
ผลสอบคดี4ศพทุ่งยางแดงไม่ใช่กลุ่มก่อการ
สรุปผลสอบคดี 4 ศพทุ่งยางแดง ชี้ชัดผู้ตายไม่ใช่กลุ่มก่อความไม่สงบ ส่วนอาวุธไม่เชื่อมโยงผู้เสียชีวิตด้วย รัฐจ่ายเงินเยียวยาทันควัน ด้าน มทภ.4 ขอโทษทุกฝ่าย
เมื่อเวลา 10.10 น.วันที่ 7 เมษายน ที่ห้องประชุมพิมพ์มาดา โรงแรมปาร์ควิว รีสอร์ท อ.เมือง จ.ปัตตานี นายวีระพงศ์ แก้วสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี และคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเข้าปิดล้อมตรวจค้นและเกิดปะทะกันส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ ซึ่งในจำนวนผู้เสียชีวิตดังกล่าวรวมนักศึกษา 2 คน โดยที่เกิดเหตุพบอาวุธปืนจำนวนหนึ่ง เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา บริเวณป่าสวนยางเชิงเขา บ้านโต๊ะชูด ต.พิเทน อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี
จากเหตุการณ์ดังกล่าว มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง และประชาชนในพื้นที่เรียกร้องความเป็นธรรมว่าเจ้าหน้าที่รัฐอาจปฏิบัติการเกินกว่าเหตุ และผู้ตายไม่ใช่คนร้าย หลังจากนั้น คณะกรรมการดังกล่าวได้รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ตามคำสั่งของแม่ทัพภาคที่ 4 เพื่อให้พิสูจน์ข้อเท็จจริงและเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบตามหลักนิติธรรมและคุณธรรม โดยกำหนดทำงาน 7 วัน
นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี กรรมการสอบข้อเท็จจริง เป็นผู้อ่านผลสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ อาทิ พล.ท.ปราการ ชลยุทธ แม่ทัพภาคที่ 4 นายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต. พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงค์ ผบก.ภ.จว.ปัตตานี นายสมโภช สุวรรณรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายอำเภอทุ่งยางแดง สื่อมวลชนทุกแขนง และญาติของครอบครัวผู้เสียชีวิตมาร่วมรับฟังจำนวนมาก
สำหรับผลสรุปสอบสวน ระบุว่า ผู้ตายไม่ใช่แนวร่วมขบวนการก่อเหตุรุนแรง ไม่มีความเชื่อมโยงกับอาวุธปืนที่พบ แต่ยอมรับจุดเริ่มต้นปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่สมเหตุสมผล แต่ไม่ชี้ปมวิสามัญฆาตกรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ ได้ตั้งประเด็นสอบ 3 ประเด็น กล่าวคือ ประเด็นแรก ผู้ตายทั้ง 4 คนเป็นผู้กระทำความผิดกฎหมายอาญาหรือเป็นกลุ่มก่อเหตุรุนแรงหรือแนวร่วมหรือไม่ คณะกรรมการฯมีความเห็นว่า ไม่ปรากฏว่าผู้ตายทั้ง 4 คน มีพฤติกรรมเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงหรือแนวร่วมมาก่อน จะมีเพียงผู้ตายบางคนมีส่วนเกี่ยวข้องและเคยถูกจับกุมคดียาเสพติดเสพน้ำกระท่อม และข้อเท็จจริงจากพยานบุคคลยืนยันว่า ก่อนที่จะเกิดเหตุถึงแก่ความตายและขณะวิ่งหลบหนีการควบคุมของเจ้าหน้าที่ไม่ปรากฏว่าผู้ตายทั้ง 4 คน ครอบครองอาวุธปืนแต่อย่างใด และผลการตรวจพิสูจน์อาวุธปืนที่พบใกล้ศพผู้ตายก็ไม่ปรากฏประวัติการก่อเหตุรุนแรงในคดีอื่นในชั้นนี้กรรมการมีความเห็นว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 4 คนไม่ใช่ผู้ก่อเหตุรุนแรง และไม่ใช่แนวร่วมกลุ่มก่อเหตุรุนแรงแต่อย่างใด
ประเด็นที่ 2 การริเริ่มปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ถูกต้องและสมเหตุสมผลหรือไม่ ซึ่งจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นในครั้งนี้น่าเชื่อว่ามีเหตุผลเพียงพอ เนื่องจาก ประการแรก เมื่อพิจารณาข้อมูลด้านข่าวกรองแล้ว เจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติอ้างว่า ปรากฏข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวของผู้ก่อเหตุรุนแรงรายสำคัญในพื้นที่ปฎิบัติการ คือ นายอันวาร์ ดือราแม ซึ่งเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับสั่งการ และผลจากการซักถามผู้ถูกควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า มีบุคคล 3 คน ในจำนวน 22 คน ที่ถูกควบคุมตัวมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในกลุ่มของนายอันวาร์ เป็นผลจากการซักถามมีคำรับสารภาพของผู้ถูกควบคุมตัว
นอกจากนี้ เหตุผลของเจ้าหน้าที่ยังเกี่ยวข้องกับการที่เขต อ.ทุ่งยางแดง เป็นพื้นที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกและพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารสามารถปฎิบัติการได้ทันทีเมื่อมีเหตุจำเป็นโดยไม่ต้องมีหมายค้น ในขณะที่การจัดกำลังเข้าปฎิบัติการที่มีจำนวนเพียง 40 นาย และปฎิบัติการมุ่งเป้าหมายเฉพาะนั้นก็เป็นไปตามนโยบายของ กอ.รมน.ภาค 4 สน.ในชั้นนี้คณะกรรมการฯจึงความเห็นว่าจุดเริ่มต้นของการปฎิบัติปิดล้อมครั้งนี้ชอบด้วยเหตุผลในการปฏิบัติการ
ประเด็นที่ 3 การวิสามัญฆาตกรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และอาวุธปืนรวมทั้งวัตถุระเบิดของกลางเป็นของผู้ตายหรือไม่ คณะกรรมการฯมีความเห็นว่า เหตุการณ์ที่เป็นเหตุให้มีการเสียชีวิตทั้ง 4 ราย เกิดขึ้นห่างจากจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติการประมาณ 300 เมตร ในบริเวณป่าสวนยางพารา มีเฉพาะเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการเท่านั้นที่เห็นเหตุการณ์ ประกอบกับคณะกรรมการฯมีเวลาจำกัดในการแสวงหาข้อเท็จจริงเพียง 7 วัน จึงไม่สามารถหาประจักษ์พยานอื่นใดมาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการฯ ส่วนหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ระบุว่า เขม่าดินปืนที่มือผู้ตายและที่อาวุธปืนของกลาง ไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าความเชื่อมโยงระหว่างผู้ตายกับอาวุธปืนอย่างชัดเจน และยังมีความเคลือบแคลงในบางประเด็น ในชั้นนี้คณะกรรมการฯไม่สามารถวินิจฉัยในประเด็นการต่อสู้กับเจ้าพนักงานได้ จึงให้เป็นหน้าที่ของการแสวงหาพยานหลักฐานในชั้นกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจะต้องถูกแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีตามกฎหมาย
นายแวดือราแม กล่าวว่า ประเด็นอาวุธปืนของกลางเป็นของผู้ตายหรือไม่ จากการให้ถ้อยคำของเจ้าหน้าที่และพยานบุคคลให้ข้อมูลตรงกันว่าก่อนเกิดเหตุวิสามัญไม่ปรากฏว่าผุ้ตายทั้ง 4 คนครอบครองอาวุธปืน กรรมการจึงมีความเห็นว่าอาวุธปืนของกลางไม่ใช้ของผู้ตายตั้งแต่ต้น
ประการสุดท้ายเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย มีดังนี้ 1.การปรับปรุงระบบงานข่าวกรองให้มีความแม่นยำ รวมทั้งการเข้าปิดล้อมตรวจค้น ควรประสานผู้นำในพื้นที่เข้าร่วมด้วยทุก.ในการปฎิบัติการควรมีกลไกในการควบคุมและบังคับบัญชาในลักษณะกองบัญชาการร่วมระหว่างผู้บัญชาการเหตุการณ์ กับผู้บังคับบัญชาในระดับเหนือขึ้นไป เพื่อให้มีการตัดสินในร่วมกันในการปฎิบัติก่อน ระหว่าง และหลังปฎิบัติการอย่างรอบคอบ
ทั้งนี้ เมื่อปฎิบัติการเสร็จเรียบร้อยแล้วต้องมีการทบทวนและสรุปบทเรียนทุกครั้ง 3. กรณีเกิดเหตุส่งผลกระทบต่อประชาชน เจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูงต้องเร่งแก้ไขปัญหา โดยให้มีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงของหน่วยปฎิบัติโดยเร็ว หากพบว่ามีการปฎิบัติผิดพลาดในสาระสำคัญ ต้องดำเนินการทางการบริหารและทางอาญาด้วยทุกกรณี
4.รายงานการสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างรุนแรง ควรเผยแพร่ต่อสาธาณอย่างเปิดเผย ทั้งนี้เพื่อความโปร่งในในการทำงาน และการสร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจของประชาชนต่อรัฐ 5.ในการปฎิบัติการทางยุทธวิธีของหน่วยกำลัง ควรคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อแนวทางการเมืองนำการทหาร และการสร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อกระบวนการสันติภาพที่มุ่งแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของคณะกรรมการฯสรุป มี 2 ข้อ คือ 1.เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องถูกดำเนินคดีตามกระบวนยุติธรรม และ 2. ต้องจ่ายเยียวยาตามระเบียบคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ กพต.
พล.ท.ปราการ ชลยุทธ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจ และขออภัยทุกฝ่าย ที่ไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์ได้ โดยเฉพาะขออภัยครอบครัวและญาติผู้สูญเสีย และผู้เสียหาย และประชาชน ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นจะนำมาแก้ไข ขอให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการข้ามวิกฤต จงเชื่อมั่นและมั่นใจ เชื่อใจ เราจะทำงานโปร่งใส เป็นธรรมในแนวทางสันติ ยึดตามกฎหมาย และมนุยธรรม สร้างสรรคสังคมให้เกิดความสันติสุขอย่างแท้จริง
ขณะที่ นายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต. ได้มอบเงินเยี่ยวยาให้กับครอบครัวผู้สุญเสีย จำนวน 4 รายๆละ 5 แสนบาทก่อนในเบื้องต้น พร้อมระบุว่า ตามระเบียบ กพต. ว่าด้วยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอันเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจากตุการณ์ความไม่สงบ พ.ศ. 2555 จึงให้เยียวยาตามระเบียบดังกล่าวต่อไปคือ 7.5 ล้านบาท
พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงค์ ผบก.ภ.จว.ปัตตานี เปิดเผยว่า ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนคดีนี้แล้ว โดยพนักงานสอบสวนร่วมกับอัยการ มีการสอบปากคำแล้ว 27 ปาก จากผู้ถูกควบคุมตัว ครอบครัวครัวผู้สูญเสีย ผู้เสียหาย และพยานแวดล้อม เราจะดำเนินการอย่างโปร่งใส ผิดก็ว่าตามผิด ไม่เข้าข้างใคร ในเบื้องต้นตั้งข้อหาฆ่าผู้อื่น ซึ่งผู้กระทำผิดคือเจ้าหน้าที่รัฐ ได้เรียกตัวให้รับทราบข้อกล่าวหาแต่ติดภารกิจคดีสำคัญ คาดว่าภายใน 1-2 อาทิตย์คงเรียบร้อย ขอให้ทุกฝ่ายมั่นใจในกระบวนการยุติธรรม



