ข่าว

รัฐบาลอภิ"(ก)ษิต"

รัฐบาลอภิ"(ก)ษิต"

14 ก.ค. 2552

หลายวันก่อนผมตอบปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในเรื่องของความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของ คุณกษิต ภิรมย์ ในห้วงเวลาที่คุณกษิต ต้องเผชิญกับวิกฤติทางการเมืองเช่นนี้

 ประเด็นของผมก็คือเรื่องของ คุณกษิต นั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่สุดของวิกฤติการเมืองไทยในตอนนี้ เพราะว่า คุณกษิต เขามีกองเชียร์ของเขาอยู่แล้ว ยังไงในสายตาของตัวคุณกษิต และกองเชียร์ของ คุณกษิต นั้น คุณกษิต ทำในสิ่งที่ถูกต้องมาตลอด และในสายตาของ คุณกษิต และกองเชียร์นั้นความเห็นที่เบี่ยงเบนไปจากสิ่งที่พวกเขาเชื่อนั้นย่อม "ไม่มีวันถูก"

 รัฐบาลนี้จึงเป็นรัฐบาลที่คุณกษิตไม่มีวันผิด และมีคุณกษิตใหญ่กว่าคนอื่น

 ไม่เชื่อก็คอยดูกันต่อไปเถอะครับ

 เรื่องที่นักวิชาการตัวเล็กๆ อย่างผมสนใจจึงเป็นเรื่องของบทบาทของคุณ "อภิสิทธิ์" ที่เป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรีนั่นแหละครับ เพราะเห็นว่าจะได้รับความชื่นชมและเชื่อมั่นจากสื่อมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขนาดที่สื่อยักษ์เขียวไม้เบื่อไม้เมากับพรรคแม่พระธรณียังอดตั้งข้อสังเกตในแบบชื่นชมไม่ได้

 แต่สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าคุณอภิสิทธิ์นั้นกำลัง "บริหารประเทศผ่านการบริหารคณะรัฐมนตรีโดยใช้สื่อเป็นหลัก" ซึ่งเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายอยู่มาก เพราะเป็นการขับเน้นอำนาจของนายกรัฐมนตรีโดยลดความสำคัญของการเมืองระดับชาติที่อยู่บนฐานของรัฐสภามาสู่เรื่องของการบริหารประเทศผ่านกลไกคณะรัฐมนตรีเป็นหลัก

 พูดง่ายๆ ก็คือ คุณอภิสิทธิ์พยายามดึงอำนาจกลับคืนมาโดยความเชื่อว่าถ้าตนสามารถสร้างภาพของการเป็นนักบริหารมือสะอาดที่ตัดสินใจผ่านหน้าจอทีวีเมื่อมีข้อสงสัยในบ้านเมืองเกี่ยวกับโครงการต่างๆ จากกระทรวงที่สังกัดรัฐมนตรีที่สังกัดกลุ่มก๊วนของเนวินได้ ภาพลักษณ์ความอิหลักอิเหลื่อในตอนตั้งรัฐบาลที่ต้องไปกอดเนวินโดยมีคุณสุเทพยืนยิ้มแบบสบอารมณ์อยู่เบื้องหลังก็จะถูกลืมเลือนไป

 และอำนาจต่อรองของคุณอภิสิทธิ์ก็จะกลับมาและเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนประเทศไทย "เข้มแข็ง" และประชาชน "เชื่อมั่นในนายกอภิสิทธิ์" เพราะว่าคุณอภิสิทธิ์นั้นเป็นผู้แถลงผลงานของรัฐบาลในแต่ละสัปดาห์ด้วยตนเอง

 ท่านที่ไม่เห็นด้วยกับผมก็ไม่มีปัญหาครับ แต่เรื่องราวที่อยากจะขอชี้ให้เห็นก็คือ ประเทศชาตินั้นไม่ได้ปกครองโดยคณะรัฐมนตรีเท่านั้นครับ แต่ต้องปกครองในระบอบรัฐสภาด้วย ดังนั้นถ้านโยบายส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการเสนอและเบรกโครงการต่างๆ กันผ่านการให้สัมภาษณ์เช่นนี้ ภาพรวมในการจะทำงานในรัฐสภาของพรรคร่วมรัฐบาลคงจะลำบากอยู่สักหน่อย

 ในขณะเดียวกันนั้น การบริหารงานผ่านมติ ครม.นั้นก็เป็นเรื่องที่นำไปสู่ความวุ่นวายได้ง่ายเหมือนในยุครัฐบาลผสมในอดีต เพราะว่ามติ ครม.นั้นมาจากการประชุมที่ไม่มีการถ่ายทอด และไม่ได้มีคณะกรรมการอะไรในการกรั่นกรอง

 และด้วยธรรมชาติของมติ ครม.ที่เป็นคำสั่งทางการบริหาร ดังนั้นจึงมีลักษณะครอบจักรวาลตั้งแต่เปิดปิดเขื่อน อนุมัติรถเมล์ เพิ่มวันหยุด และชะลอการปฏิบัติการณ์ในบางเรื่องได้ ซึ่งทำให้เกิดการสร้างแรงกดดันจากการเมืองบนท้องถนนได้ง่าย เพราะผู้ที่ต้องการให้คำสั่งรัฐนั้นออกไปในทางที่ตนต้องการก็จะมาม็อบที่หน้าทำเนียบ มากกว่าผลักดันเรื่องของการตั้งคำถามในเรื่องของการตัดสินใจทางการบริหารผ่านทางกลไกรัฐสภา
 การสร้างความมั่นใจกับประชาชนในเรื่องของความละเอียดรอบคอบในการบริหารงานและการปราศจากการทุรจริตนั้นเป็นสิ่งดี แต่เราควรต้องพัฒนาเรื่องเหล่านี้ให้มีลักษณะเป็นสถาบันที่มีแบบแผนปฏิบัติอย่างจริงจัง ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดลักษณะของการสร้างภาพการเมืองขาวดำภายในรัฐบาลด้วยการเอาสื่อมาเป็นพวก เพราะยังไงการบริหารงานในลักษณะของคณะรัฐมนตรีนั้นก็หนีหลักความรับผิดชอบร่วมกันไม่พ้นอยู่ดี ไม่ใช่ปล่อยให้เข้ามาแล้วมาคอยกั้นกันทีหลัง

 ประชาชนที่เขารอโครงการต่างๆ ที่จะตกถึงพื้นที่ของพวกเขานั้นก็คงจะรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ถ้าเทียบกับบรรดาโครงการช่วยคนรวยซึ่งประชาธิปัตย์รับไปจัดการตั้งแต่แรกแล้วและปฏิบัติไปแล้วหลายเรื่อง ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ก็อาจจะเป็นรัฐบาลที่ขาวสะอาดในสายตาสื่อมากขึ้น แต่ในภาพรวมจะยิ่งเกิดแรงกดดันจากเสียงสนับสนุนของคนจนที่รอโครงการต่างๆ ซึ่งล้วนแต่ถูกชงมาจากส่วนสีเทาดำนอกประชาธิปัตย์ทั้งนั้น