ข่าว

ทลายแชร์ลูกโซ่รายใหญ่ยูฟันสโตร์ร่อนสารแจง

ทลายแชร์ลูกโซ่รายใหญ่ยูฟันสโตร์ร่อนสารแจง

10 เม.ย. 2558

ปคบ.สนธิกำลังสคบ.-ปปง.นำกำลังบุกทลายเครือข่ายแชร์ลูกโซ่รายใหญ่ ยูฟันสโตร์ร่อนเอกสารยืนยันความบริสุทธิ์

             เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 10 เมษายน พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมด้วย พ.ต.อ.อังกูร คล้ายคลึง รอง.ผบก.ปคบ. นำกำลังเจ้าหน้าที่ บก.ปคบ. เจ้าหน้าที่ สคบ. และ ปปง. เข้าตรวจค้นเพื่อทลายเป้าหมายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ บริษัท ยูฟันสโตร์ จำกัด หลังมีประชาชนเข้าร้องเรียนว่าถูกฉ้อโกงจากเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ดังกล่าว

             การเข้าตรวจค้นในจุดแรกเจ้าหน้าที่นำหมายศาลเข้าตรวจค้นภายในบ้านเลขที่ 9/2 ซอยรามอินทรา 62 แยก 1 แขวงรามอินทรา เขตคันนายาว จากการตรวจค้นเจ้าหน้าที่พบ ว่าที่ ร.ต.ฤทธิเดช วรงค์ อาชีพทนายความ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาเลขที่ 621/2558 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2558 ในข้อหาร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน โดย ว่าที่ ร.ต.ฤทธิเดช เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่มากถึง 51% ส่วนนายอาทิตย์ ปานแก้ว ผู้ถือหุ้นร่วม ที่อยู่ในหมายจับไม่ได้อยู่ในสถานที่ดังกล่าวด้วย โดยพบว่า ที่พักถูกใช้เป็นสำนักงานในการดำเนินธุรกิจ และพบเอกสารธุรกรรมทางการเงินจำนวนมาก พร้อมทั้งพบทรัพย์สินมีค่าที่เป็นอุปกรณ์ทางโหราศาสตร์จำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน

             ด้าน ว่าที่ ร.ต.ฤทธิเดช ให้การว่า ตนเองเข้าเป็นสมาชิกเมื่อปี 2557 โดยยืนยันว่าบริษัทไม่ได้ฉ้อโกงตามที่ถูกกล่าวหา เพราะไม่มีการจำหน่ายสินค้าของบริษัท แต่เป็นลักษณะของการนำสินค้าจากสมาชิกมาจำหน่ายกันเอง โดยบริษัทเป็นเหมือนช่องทางที่ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายมาเจอกัน โดยรายได้ของบริษัทก็จะมาจากเปอร์ส่วนต่างจากการขายสินค้า

             พล.ต.ท.สุวิระ กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากประชาชนร้องเรียนไปยังศูนย์ดำรงธรรมและศูนย์แก้ไขปัญหาเพื่อความมั่นคงซึ่งมีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จำนวนมากถึงเรื่องการถูกฉ้อโกง พลเอกประวิตร จึงได้สั่งการมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้สืบสวนสอบสวนจับกุมผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงหาวิธีดำเนินการแก้ปัญหาอย่างถอนรากถอนโคน ทั้งทางแพ่ง และอาญา กับเครือข่ายดังกล่าว โดยพบว่าบริษัท ดำเนินธุรกิจไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ในการขอจดทะเบียนเป็นบริษัทขายตรง เนื่องจากไม่พบว่ามีการซื้อขายสินค้าเหมือนธุรกิจขายตรงอื่นๆ และเมื่อตรวจสอบแหล่งที่ตั้งของโรงงานผลิตสินค้าที่บริษัทระบุไว้ พบเป็นเพียงร้านขายของชำและดำเนินธุรกิจโดยออกสกุลเงินของตนเองใช้ในหมู่สมาชิกเรียกว่ายูโทเคนใช้แทนสกุลเงินปกติแต่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลซื้อขายแลกเปลี่ยนกันในโลกออนไลน์เสียค่าสมัครคนละ17,000 บาท เบื้องต้น สคบ. ได้เพิกถอนใบอนุญาตของบริษัทเมื่อวันที่ 8 เมษายน หลังเชิญผู้บริหารเข้าพบถึง 3 ครั้ง แต่ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร และ ปปง.ยึดทรัพย์จากเครือข่ายดังกล่าวได้ 250 ล้านบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ออกหมายจับผู้บริหารและผู้ถือหุ้น 8 คน เป็นชาวมาเลเซีย 3 คน และคนไทย 5 คน ทั้งหมดเป็นระดับเจ้าของผู้ประกอบการ

             พล.ต.ท.สุวิระ กล่าวอีกว่าสำหรับรูปแบบการฉ้อโกงของเครือข่ายนี้จะมี 3 รูปแบบ คือ ไม่จ่ายผลตอบแทนตามแผนที่ระบุต่อนายทะเบียน โทษปรับ 3 แสนบาท ชักชวนให้สมาชิกเข้ามาร่วมเครือข่ายโดยได้รับผลตอบแทนจากการชวนบุคคลอื่นเข้าร่วม โทษจำคุก 5 ปี ปรับ 5 แสนบาท กู้ยืมเงินเพื่อฉ้อโกงประชาชน โทษจำคุก 5-10 ปี ปรับ 5 แสนถึง 1 ล้านบาท ทั้งนี้จากการประเมินของเจ้าหน้าที่พบว่ามีสมาชิกในเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ไม่ต่ำกว่าแสนคน และมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท แต่ตอนนี้้ป็นเพียงการคำนวนในช่วงเวลาสั้นๆ สามารถยึดทรัพย์ได้ 250 ล้าน จากค่าสมาชิกคนละ 17,000 คำนวนดูแล้วก็มีผู้เสียหายประมาณ 14,700 คน


ยูฟันสโตร์ร่อนเอกสารยืนยันความบริสุทธิ์

             ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ยูฟันสโตร์ จำกัด ได้ส่งหนังสือชี้แจงมายังสื่อมวลชน โดยบริษัทฯยืนยันความบริสุทธิใจในการเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยที่ผ่านมาได้เข้าพบและหารือกับหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น สคบ.หรือ คสช. เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการทำธุรกิจของบริษัทฯ ซึ่งบริษัทฯไม่เคยมีพฤติกรรมฉ้อโกง หรือหลอกลวงประชาชนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเหตการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้  เป็นเพียงแต่การกล่าวหาจากผู้ไม่หวังดีเพื่อต้องการล้มธุรกิจของบริษัทเท่านั้น พร้อมขอให้สมาชิกมั่นใจว่าบริษัทยังคงดำเนินธุรกิจและธุรกรรมกับทางบริษัทได้เป็นปกติ ขออย่าหลงเชื่อผู้ที่ไม่หวังดีที่ต้องการล้มธุรกิจของบริษัท

             ทั้งนี้บริษัทจะดำเนินการต่อสู้คดีตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของสมาชิก นอกจากนี้บริษัทฯจะเร่งดำเนินการชี้แจงต่อหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงสื่อมวลชนด้วย และเดินหน้าพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อแสวงหาความยุติธรรม และต่อสู้คดีให้จบโดยเร็วที่สุด จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องดีที่จะทำทุกอย่างกระจ่างชัดขึ้นในชั้นศาล ในลำดับต่อไป