคได้ถ้ายังไม่ลบล้างสิ่งที่ถูกตีกรอบจากสังคมออกไป ส่งผลให้ให้ชีวิตคู่ไปไม่รอดและต้องเลิกรากันไปในที่สุด แต่ท้ายที่สุดอยากให้มองว่าไม่ว่าเพศไหนจะรักกับเพศไหน แต่คนๆ นั้นก็ยังคงเป็นลูกหลาน เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวและสังคม



