ข่าว

‘เลขาปปท.’ส่งรายชื่อ‘100ขรก.’ทุจริตถึงมือนายกฯ

‘เลขาปปท.’ส่งรายชื่อ‘100ขรก.’ทุจริตถึงมือนายกฯ

10 เม.ย. 2558

เลขาปปท.” ส่ง รายชื่อ 100ขรก.ทุจริต ถึงมือ “นายกฯ” ยันข้อมูลโปร่งใส รอ “นายกฯ” ตัดสินใจดำเนินการ เผย มท.-ตำรวจ มีเรื่องร้องเรียนมากสุด

 
  
          วันที่ 10 เม.ย.58 เวลา 12.00น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อส่งรายชื่อข้าราชการมากกว่า 100 รายชื่อ ที่เกี่ยวข้องจากการทุจริตให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ตึกไทยคู่ฟ้า
    
          โดยในเวลา 12.30 น. น. นายประยงค์ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้ส่งรายชื่อข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตให้กับนายกรัฐมนตรี ตามกรอบเวลาที่วาง ทั้งนี้ตนยังไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียดรายชื่อและจำนวน เนื่องจาก พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธาน ศอตช.จะเป็นผู้ชี้แจงเอง ซึ่งรายชื่อทั้งหมด พล.อ.ไพบูลย์ ได้รวบรวมให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา และขึ้นอยู่ว่านายกฯ จะมีข้อสั่งการอย่างไร ส่วนขั้นตอนการดำเนินการกับผู้มีความผิดนั้นจะต้องดำเนินการตามกฎหมายปกติในเรื่องของการลงโทษทางวินัย ตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน อย่างไรก็ตามต้องขึ้นอยู่กับนายกฯพิจารณา
  
          นายประยงค์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการดำเนินคดีทางอาญาสำหรับผู้ที่อยู่ในรายชื่อนั้นยังคงมีต่อไป โดยส่วนนี้เป็นการดำเนินการทางปกครอง และพล.อ.ไพบูลย์ ได้มีนโยบายที่ให้ดำเนินการตรวจสอบในลักษณะนี้ย่างต่อเนื่องทุกเดือน โดยมีวัตถุประสงค์ให้ดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต สำหรับหน่วยงานที่ถูกร้องเรียนมามากที่สุดตามสถิติ ป.ป.ท.คือ กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)     
 
          “การลงโทษที่ปกติใช้กลไกทางอาญานั้นใช้เวลานานไม่เห็นผล นายกฯ จึงเห็นว่าให้ดำเนินการทางอาญาไป แล้วใช้มาตรการทางวินัยทางปกครองเข้ามา ฉะนั้นการดำเนินการจากนี้ไปหลังจากการดำเนินการทางอาญาแล้ว มาตรการทางการปกครองก็จะเข้ามาทำงาน ซึ่งใช้มาตรการทางการปกครองเป็นเรื่องที่หัวหน้าส่วนราชการต้องทำอยู่แล้ว ข้าราชการนั้นมีบทบาทมากในการรักษาความสงบและพัฒนาการประเทศ ถ้ามีข้าราชการเข้าไปทุจริตและไม่ดำเนินการจะเกิดผลเสียหายมากกว่า แต่ถ้ารัฐเอาจริงเอาจังนั้นก็จะสามารถหยุดความเสียหายนั้นได้จากมากเหลือน้อย และควบคุมปัญหาได้ แต่ถ้าเราปล่อยไว้ผู้ที่คิดจะทำก็จะได้ใจ ถึงที่สุดก็จะควบคุมปัญหาไม่ได้ ซึ่งนี่เป็นเจตนาของ ศอตช. ที่รับมาจากนายกฯ และจะทำให้บรรลุผลให้ได้” นายประยงค์ กล่าว
 
          นายประยงค์ กล่าวด้วยว่า ปัญหาของเราบางส่วนที่เอาผิดไปไม่ถึงข้าราชการระดับสูง เพราะหลักฐานไปไม่ถึง เนื่องจากอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถไปถึงได้ก็ต้องเอาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องข้างเคียงมาช่วย เช่น กรณีที่ ป.ป.ท.ทำอยู่ ถ้าไปเกี่ยวข้องกับเอกชน ป.ป.ท.ก็สามารถดึง กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เข้ามาในฐานะที่อยู่ใน ศอตช. ซึ่งปัจุจบันเราทำงานร่วมกัน การตรวจสอบเราพยายามลงลึกให้ถึงที่สุด ผิดคือผิด ถูกคือถูก เราพยายามผนึกกำลังตรงนี้ แต่ถ้าถึงที่สุดแล้วไปไม่ถึงก็ต้องแก้ไขกฎหมายให้ไปสู่ผู้อยู่เบื้องหลังให้ได้ นอกจากนี้เราได้ทำงานร่วมมือกับภาคเอกชน โดยเรารับข้อมูลจากทุกภาคส่วน ก่อนนำไปสืบสวนต่อ ฉะนั้นสิ่งที่ได้มาเชื่อได้ว่ามีความโปร่งใส และเพียงพอที่จะให้นายกฯตัดสินใจต่อไป
  
          ผู้สื่อข่าวถามว่า ห่วงว่าจะเกิดการตีรวนของข้าราชการหรือไม่ นายประยงค์ กล่าวว่า เรามีกฎหมายกำกับอยู่ หัวหน้าส่วนราชการก็ต้องดำเนินการ ข้าราชการทุกคนมีหน้าที่ต้องทำงาน
  
          เมื่อถามว่ามีรายชื่อข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการบุกรุกที่ดินเกี่ยวข้องกับคดีบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ นายประยงค์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยระบุว่า ตนไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้