
แฮปปี้เบิร์ธเดย์กรุงเทพฯ
แฮปปี้เบิร์ธเดย์กรุงเทพฯ : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
เดือนเมษายนนับเป็นเดือนที่มีสิ่งดีๆ หลายอย่างในสังคมไทย เริ่มจากวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันที่ 2 เมษายน และปีนี้เป็นปีมหามงคลที่ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา ซึ่งพสกนิกรได้ร่วมกันฉลองและแสดงความจงรักภักดีกันทั่วประเทศ ถัดมาวันที่ 6 เมษายน เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงสถาปนาราชวงศ์จักรี ซึ่งมีพระมหากษัตริย์สืบสันติวงศ์ปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุขมาเป็นเวลากว่า 200 ปี และในช่วงวันที่ 13-15 เมษายน เป็นเทศกาลสงกรานต์ หรือวันขึ้นปีใหม่ของไทยมาแต่เดิม นอกจากนี้วันที่ 21 เมษายน ยังเป็นวันที่มีพิธียกเสาหลักเมือง และสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เป็นราชธานี ดังนั้น เดือนเมษายนจึงมิใช่เดือนที่มีวันหยุดและวันหยุดชดเชยมากเท่านั้น หากแต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคนไทยและประเทศไทย
กรุงรัตนโกสินทร์อาจเป็นเมืองหลวงไม่กี่แห่งของโลก ซึ่งมีวันและเวลาการสถาปนาที่ชัดเจนแน่นอน มีโหราจารย์ผูกดวงเมือง และมีนักพยากรณ์ทำนายทายทักดวงบ้านเมืองอยู่เป็นประจำทุกปี บนสมมุติฐานที่ว่า เมื่อกรุงรัตนโกสินทร์ หรือกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย เหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ ก็เท่ากับเกิดขึ้นในประเทศไทยทั้งประเทศด้วย
แต่สิ่งหนึ่งซึ่งควรจะทำ แต่ผมไม่ทราบว่าทาง กทม.ได้ทำหรือไม่ นั่นคือการฉลองวันเกิดหรือวันสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นคนละวันและคนละเรื่องกับการจัดการปกครองกรุงเทพฯ ตามประกาศคณะปฏิวัติ พ.ศ.2515 ที่ทำให้กรุงเทพฯ เป็นมหานคร ที่มีผู้ว่าการบริหาร
การฉลองวันสถาปนากรุงเทพฯ (ถ้ามี) น่าจะเป็นการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ เช่น การทำบุญใส่บาตร การสักการะพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และพระราชานุสาวรีย์กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท พระอนุชา ที่ร่วมกันกรำศึกเพื่อปกป้องประเทศ สักการะพระแก้วมรกต และพระหลักเมือง รวมทั้งนิทรรศการเกี่ยวกับกรุงเทพฯ การประกอบอาชีพ การแสดง การละเล่น ของชุมชนต่างๆ ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในกรุงเทพฯ เช่น บ้านญวน บ้านแขก บ้านทวาย บ้านตานี ฯ และหัตถกรรมดั้งเดิม เช่น การทำบาตรของบ้านบาตร การหล่อพระของบ้านช่างหล่อ การทำดอกไม้ไฟของบ้านดอกไม้ การทำทองของถนนตีทอง ฯ ก็จะเป็นการแสดงถึงชาติพันธุ์ต่างๆ ที่เข้ามาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ขณะเดียวกันก็เป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูหัตถศิลป์ของไทย และเปิดตลาดการท่องเที่ยวใหม่ของกรุงเทพฯ ไปด้วยในตัว ทั้งช่วยให้คนกรุงเทพฯ มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ดังกล่าว อันจะเป็นการสร้างความรักและความผูกพันในท้องถิ่น
ท่านผู้ว่าฯ กทม. เห็นด้วยกับผมไหมครับ?
งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่เพิ่งผ่านไปนี้ ผมได้หนังสือดีๆ มาหลายเล่ม ที่อยากแนะนำ เล่มแรกคือ “กรอบอารมณ์ของคนบางกอก” โดย ผาด พาสิกรณ์ นักเขียนมือรางวัล ลงพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารขวัญเรือน (สนพ.คเณศบุรี/210 บาท) อีก 2 เล่ม 2 เรื่อง 2 แนว แต่ใช้ปกหอยทากตัวเดียวกัน คือ “เมฆกลางวัน พระจันทร์กลางคืน” ของ โดม วุฒิชัย ที่ให้คำจำกัดความว่า “เขียนชีวิตจากความจริง อ่านความจริงจากชีวิต” (สนพ.เพิงพเยีย/190 บาท) กับ “นิธาร” รวมบทกวีของ “กุดจี่” พรชัย แสนยะมูล ที่ได้รับรางวัลเซเว่นบุ๊คส์อะวอร์ด” เมื่อปีที่แล้ว (สนพ.ไม้ยมก/250 บาท)



