
แก้มือที่ จ.ภูเก็ต
ผลการสอบสวนของคณะอนุกรรมการที่มีนายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ สมาชิกวุฒิสภาและเลขานุการคณะกรรมาธิการการยุติธรรมและการตำรวจ เป็นประธานตรวจสอบ "ข้อเท็จจริงการชุมนุมทางการเมืองที่พัทยาและภูมิภาค ช่วงวันที่ 8-15 เมษายน 2552" ได้สรุปเสร็จสิ้นแล้ว และวันที่ 14 กรกฎา
ผลสอบพบว่า การยกเลิกการประชุมผู้นำอาเซียนเกิดจากความขาดประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ทั้งฝ่ายตำรวจ ทหาร และความมั่นคง ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ควบคุม
ประเด็นสรุปได้ 4 ข้อ คือ 1.การยกเลิกการประชุมอาเซียนที่เมืองพัทยา เกิดจากการที่รัฐบาลไม่ได้สนใจงานด้านการข่าวเท่าที่ควร การประเมินสถานการณ์ของหน่วยข่าวบกพร่อง 2.เจ้าหน้าที่รับผิดชอบไม่ได้สั่งการตามแผนหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2
3.การควบคุมฝูงชนขาดประสิทธิภาพ เนื่องจากการเปรียบเทียบกำลังระหว่างเจ้าหน้าที่กับจำนวนผู้ชุมนุมพบอัตรา 2 ต่อ 1 ซึ่งเจ้าหน้าที่มีมากกว่า 4.กระบวนการเลือกสถานที่ประชุม ไม่ปลอดภัยเพียงพอเนื่องจากเป็นพื้นที่เปิด การควบคุมทำได้ไม่เต็มที่ ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ขาดความรู้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 63 เรื่องการใช้สิทธิชุมนุมทางการเมือง ทหาร ตำรวจเข้าใจว่าผู้ชุมนุมมีสิทธิตามกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่ก็มีกฎหมายอื่นใช้ควบคุมแทนได้เช่นกัน
ผลสรุปดังกล่าวรัฐบาลจะนำไปดำเนินการอย่างไร คงเป็นขั้นตอนต่อไป
แต่อย่างน้อยนี่คือบทเรียนครั้งสำคัญในการนำไปปรับแผนใช้กับการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่จะมีขึ้นในวันที่ 17-23 กรกฎาคม ที่ จ.ภูเก็ต
วันก่อนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา (สบ 10) เป็นผู้ควบคุมสั่งการแผนการรักษาความปลอดภัย โดยมีศูนย์ปฏิบัติหน้าส่วนหน้าของ บช.ภ.8 ที่มี พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.ภ.8 เป็นผู้ควบคุม
เริ่มด้วยประกาศภาวะฉุกเฉินใน จ.ภูเก็ต ก่อนการประชุม 1 สัปดาห์เพื่อเคลียร์พื้นที่ทั้งหมด แต่ไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตของชาวบ้าน ที่สำคัญไม่เกิดความรู้สึกต่อนักท่องเที่ยวด้วย
อีกหนึ่งมาตรการที่ใช้ก่อนคือ การประกาศพื้นที่หวงห้ามทางทะเลขนานกับชายฝั่งระยะทาง 5 กม.การเฝ้าระวัง 6 จังหวัดฝั่งทะเลอันดามัน มีทั้งกองทัพเรือ กองทัพอากาศร่วมรับผิดชอบ
แผนทั้งหมดคงไม่ใช่รับมือคนเสื้อแดงอย่างเดียว ยังมีกลุ่มโจร 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่ต้องเฝ้าระวังให้ดีด้วย!!



