
มาตรา 44 กับภาพลักษณ์ไทย
07 เม.ย. 2558
โลกสาระ จิปาถะ : มาตรา 44 กับภาพลักษณ์ไทย : โดย...กวี จงกิจถาวร [email protected]
ขณะนี้ภาพลักษณ์ไทยในสายตาชาวต่างประเทศตกลงมาต่ำที่สุดหลังช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และคงจะต้องตกอยู่ในระดับนี้และถูกดองแบบนี้อีกต่อไปอีกนาน ถ้ากฎข้อบังคับต่างๆ ที่มีผลบังคับใช้ยังมีอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะมาตรา 44 ที่ผลประกาศใช้เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว
ผู้นำบ้านเราชอบพูดกับประชาชนอยู่เสมอว่า คนที่ไม่ก่อกวนหรือสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นๆ หรือสังคมไม่ต้องกลัวมาตรา 44 เพราะมาตราเข้มแบบนี้มีไว้เพื่อป้องปรามและข่มขู่ผู้ก่อกวนทั้งหลายมากกว่า แต่ก็ยังเป็นเหตุผลที่ไม่ดีพอ เพราะสังคมไทยพัฒนามาไกลมากกว่าที่ผู้ใหญ่บ้านเราคิดถึงกัน
จึงไม่แปลกที่ 4 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนและสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยการใช้คำสั่งหัวหน้า คสช.ในข้อ 5 ในมาตรา 44 ซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพประชาชนและสื่อมวลชน ประเด็นนี้เป็นข่าวอื้อฉาวไปทั้งโลก
น่าเสียดาย ไทยเราเคยเป็นตัวอย่างของประเทศมีเสรีภาพสื่อสารมวลชนอย่างมากในบริบทโลก เรียกได้ว่าเป็นที่อิจฉาของประเทศอื่นๆ ในช่วงก่อนปี 2000 อันดับเสรีภาพสื่อไทยอยู่ในอันดับสามสิบต้นๆ ของโลก เรียกได้ว่า เราสามารถเดินยืดอกแบบไม่ต้องหลบหน้าใคร ตอนนี้อินโดนีเซียโดดเด่นมาก เป็นประชาธิปไตยใหญ่ที่สามของโลก
ปีนี้ วันที่ 3 พฤษภาคม จะมีการเฉลิมฉลองวันเสรีภาพสื่อทั่วโลก (World Press Freedom Day) ในช่วงอาทิตย์นั้น จะมีการตีพิมพ์ดัชนีวัดเสรีภาพสื่อต่างๆ ในประเทศที่มีรายชื่อในองค์การสหประชาชาติ 193 ประเทศ ดัชนีเหล่านี้ถูกนำมาใช้เป็นตัวชี้ถึงความเจริญ การเปิดกว้างในสังคม และวัดการมีส่วนร่วมของประชาชน บางประเทศนำดัชนีเป็นกลยุทธ์ในการแสวงหาแหล่งทุน
เมื่อพิจารณาดูตามนโยบายสื่อ พร้อมกับติดตามการกระทำของรัฐบาลชุดนี้ รวมทั้งข้อคิดเห็นเกี่ยวกับกฎเกณฑ์สื่อมวลชน ต้องขอเกริ่นไว้ล่วงหน้าว่า อันดับของไทยในเรื่องเสรีภาพสื่อมีหวังตกอยู่ในอันดับท้ายๆ ที่จะมีเกาหลีเหนืออยู่ด้วยอย่างแน่นอน เกาหลีเหนือดูเหมือนจองตำแหน่งนี้มานาน เพราะไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยเกือบ 40 กว่าปี ไม่ตอแยหรือแยแสกับการประณามของต่างประเทศ
ส่วนไทยดูเหมือนว่าจะเข้ามาแทนที่พม่าในดัชนีต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องการแสดงออกและเสรีภาพสื่อมวลชน พม่ากลับมีการพัฒนาที่ก้าวไกลกว่าไทย ถึงแม้ว่าช่วงหลังจะมีมาตรการจำกัดเสรีภาพสื่อออกมาบ้าง
ไทยและเกาหลีเหนือยังถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกันคือ กลุ่มที่สามของรายงานการค้าลักพามนุษย์ (Traffick-in-Person Report) ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา รายงานนี้ตราหน้าไทยว่า ไม่มีมาตรการดีพอมาปกป้องแรงงานต่างชาติ ทำให้ตกเป็นเหยื่อของนายจ้างและโรงงานต่างๆ ทำให้เกิดระบบทาสสมัยใหม่
อย่าลืมว่า ไทยกับเกาหลีเหนือมีความแตกต่างกันในทุกๆ ด้าน การจับเอาสองประเทศนี้มาร่วมกลุ่มกันย่อมแสดงให้เห็นความตกต่ำของประเทศไทยนั่นเอง บรรดาผู้ที่มีอำนาจบริหารต้องเก็บมาคิดและหาวิธีสร้างความเข้าใจให้ดี เพราะว่าภาพลักษณ์ที่เสียไปแล้ว ซ่อมแซมกลับคืนมาให้เหมือนเดิมลำบากมากๆ
น่าเสียดาย ไทยรณรงค์การเข้าเป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงถาวรในปี 2016-2017 อย่างต่อเนื่อง แต่ข่าวคราวที่ออกมาขณะนี้ มีแต่จะสร้างภาพลักษณ์ไทยให้เป็นทรราชอย่างเดียว ซึ่งมีผลร้ายอย่างต่อเนื่องคือลบล้างความดีงามและความน่าเชื่อถือที่เจ้าหน้าที่ไทยพยายามสร้างและเก็บรักษาไว้ เจ้าหน้าที่ คสช.ต้องคำนึงถึงประเด็นเหล่านี้บ้าง
ทูตไทยในนิวยอร์กและเจนีวาต้องทำงานหนักมาก เพื่อชูและรักษาภาพลักษณ์ไทยที่เปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วมาก บางครั้งบางประเทศรับปากว่าจะช่วยยกมือให้ พอถึงเวลาโหวตจริง เบี้ยวหน้าตาเฉย
นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ดูแลการหาเสียงต้องเหนื่อยใจมาก ทุกครั้งที่มีแนวโน้มดีขึ้นมา มีประเทศต่างๆ พร้อมที่จะสนับสนุนเสียงประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ก็มีข่าวคราวลงในสื่อทั่วโลกว่า มีคนโน่นคนนี่ถูกจับ บางคนถูกเรียกตัวไปอบรม ทำให้ภาพลักษณ์ที่พยายามสร้างสมกันมาต้องพังทลาย
------------------
(โลกสาระ จิปาถะ : มาตรา 44 กับภาพลักษณ์ไทย : โดย...กวี จงกิจถาวร [email protected])



