
สปช.ฟังเสียงประชาชนปฏิรูปแก้ปัญหายั่งยืน
สปช.ฟังเสียงประชาชนปฏิรูปแก้ปัญหายั่งยืน : ศูนย์ข่าวอีสาน
"การกระจายอำนาจ" ถือเป็นเรื่องใหญ่ และเรื่องสำคัญของประเทศไทยที่จะต้องดำเนินการ โดยเฉพาะอำนาจที่มีการกระจายนั้น หากเจ้าหน้าที่รัฐไม่รับผิดชอบและปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดและเข้มแข็ง อำนาจที่ได้มาก็ไม่เกิดประโยชน์ ขณะเดียวกันประชาชนก็จะต้องรู้จักหน้าที่ตนเอง ตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐด้วย
ในการเปิดเวทีรับฟังความเห็นประชาชน ที่หอประชุมไพรพะยอม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เมื่อเร็วๆ นี้ คณะอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ประจำจังหวัดอุบลราชธานี สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นำโดย นิมิต สิทธิไตรย์ สปช.อุบลราชธานี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้จัดเวทีการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นระดับจังหวัด หลังเดินสายเปิดเวทีรับฟังมาครบทุกอำเภอ โดยได้ระดมตัวแทนหน่วยงาน องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชน และภาคประชาชน เข้าร่วมแสดงความเห็น
ทั้งนี้ ได้นำข้อเสนอบทสรุปจาก 25 เวที 25 อำเภอ ในจำนวนกลุ่มตัวอย่าง 1,488 คน สะท้อนปัญหาความต้องการของประชาชน 18 ด้าน โดยคัดกรองเหลือเพียง 5 ด้าน คือ 1.การเมือง 2.การปกครองท้องถิ่น 3.สังคมชุมชน เด็กและเยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส 4.ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และ 5.การศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยแต่ละประเด็นได้แบ่งกลุ่มย่อย เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและสนใจแต่ละประเด็นได้เสนอความเห็น โดยแยกเป็น 8 กลุ่มย่อย ซึ่งแต่ละกลุ่มสรุปความเห็น ดังนี้
ขณะเดียวกันมีข้อท้วงติงต่อระบบการทำงานว่า บุคลากรและเงินงบประมาณไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีข้อถกกันในประเด็นเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งของผู้ใหญ่บ้านว่าควรให้มีวาระเพียง 4 ปีเพื่อป้องกันการผูกขาด
การปกครองท้องถิ่น เสนอให้ยกฐานะองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ให้เป็นเทศบาลทุกแห่งทั่วประเทศ โดยให้เหตุผลว่าองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) มีระบบงานที่ซ้ำซ้อนและขอให้คืนงบประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์เพื่อเป็นงบพัฒนาให้แก่จังหวัด และส่วนใหญ่ได้ให้ความเห็นสนับสนุนมาตรการลงโทษนักการเมืองทุจริต โดยให้ตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต ตลอดจนเสนอให้มีองค์กรภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในตรวจสอบการทำงานภาครัฐ พร้อมทั้งเสนอให้ตั้ง "ศาลคอร์รัปชั่น"
นอกจากนี้ เห็นควรแยกระบบคุมประพฤติออกจากระบบการเมือง เพื่อป้องกันปัญหาการแทรกแซง ตลอดจนขั้นตอนรวบรวมพยานหลักฐานในชั้นสอบสวนให้กระชับและมีประสิทธิภาพ ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมีอิสระในการทำงานปราศจากการครอบงำจากอิทธิพลใดๆ
ด้านการศึกษา ได้สะท้อนให้มีการกระจายอำนาจและลดอำนาจเขตการศึกษาให้เล็กลง โดยบางส่วนให้ไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพร้อมจัดตั้งศูนย์เด็กอัจฉริยะ พร้อมทั้งให้จัดสรรงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์การศึกษาให้เกิดความเท่าเทียม สำหรับการจัดการเรียนการสอนให้เน้นย้ำหลักสูตรชั้นปฐมวัยถึง 12 ปี เนื่องจากเด็กในวัยนี้มีการเรียนรู้ได้เร็วและเป็นพื้นฐานการเรียนการสอนที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้รัฐส่งเสริมระบบการศึกษาระดับอาชีวศึกษา เพื่อผลิตแรงงานสู่ตลาดแรงงานที่มีคุณภาพ ตลอดจนให้การศึกษาแก่ผู้สูงอายุอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะที่หัวข้อด้าน สื่อมวลชน ศิลปะ วัฒนธรรม ได้สะท้อนความต้องการที่เคยร่วมเวทีกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา ที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมฯ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ในการก่อตั้งโครงการ "สภาวิชาชีพสื่อมวลชน" ทั้งระดับภูมิภาคและระดับชาติ เพื่อตรวจสอบดูแลสื่อด้วยกันเอง ส่วนเรื่องของศิลปวัฒนธรรมได้เน้นย้ำให้เกิดการสร้างจิตสำนึกความเป็นไทยที่ยั่งยืน อีกทั้งได้เสนอแนะให้ผู้ทำหน้าที่พิธีกรสื่อโทรทัศน์ ได้ระมัดระวังเรื่องการแต่งกายให้เหมาะสม ส่วนเรื่องศาสนา เสนอให้มีกฎหมายตรวจสอบทรัพย์สินทั้งของวัดและสมณเพศ
ด้านพลังงานและแรงงาน มีข้อเสนอให้รัฐบาลกำหนดกฎหมายและทิศทางพลังงานแห่งชาติเพื่อพัฒนาสร้างองค์กรในกลุ่มพลังงานให้สอดคล้องกับความต้องการและต้นทุนที่เป็นจริง เร่งรัดให้ภาครัฐจัดหาพลังงานทดแทนเป็นวาระเร่งด่วน ในขณะเดียวกันให้อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติควบคู่กันไปด้วย ส่วนเรื่องแรงงานเสนอแนวทางกำหนดอัตราค่าจ้างแรงงานตามสภาพความเป็นจริงแต่ละภูมิภาค ซึ่งจะเป็นการผ่อนคลายปัญหาลดแรงกดดันจากนายจ้าง
ในส่วน สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ได้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในสถานพยาบาลระดับปฐมภูมิในโรงพยาบาลชุมชน พร้อมทั้งให้ตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาพ โดยจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ อย่างน้อยเพื่อป้องกันการสูญเสียงบประมาณจากการรักษาพยาบาลที่รัฐต้องสูญเสียแต่ละปีเป็นเงินมหาศาล
ขณะที่ข้อเสนอด้านสิ่งแวดล้อม ได้ขอให้จัดสวัสดิการให้แก่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ให้เหมาะสมมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากสภาพปัญหาและภารกิจที่เสี่ยงภัย เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งควรเร่งแยกที่ทำกินของชาวบ้านออกจากพื้นที่ทรัพยากรของรัฐให้ชัดเจน และเสนอให้ตั้ง "องค์กรระดับชุมชนเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม" ร่วมกับหน่วยงานรัฐ
จากนั้นเวทีในภาคบ่าย ได้มีกลุ่มมวลชน ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จากทุกอำเภอเข้าร่วมเวทีเพิ่มเติมอีก 1,000 คน ซึ่งคณะทำงานได้สะท้อนปัญหาในระดับจังหวัดจาก 25 เวทีที่ผ่านมา เพื่อเป็นประเด็นนำไปสู่การแก้ไข อาทิ ปัญหาขยะ ยาเสพติด ที่ดินที่ทำกิน เจ้าหน้าที่รัฐทุจริต ถนนชำรุด ป่าไม้โดยเฉพาะปัญหาการลักลอบตัดไม้พะยูง ซึ่งผู้เข้าร่วมงานได้สะท้อนปัญหาให้คณะทำงานได้รับทราบอย่างหลากหลาย
ทั้งนี้ นายประทีป กีรติเรขา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ได้ร่วมรับฟังในรอบบ่ายจนจบ และรับปากจะนำปัญหาความต้องการของประชาชนไปแก้ไขโดยประยุกต์ใช้กระบวนการทางกฎหมายและมวลชนร่วมกับ สปช. ทำงานคู่ขนานอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
สำหรับภาพรวมเสียงสะท้อนทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย พบว่าทุกฝ่ายเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต นำกฎหมายที่มีอยู่เดิมมาใช้โดยเคร่งครัด มีการส่งเสริมกระตุ้นการปลุกจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน อีกทั้งจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการในส่วนที่บกพร่องโดยมีกฎหมายรองรับชัดเจนต่อไป
ด้าน นิมิต สิทธิไตรย์ สปช.อุบลราชธานี กล่าวย้ำต่อผู้เข้าร่วมงานว่า เสียงสะท้อนจากประชาชนทุกประเด็นได้เก็บและกลั่นกรองเข้าสู่ระบบตามกระบวนการต่อไป และยืนยันว่าจะทำหน้าที่ตามนิยามว่า “สปช.ต้องฟังเสียงประชาชน และประชาชนต้องได้ยินเสียงสปช.” จึงจะนำไปสู่กระบวนการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน



