ข่าว

บทสัมภาษณ์จากอิศราไม่กล้าแต่ไม่กลัว!

บทสัมภาษณ์จากอิศราไม่กล้าแต่ไม่กลัว!

08 เม.ย. 2558

บทสัมภาษณ์จากอิศรา ไม่กล้าแต่ไม่กลัว! : 'จอกอ'จักรกฤษ เพิ่มพูล

            มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางพอสมควร พลันที่มีการประกาศใช้มาตรา 44 ทั้งฝ่ายคัดค้านและสนับสนุน แต่ไม่ว่าจะอย่างไรจุดยืนของผมที่ไม่ได้อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่มาของรัฐบาลว่าจะมาจากการยึดอำนาจหรือเลือกตั้ง คือไม่มีเหตุผลที่สื่อจะต้องกล้าอย่างบ้าบิ่น เพื่อท้าทายอำนาจ และไม่หวาดกลัวจนเกินเหตุ หากมั่นใจว่าได้ทำหน้าที่อย่างสุจริต ตรงไปตรงมา ตามวิชาชีพแล้ว

            ต่อไปนี้เป็นมุมมองของผมที่มีต่อมาตรา 44 อันสะท้อนผ่านบทสัมภาษณ์ของสำนักข่าวอิศรา ที่ได้มีการเผยแพร่เมื่อราวต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
 
            “ผมว่าโดยหน้าที่ของสื่อแล้ว ไม่ว่าบริบทสังคมจะเปลี่ยนไปอย่างไร ผู้มีอำนาจจะมาจากวิธีใด จะมาจากการยึดอำนาจ หรือจากการเลือกตั้งก็สุดแล้วแต่ การทำหน้าที่ของสื่ออย่างสุจริต ตรงไปตรงมา โดยไม่เอนเอียงไปฝ่ายใดก็ต้องเป็นหน้าที่ที่ต้องทำต่อไปตามปกติ...แต่ท้ายที่สุดแล้ว ถ้ามันมีความจำเป็นที่จะต้องพิสูจน์ความจริงกัน หมายถึงว่าถ้าวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาแล้วก็ถูกอำนาจพิเศษเหล่านี้มาสั่งให้ปิดหรือมาเรียกไปสอบสวน ปรับทัศนคติ ก็ต้องมีความกล้าที่จะเผชิญกับความจริงแล้วก็ยืนหยัด...”
 
            ภายหลังการยกเลิกกฎอัยการศึกและแทนที่ด้วยคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2558 เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ โดยอาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 รวมคําสั่งทั้งสิ้น 14 ข้อ นำมาซึ่งการออกแถลงการณ์หลายฉบับของเครือข่ายภาคประชาชนรวมถึงข้อห่วงใยจากนักวิชาการ นัก สันติวิธีที่เห็นว่าคำสั่งภายใต้มาตรา 44 มิได้แตกต่างหรือผ่อนคลายลงจากกฎอัยการศึกทั้งอาจมีประเด็นเรื่องความซับซ้อนของการใช้อำนาจที่อาจทำให้ประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคงไว้ซึ่งกฎอัยการศึกและกฎหมายพิเศษอื่นๆ เกิดความสับสน
 
            ขณะที่ 4 องค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชนก็ร่วมออกแถลงการณ์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสื่อโดยตรง เนื่องจากในข้อ  5 ของคำสั่งดังกล่าวระบุว่า “ให้อำนาจเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยมีอำนาจออกคำสั่งห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด และได้กำหนดโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับนั้น”
 
            ใจความตอนหนึ่งของแถลงการณ์ ระบุว่าคำสั่งนี้มีเนื้อหาที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน มากยิ่งขึ้นกว่ากฎอัยการศึก เป็นการให้ดุลพินิจกับเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างกว้างขวาง
 
            เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักข่าวอิศรามีโอกาสสัมภาษณ์ "จักร์กฤษ เพิ่มพูล" อดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติถึงบทบาท อุดมการณ์ และการยืนหยัดต่อหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อ แม้ในท่ามกลางขอบเขตของการใช้อำนาจพิเศษภายใต้มาตรา 44 ซึ่งคำตอบสำคัญว่าด้วย “ความกล้าที่จะยืนหยัดและเผชิญหน้าต่อความจริง” เป็นสิ่งที่อดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ผู้นี้เน้นย้ำอย่างยิ่ง

            @ : คุณมีความเห็นอย่างไร ต่อประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของสื่อในส่วนที่ปรากฏอยู่ในข้อ 5 ของ คำสั่งภายใต้การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ?

            จักร์กฤษ : ผมว่าถ้าดูเนื้อหาของข้อนี้แล้ว เทียบกับอำนาจตามกฎอัยการศึกในส่วนที่เคยให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจห้าม ในเรื่องดังนี้ เช่น ห้ามมั่วสุมชุมนุมกัน ห้ามจำหน่ายจ่ายหรือแจกสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ ภาพบทหรือคำประพันธ์ ห้ามโฆษณา รับหรือส่งซึ่งวิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์  อะไรประมาณนี้ มันก็เป็นอำนาจประเภทเดียวกับที่กำหนดไว้ในข้อ 5 ของคำสั่งใหม่นี้

            เพียงแต่ผู้ใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกกำหนดให้เป็นอำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร แต่ฉบับใหม่เป็นการให้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ดังนั้น เท่าที่ผมดูก็เปลี่ยนเฉพาะผู้ใช้อำนาจ ไม่ได้เปลี่ยนตัวเนื้อหา ถ้าจะบอกว่ามีผลกระทบต่อการทำงานของสื่อหรือไม่ ผมคิดว่าสื่อก็คงต้องมีการระมัดระวัง ในการทำหน้าที่ที่อาจจะต้องถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ อาจต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

            @ : การใช้อำนาจภายใต้มาตรา 44 เป็นความท้าทายสำหรับสื่อหรือไม่ ระหว่างสื่อที่ต้องเสนอข้อเท็จจริงกับการตีความที่อาจแตกต่างกันกับผู้ใช้อำนาจ สื่อควรจะยืนหยัดอย่างไร ?

            จักร์กฤษ : ผมว่าการทำงานตามวิชาชีพคงไม่มีผลกระทบอะไร ก็เสนอข่าวไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น รายงานปรากฏการณ์ในสังคมตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

            แต่สิ่งหนึ่งที่อาจเป็นประเด็นก็คือภายใต้สถานการณ์พิเศษและภายใต้คณะบุคคลที่เข้ามามีอำนาจทางการเมือง ณ  ขณะนี้การใช้ดุลพินิจวินิจฉัยว่าการกระทำเช่นนี้ มีผลกระทบต่อความมั่นคงหรือกระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ มันเป็นมาตรฐานที่มีความต่างกัน

            เมื่อมีความต่างกัน มันก็ส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล วิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายที่มีอำนาจอยู่ในขณะนี้ ก็ อาจจำเป็นที่จะต้องมาดูกันว่ามาตรฐานในการวินิจฉัยความผิด ความมั่นคง มันคนละมาตรฐานกัน เพราะฉะนั้น มันก็มีความท้าทาย มีความเสี่ยงอยู่พอสมควรที่สื่ออาจถูกอำนาจพิเศษในการจัดการที่จะทำให้สื่อ ไม่กล้าที่จะนำเสนข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา หรือไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา อาจลดโทนลง

            มันอาจเป็นเหมือนเหตุการณ์ในอดีต ที่เมื่ออำนาจรัฐมีความเข้มข้นหรือมีการใช้อำนาจที่ไม่มีความชัดเจนเช่นนี้ สื่ออาจหันไปเสนอข่าวที่ไม่มีสาระ ซึ่งมันก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต

            @ : การใช้อำนาจภายใต้มาตรา 44 อาจส่งผลต่อการทำหน้าที่ของสื่อในการตรวจสอบรัฐ อย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ เช่น สื่ออาจไม่กล้าตรวจสอบอำนาจรัฐมากพอ?

            จักร์กฤษ : ผมว่าความคิดของสื่อคงอยากทำหน้าที่ตามปกติ แต่ความไม่ชัดเจนในอำนาจตามมาตรา 44 ก็อาจจะทำให้เขาหลีกเลี่ยงที่จะไปเผชิญกับสิ่งที่อาจจะต้องถูกปิด ถูกสั่ง ถูกเตือน อะไรต่างๆ ถูกเรียกไปปรับทัศนคติ ก็คงระมัดระวังอะไรมากขึ้น และคงหลีกเลี่ยงการเสนอ การวิพากษ์วิจารณ์ อย่างตรงไปตรงมา

            @ : ในท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ อุดมการณ์หรือบทบาทวิชาชีพที่สื่อควรต้องตระหนักเป็นพิเศษคืออะไร?

            จักร์กฤษ : ผมว่าโดยหน้าที่ของสื่อแล้วไม่ว่าบริบทสังคมจะเปลี่ยนไปอย่างไร ผู้มีอำนาจจะมาจากวิธีใด จะมาจากการยึดอำนาจหรือจากการเลือกตั้งก็สุดแล้วแต่ การทำหน้าที่ของสื่ออย่างสุจริตตรงไปตรงมา โดยไม่เอนเอียงไปฝ่ายใดก็ต้องเป็นหน้าที่ที่ต้องทำต่อไปตามปกติ

            เพียงแต่สิ่งหนึ่งที่อาจจะจำเป็นต้องระมัดระวังคือภายใต้สถานการณ์พิเศษขณะนี้ซึ่งเราอาจจะไม่มีมาตรฐานที่มีความชัดเจนว่าไอ้แบบนี้ทำได้หรือทำไม่ได้ ก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษที่จะไม่ไปกล่าวหาใครอย่างไม่เป็นธรรม ไม่วิพากษ์วิจารณ์ด้วยความรู้สึกหรืออารมณ์ แต่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมีเหตุผล 

            แต่ท้ายที่สุดแล้ว ถ้ามันมีความจำเป็นที่จะต้องพิสูจน์ความจริงกัน หมายถึงว่าถ้าวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา แล้วก็ถูกอำนาจพิเศษเหล่านี้มาสั่งให้ปิดหรือมาเรียกไปสอบสวน ปรับทัศนคติ ก็ต้องมีความกล้าที่จะเผชิญกับความจริง แล้วก็ยืนหยัดที่จะอธิบายในสิ่งที่เราทำงานวิชาชีพด้วยความสุจริต ตรงไปตรงมา

            @ : มีอะไรอยากฝากถึงสภาวิชาชีพสื่อ ในสถานการณ์เช่นนี้หรือไม่ ?

            จักร์กฤษ : ผมคงพูดแทนสภาวิชาชีพไม่ได้นะครับ เพราะผมไม่ได้อยู่ในบทบาทนั้นแล้ว แต่ในส่วนของสภาวิชาชีพที่เกี่ยวข้องก็ควรต้องมีคำเตือนให้สมาชิกเคร่งครัด ในหลักจริยธรรม แต่ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปหวาดกลัวอะไรมาก ถ้าเราทำไปตามหน้าที่

            คือจุดยืนของอดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ในวันที่สื่อต้องเผชิญกับบททดสอบอันท้าทายอีกครั้งหนึ่ง!