
กทม.ตั้งวอร์รูมรับมือ7วันอันตรายช่วงสงกรานต์
07 เม.ย. 2558
กทม.ตั้งวอร์รูมรับมือ 7วันอันตราย ช่วงเทศกาลสงกรานต์ พร้อมเตือนคนกรุงเมาไม่ขับ ตั้งเป้าลดยอดเจ็บ-ตาย
7 เม.ย.58 นายอมร กิจเชวงกุล รองผู้ว่าฯกทม. เป็นประธานแถลงข่าวโครงการรณรงค์เสริมสร้างวินัยและจิตสำนึกของประชาชนเพื่อลดอุบัติเหตุ ว่า ในช่วงเทศกาลจะพบการสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน ถึงแม้ว่าสถิติการเกิดอุบัติเหตุในกรุงเทพฯ มีแนวโน้มลดลงทุกปีแต่ถือว่าลดลงช้ามาก โดยเทศกาลปีใหม่ 2558 ในเขตกรุงเทพฯ มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุ จำนวน 23 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 22 ราย เสียชีวิต 8 ราย สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการขับรถไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร และการเมาแล้วขับ กทม.จึงจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อลดอุบัติเหตุบนถนน โดยเน้น 4 ข้อหลัก 1.ไม่ขับรถเร็ว 2.ไม่ขับรถตัดหน้า 3.ไม่ฝ่าไฟแดง และ4.ไม่ดื่มสุราเมื่อขับขี่ยานพาหนะ หรือเมาไม่ขับกลับแท็กซี่
ด้านนายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กทม. กล่าวว่า กทม.ได้จัดทำแผน ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2558 ช่วงระหว่างวันที่ 9-15 เม.ย. ในแนวคิด “สติ วินัย น้ำใจ ปลอดภัยสงกรานต์ สืบสานประเพณี” เพื่อกระตุ้นให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2558 เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ จำนวนผู้เสียชีวิต และจำนวนผู้บาดเจ็บในพื้นที่กรุงเทพฯให้เหลือน้อยที่สุด เพราะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2553-2557 มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์ และจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งมากที่สุด คือบริเวณทางตรง ซึ่งคาดว่าเกิดจากการขับขี่รถเร็วเกินกำหนด เมาสุราแล้วขับ และการขับรถตัดหน้ากระชั้นชิด
ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กทม. กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ สำหรับแผนปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ กทม.ได้เตรียมความพร้อมกล้องซีซีทีวี ระบบการบริการการแพทย์ฉุกเฉิน บุคลากร เครื่องมือและอุปกรณ์ อีกทั้งซักซ้อมการช่วยเหลือฉุกเฉินกรณีเกิดอุบัติเหตุ และประชาสัมพันธ์ผ่านสื่ออย่างเข้มข้น เพื่อให้ประชาชนรับทราบเกี่ยวกับมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล 7 วันอันตราย วันที่ 9-15 เม.ย.นี้ กทม.จะตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมป้องกันและลดอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ของกทม. ที่สำนักงานวิศวกรรมจราจร สำนักการจราจรและขนส่งกทม. รวมถึงในระดับพื้นที่ 50 เขต อีกทั้งตั้งด่านตรวจร่วมบนถนนสายหลักและสายรอง ดูแลความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง
กทม.เล็งเก็บภาษีโรงเรือน-ที่ดิน-ป้าย-ที่จอดรถ ตั้งเป้าปี59 เพิ่มรายได้ 8.5 หมื่นล้าน
ที่โรงแรมโนโวเทล นายจุมพล สำเภาพล รองผู้ว่าฯกทม. เป็นประธานเปิดการสัมมนาสรุปผลการดำเนินโครงการจ้างที่ปรึกษาศึกษาความเป็นไปได้และแนวทางในการจัดหาแหล่งเงินทุนของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและมีเป้าหมายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค จึงต้องมีความพร้อมในทุกๆด้าน ซึ่งกทม.ในฐานะเป็นเมืองหลวงเป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมของประเทศ ต้องเตรียมความพร้อมด้านกายภาพและศักยภาพ ทั้งนี้ ปัจจุบันกทม.มีภารกิจที่อยู่ในความรับผิดชอบและที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกัน กทม.มีข้อจำกัดในเรื่องอำนาจหน้าที่ รวมทั้งการจัดเก็บรายได้ที่ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้งบประมาณ ซึ่งรายได้ที่กทม.จัดเก็บเอง คิดเป็นร้อยละ 23 และรายได้ที่ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้ ร้อยละ 77 ของรายได้ทั้งหมด ดังนั้นกทม.จึงต้องหาแหล่งเงินทุนภายนอกเพื่อลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมขนส่งมวลชน การป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม การปรับโครงข่ายถนน การฟื้นฟูและพัฒนาสิ่งแวดล้อม การบริการด้านสุขภาพอนามัย และการศึกษา ทำให้กทม.ต้องว่าจ้างคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาความเป็นไปได้และแนวทางในการจัดหาแหล่งเงินทุน
นายจุมพล กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ กทม.ได้วางแนวทางการหาแหล่งเงินทุน 3 ระยะ 1.ระยะเร่งด่วน โดยการกู้เงินสถาบันการเงินที่มีอยู่ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในด้านต่างๆ 2.ระยะกลาง จะปรับกฎหมาย เพื่อให้สามารถออกเงินค้ำประกันได้ และ3.ระยะยาว จะต้องแก้กฎหมายเพื่อให้สามารถออกเงินค้ำประกันได้ อย่างไรก็ตามแนวทางการหาแหล่งเงินทุน จะต้องพิจารณาขีดความสามารถในการชำระหนี้ พร้อมดอกเบี้ยในระยะ 30 ปีด้วย ขณะเดียวกันกทม.ต้องพัฒนาขีดความสามารถในการจัดเก็บภาษีและรายได้ให้มีศักยภาพสูงขึ้น โดยแก้ไข พ.ร.บ.กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 เรื่องการจัดเก็บภาษีโรงแรมและยาสูบ รวมทั้งแก้กฎหมายที่จอดรถ ซึ่งอัตราเดิมไม่เพียงพอ อาทิ ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือฝรั่งเศส มีรายได้จากการจัดเก็บค่าที่จอดรถเป็นจำนวนมาก ซึ่งกทม.ก็จะเพิ่มภาษีบำรุงท้องที่ โรงเรือนและที่ดินและภาษีป้ายให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น โดยตั้งเป้าปี 2559 จำนวน 8.5 หมื่นล้านบาท
นายจุมพล กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้จะพัฒนาระบบแผนที่ภาษีให้มีความชัดเจนมากขึ้น เพราะพื้นที่กรุงเทพฯมี 2.5 ล้านแปลง แต่มีผู้เสียภาษีเพียง 6 แสนรายเท่านั้น ขณะเดียวกันในปัจจุบันการประเมินที่ดินไม่สอดคล้องกับราคาขายจริง ดังนั้นกทม.จะประสานกรมธนารักษ์ เพื่อให้มีความสอดคล้อง ซึ่งจะสามารถจัดเก็บภาษีเพิ่มได้อีกทางหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตามขณะนี้มีธนาคารหลายแห่ง อาทิ กรุงไทย กสิกร ทหารไทย เป็นต้น พร้อมให้กทม.กู้เงิน เนื่องจากเห็นว่ากทม.มีเสถียรภาพทางการเงินที่น่าเชื่อถือในระดับดับเบิ้ลเอบวก เพราะกทม.สามารถบริหารรายรับรายจ่ายได้สมดุล และไม่เคยขาดสภาพคล่องอย่างจริงจัง ซึ่งตามบริษัทรายใหญ่ได้เพียงบีบวกเท่านั้น
----------------------------------------------
(ภาพประกอบข่าว)



