
ปัดใช้'ม.44'ตัดสินคดีสลายแดง
08 เม.ย. 2558
'สรรเสริญ' ยันไม่ใช้ 'ม.44' ตัดสินคดีสลายชุมนุมปี 53 'ปชป.-ภท.' ทำบุญพรรคต่างจาก 'นปช.' จัดงานรำลึกที่เป็นปมขัดแย้ง '5 กลุ่มเคลื่อนไหว' มีจริง-ปล่อยไม่ได้
8 เม.ย. 58 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากกรณีที่แกนนำเสื้อแดงมีข้อสงสัยการที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตั้งคณะกรรมการสอบสวนคดี 99 ศพ จากเหตุสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ชุดใหม่นั้น รัฐบาลเห็นว่า การแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด คือ การเร่งรัดให้คดีความต่างๆ เข้าสู่กระบวนการ โดยรัฐบาลไม่ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 มาตัดสินว่า ใครถูกใครผิด แต่ให้รื้อคดีต่างๆ ที่ยังค้างคาอยู่ เพื่อสามารถเดินหน้าไปได้ เพราะหากวันนี้ไม่สามารถทำความจริงให้ปรากฏขึ้นได้ ก็จะเป็นข้อสงสัย เป็นผลให้มีการนำไปใช้เป็นวาทกรรม สร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชน รัฐบาลมั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตนั้น มีข้อมูล หลักฐาน พยาน ชัดเจน ไม่ว่าวันเวลาจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูล หลักฐาน พยาน ที่มีอยู่ได้ แม้ที่ผ่านมา จะมีความพยายามเปลี่ยนหลักฐานสำนวนข้อมูลต่างๆ ก็ตาม
เมื่อถามว่า สิ่งที่แกนนำเสื้อแดงเป็นห่วง ก็เพราะคนในรัฐบาลชุดนี้ เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ด้วย พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า ก็รัฐบาลไม่ใช่คนตัดสินว่า ใครถูกใครผิด คนตัดสิน คือ กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด ก็ต้องทำอย่างนี้ สิ่งต่างๆ ที่อยู่ในกระบวนการนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องลับ แต่เป็นเรื่องที่สื่อมวลชนรับทราบกันอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนเองซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ ก็ไม่ควรเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ ทุกคนเรียกร้องถึงเสรีภาพ แต่ไม่เคยพูดถึงหน้าที่ จึงอยากให้ช่วยกันสะท้อนในความเป็นจริงให้สังคมได้รับทราบ
ส่วนที่กลุ่ม นปช.จะจัดงานรำลึกและทำบุญให้กับผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปี 53 ที่แยกคอกวัว แล้วเปรียบเทียบกับการทำบุญของพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย นั้น พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า พรรคการเมืองทั้งสองพรรคได้ยื่นเรื่องขออนุญาติมาทาง คสช. และฝ่ายความมั่นคง ก็มีการพิจารณา ซึ่งมีลักษณะที่ต่างจากการทำบุญรำลึกของกลุ่ม นปช. ที่ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่เป็นปมของความขัดแย้ง ดังนั้นฝ่ายความมั่นคงคงจะประเมินชั่งน้ำหนักได้ แต่ทั้งนี้ฝ่ายที่จะอนุญาตให้จัดงาน หรือไม่ ก็เป็นเรื่องของ คสช.
ชี้ 5 กลุ่มเคลื่อนไหว มีจริง-ปล่อยไม่ได้
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า ในวันนี้สังคมอาจมองไม่เห็นความเคลื่อนไหวของ 5 กลุ่มที่ฝ่ายความมั่นคง ระบุว่า เป็นภัยต่อบ้านเมือง จึงต้องใช้มาตรา 44 เพื่อดูแลความสงบ เพราะยังไม่เกิดเหตุการณ์ขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า ไม่มี เพราะที่ผ่านมา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เรียกบุคคลกลุ่มต่างๆ เข้ามาพูดคุยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีด้วยกันหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมืองที่เสียผลประโยชน์ ประชาชนที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการปฏิรูป กลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง รวมทั้งกลุ่มที่สร้างสถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งถือว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อประเทศ ไม่สามารถไว้วางใจได้ รัฐบาลจึงไม่สามารถปล่อยปละละเลยได้
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า ส่วนกรณีอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย เสนอให้ทุกฝ่ายที่ขัดแย้งมาเซ็นเอ็มโอยู เพื่อยุติปัญหานั้น มองว่า ที่นี่คือประเทศไทย ไม่ใช่องค์กร หรือหน่วยงานใด ที่จะต้องมาเซ็นเอ็มโอยู เรื่องของการทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย มีความจำเป็นต้องเซ็นเอ็มโอยูหรือไม่ การแก้ไขปัญหาบ้านเมืองเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องเคารพกติกา และเข้าใจในสถานการณ์ รัฐบาลพยายามทำทุกอย่างให้อยู่บนพื้นฐานของความบริสุทธิ์ ยุติธรรม จึงได้นำเรื่องต่างๆ เข้าสู่กระบวนการ แต่ที่ผ่านมา เป็นไปได้ว่ามีคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งรู้สึกเสียประโยชน์ หรือร้อนตัวว่าเคยทำอะไรมา จึงเกิดอาการต่อต้าน
"การทำเอ็มโอยูมันเกิดประโยชน์หรือ ถ้าทำแล้ว จะทำได้จริงหรือเปล่า แล้วข้อตกลงต่างๆ จะมีอะไรบ้าง จะกลายเป็นว่า ต่อไปนี้รัฐบาลจะทำอะไร ก็ต้องมาเซ็นเอ็มโอยูกับคนในประเทศ มีประเทศไหนเขาทำบ้าง"
แย้มจะมี ครม.สัญจรอีก
พล.ต.สรรเสริญ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรของรัฐบาลในครั้งต่อไป ว่า ขณะนี้ยังไม่มีกำหนดว่ารัฐบาลจะเดินทางไปประชุม ครม.สัญจรที่ใด วัน เวลา ยังไม่ได้กำหนด แต่จะจัดประชุมตามภูมิภาคต่างๆ และตามนโยบาย เชื่อว่า ต้องมี ซึ่งยังไม่กล้าตอบว่าเป็นสถานที่ไหน อย่างไร เพราะต้องดูนโยบาย และเรื่องที่เป็นประเด็นอยู่ในขณะนั้นก่อน เช่น การเดินทางไปประชุม ครม.สัญจรครั้งที่ผ่านมา ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการลงพื้นเพื่อไปดูการจัดระเบียบร้านอาหารริมชายหาด



