ข่าว

‘บิ๊กป๊อก’แจงไร้รายงานที่ดินโบนันซ่า

‘บิ๊กป๊อก’แจงไร้รายงานที่ดินโบนันซ่า

08 เม.ย. 2558

‘บิ๊กป๊อก’แจงไร้รายงานที่ดินโบนันซ่า ผลตรวจที่ดินโบนันซ่ารุกป่าสงวน103ไร่เตรียมรื้อภายใน30วัน จ่อเชือด3ขรก.มหาดไทยเอี่ยวโกง

            8เม.ย. 2558 ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีการบุกรุกที่ดินรีสอร์ทโบนันซ่า เขาใหญ่ว่า ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ตนยังไม่ได้รับรายงานจากกรมที่ดิน ถ้าเรื่องดังกล่าวมีการสอบสวนน่าจะเริ่มมาจากทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะเจ้าของที่ผู้รับผิดชอบหลัก และจะมีการตรวจสอบมายังกรมที่ดิน ถ้าหลักฐานไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ต้องมีการเพิกถอนและมีความผิด ซึ่งตนคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อสังคม ไม่ว่า ใครก็แล้วแต่ ประชาชนไปบุกรุกที่ดินก็มีความผิด อย่างไรก็ตามการสอบสวนถ้ามีความผิดจริง ก็ดำเนินคดีตามกฏหมาย

 

ผลตรวจที่ดินโบนันซ่ารุกป่าสงวน103ไร่เตรียมรื้อภายใน30วัน


             นายสุรวุฒิ ใจกิจสุวรรณ ผู้อำนวยการส่วนป้องกันรักษาป่า และควบคุมไฟป่า สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 (นครราชสีมา) กรมป่าไม้ ซึ่งดูแลรับผิดชอบพื้นที่ป่าสงวนเขาเสียดอ้า ป่าเขานกยูง และป่าเขาอ่างหิน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบที่ดินสนามแข่งรถโบนันซ่าว่า ขณะนี้ทางสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 ได้รวมรวบเอกสารหลักฐานต่างๆ ครบถ้วนแล้ว เบื้องต้นสรุปพบว่า มีพื้นที่ถูกบุกรุกทั้งที่เป็นเขตป่าสงวน และเขตสำนักปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) รวมทั้งหมดจำนวน 103 ไร่ ซึ่งผู้บุกรุกจะมีความผิดตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507

             โดยสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 นครราชสีมา ได้สั่งการไปยังหน่วยป้องกันและรักษาป่าที่ นม.1 (ปากช่อง) ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่ ทำหนังสือแจ้งให้โบนันซ่าทำการรื้อถอนบ้านพัก 16 หลัง ที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้กับสนามแข่งรถแทงก์น้ำ และพื้นที่ถนนในสนามแข่งรถ และจะเปิดโอกาสให้โบนันซ่าหาหลักฐานเอกสารสิทธิ์การครอบครองมาแสดงภายใน 15 วัน หากไม่มีเอกสารสิทธิ์มาแสดง ก็จะแจ้งให้ทำการรื้อถอนภายใน 30 วันต่อไป ซึ่งหากครบกำหนดไปแล้วยังไม่รื้อถอน ทางกรมป่าไม้จะเข้าทำการรื้อถอนเอง ซึ่งกระบวนการขั้นตอนทั้งหมดน่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนมิถุนายน 2558 นี้ โดยอธิบดีกรมป่าไม้ได้เร่งรัดให้หน่วยงานป่าไม้ในพื้นที่เตรียมเอกสารหลักฐานอย่างรอบคอบ เพื่อดำเนินการให้ผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ที่ดินได้ทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างตามขั้นตอนของกฏหมายต่อไป นายสุรวุฒิฯกล่าว

             ด้าน พล.ท.ธวัช สุกปลั่ง แม่ทัพภาคที่ 2 และผู้อำนวยกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยกองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า กรณีคดีของโบนันซ่า เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องให้ความเป็นธรรมทุกฝ่ายซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้ประสานมายังกองทัพภาคที่ 2 ฉะนั้นเราจึงได้ทำงานด้วยกันในฐานะที่เป็นกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย โดยกองทัพภาคที่ 2 ก็จัดกำลังพลร่วมไปดำเนินการเท่านั้นเอง แต่ส่วนเรื่องการดำเนินการทางกฎหมายเป็นกฎหมายของไม่ใช่กฎหมายของทางทหาร
 
 
             “ทั้งนี้การที่ทหารเป็นฝ่ายไปเปิดพื้นที่โบนันซ่าตรงนี้ก็เมื่อเขาร้องขอขึ้นมาทหารก็ดำเนินการไป ส่วนพื้นที่อื่นๆการเดินหน้าทวงคืนพื้นที่ อันนั้นเราต้องการที่จะให้ผืนป่า ซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติกลับมาเป็นของชาติเหมือนเดิม ไม่ใช่เป็นของบุคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ”พล.ท.ธวัช กล่าว


จ่อเชือดขรก.มหาดไทยเอี่ยวโกง

            พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ส่งรายชื่อข้าราชการทุจริตให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(ศอตช.)โดนพบว่า มีข้าราชการในระดับปลัดกระทรวง อธิบดี ในส่วนของผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงการจัดซื้อปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืชกว่า 10 รายว่า เรื่องดังกล่าวเมื่อสตง.พิจารณา แล้วจึงส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)เพื่อชี้มูล ถ้าผลออกมาเป็นอย่างไร ทางเราก็จะดำเนินการตามกฎหมายทันที ขณะนี้ตนยังไม่ได้รับรายงาน เห็นแต่เพียงข่าวจากในหน้าหนังสือพิมพ์ ในส่วนของข้าราชการของกระทรวงมหาดไทยจะเข้าไปเกี่ยวข้องกี่ราย

            “ผมทราบมาอย่างไม่เป็นทางการมันจะดีหรือ ก็ทราบว่ามีหลายคนนะ เรื่องนี้มันหลายปีมาแล้ว ผมทราบว่า มีหลายท่าน หลายท่านก็เกษียณไปแล้ว ขณะนี้เท่าที่ทราบทาง สตง. ส่งเรื่องให้ป.ป.ช. มีอยู่ 3 ท่าน แต่ส่วนที่ยังไม่ทราบก็อย่าไปออกความเห็นเลยนะ” รมว.มหาดไทย กล่าวและว่า

            ส่วนถ้ามีการทุจริตจริง จะต้องมีการโยกย้ายกลางปีเลยหรือไม่นั้น เข้าใจว่า ถ้ากฎหมายให้ทำได้ ตนจะทำทันทีถ้าชี้มูลมา แล้วสามารถให้อำนาจสั่งได้ จะสั่งทันที คงต้องรอการชี้มูลจากป.ป.ช.ให้ชัดเจนก่อน ขณะนี้ยังทำอะไรไม่ได้

            เมื่อถามว่า เบื้องต้นใช่ประมาณ 20 กว่ารายหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวย้อนว่า “ เอ๊ะ!ผมก็อธิบายไปเมื่อกี้ ว่ายึดตามที่รายงานมา ทราบมาว่า ชุดแรกมี 3 คน ส่วนที่ยังไม่ชัดเจนหนังสือพิมพ์ก็เขียนอยู่แล้ว ก็ไปถามที่เขียนมา เขียนจากไหนก็ไม่รู้ พูดไปมันก็น่าจะไม่ดีนะ เอาให้เป็นเรื่องทางกฎหมายมาก่อน ใช้ตามความรู้สึกไม่ได้ เหตุการณ์เกิดมา 4-6 ปีแล้ว อยู่ก็ไม่ได้อยู่ รู้ก็ไม่ได้รู้ แล้วไปบอกว่า คนนู้น คนนี้เอามาประจำ มันคงไม่ได้ ต้องว่าไปตามกฏเกณฑ์” รมว.มหาดไทย กล่าว

            เมื่อถามย้ำอีกว่า บัญชีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในเดือนเมษายน หลังสงกรานต์นี้ จะเป็นล็อตใหญ่เลยหรือไม่ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ไม่ทราบว่า ใครเป็นคนย้าย ต้องไปถามคนนั้น ตนก็ไม่มี

            นอกจากนี้ พล.อ.อนุพงษ์ ยังย้อนถามสื่อมวลชนกลับไปว่า “ ไม่ทราบว่า กลไกการย้ายที่กระทรวงมหาดไทย ใครเป็นคนทำ” และย้ำอีกว่า “ใครเป็นคนทำ ใครเป็นคนทำ ลองถามท่านปลัดกระทรวงมหาดไทยดูซิ เดี๋ยวสังคมจะเข้าใจผิดว่า การเมืองไปล้วงลูก ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ผม เป็นหน้าที่ของฝ่ายประจำเขาทำอยู่ เดี่ยวสังคมจะเข้าใจว่า ผมอยากจะย้ายใคร ไม่ใช่ เป็นอำนาจหน้าที่ของท่านปลัดกระทรวงตามที่กฏหมายกำหนด เคยชินหรือ เคยชินกับการเมืองไปสั่งหรือ” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

 

'อนันตพร'ระบุโทษขรก.กว่า100คนเอี่ยวทุจริตเป็นโทษทางปกครอง


             พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช่จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เตรียมส่งรายชื่อข้าราชการทุจริตกว่า 100 คนให้ นายกรัฐมนตรีว่า รายชื่อข้าราชการ 100 คนนั้นมีทั้งระดับสูง ระดับกลางและระดับล่าง โดยในส่วนที่ คตร.ตรวจสอบจะเป็นกรณีที่เกิดขึ้น ปี 2556-58 โดยเป็นตรวจสอบตามที่มีการร้องเรียน ส่วนที่จะลงลึกในรายละเอียดนั้นจะเป็น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ตามที่ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พบ
 
             เมื่อถามว่าข้าราชการ 100 คน ที่จะถูกเสนอชื่อมีสิทธิ์แก้ต่างหรือไม่ พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า คนที่ถูกเสนอรายชื่อก็เป็นไปตามหลักฐาน เพราะผู้ตรวจก็ต้องว่าตามหลักฐานและเชื่อว่ามีการให้แก้ต่างระหว่างการตรวจสอบแล้ว อย่างตนหากตรวจสอบเรื่องอะไรก็จะเชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจง และที่ไม่ค่อยมีการลงโทษเพราะเป็นการป้องกันหากเจออะไรก็ให้ไปแก้ไข เช่นการให้ลดราคาโครงการหรือปรับปรุงคุณภาพ

              เมื่อถามย้ำว่ารายชื่อทั้ง 100คน การตรวจสอบเป็นที่ยุติแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า “ก็ต้องเป็นข้อยุติ ถ้าไม่เป็นข้อยุติจะเสนอไปได้อย่างไร แต่มันอาจไม่ยุติตามกฎหมายเป็นเรื่องทางปกครอง เพราะประชาชนเรียกร้องให้ตรวจสอบ เนื่องจากประชาชนเดือดร้อน และการลงโทษก็มีหลายแบบเป็นโทษทางปกครอง มีหลายแบบขึ้นอยู่กับหลักฐาน ที่ฝ่ายตรวจสอบทั้ง 4ส่วน ได้แก่ คตร.,ป.ป.ท., สตง., และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), มีความเห็นพ้องกันและเชื่อถือได้ ซึ่งสุดท้ายแล้วขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายกฯ

              “ถ้าใครที่ไม่เคยถูกตรวจสอบหรือมีเรื่องร้องเรียนมาที่ 4 หน่วยงานก็ไม่ต้องเดือดร้อนเลย อยู่ๆจะไปลงโทษเขาได้อย่างไร ส่วนผู้ที่ทำตามคำสั่งที่ผิดๆอย่างพวกครูกรณีสนาม ฟุตซอล เขาอาจไม่ได้ตั้งใจทำ แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะถูกสั่งให้ทำก็ถือว่าน่าสงสาร ส่วนจะตรวจกลับไปไกลกว่า ปี 56 หรือไม่นั้นก็อยู่ที่การร้องเรียนหรือตรวจสอบพบ” พล.อ.อนันตพร กล่าว