ข่าว

 'สังคมป่วย' กับ 'โจรชุม'วิกฤติการณ์เหยื่ออีโต้แปดริ้ว

'สังคมป่วย' กับ 'โจรชุม'วิกฤติการณ์เหยื่ออีโต้แปดริ้ว

14 ก.ค. 2552

ภัยจากโจรผู้ร้ายว่าน่ากลัวแล้ว แต่การเพิกเฉยต่อคนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือตรงหน้า กลับน่ากลัวและสะเทือนใจยิ่งกว่า โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นเด็กสาวอายุแค่ 16 ปี !?!

 11 โมงเศษ วันที่ 11 กรกฎาคม "เบญจวรรณ จันดาธรรม" หรือน้องตุ๋ม วัย 16 ปี นักเรียนชั้น ม.4 แผนกศิลป์คำนวณ ร.ร.ดัดดรุณี เดินออกจากบ้านพักเลขที่ 33/91 หมู่ 1 ต.คลองนา อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อไปช่วย "วงเดือน จอบคำ" น้าสาววัย 30 ปี ขายเสื้อผ้าและรองเท้าบนชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าตะวันออกคอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันหยุดเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์

 น้องตุ๋มเดินไปตามถนนสายหมู่บ้านเหรียญทอง-คลองนา ซึ่งมีผู้คนสัญจรไปมาพลุกพล่าน อย่างที่เคยทำเป็นประจำทุกครั้งที่ไปช่วยน้าสาว เนื่องจากห้างสรรพสินค้าอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักจึงใช้วิธีเดินเท้าไป ด้วยเป็นเส้นทางที่ใช้อยู่เป็นประจำ ประกอบกับผู้คนขวักไขว่น้องตุ๋มเลยไม่เอะใจเลยสักนิดว่าวันนี้จะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับเธอ จนทำให้วันนี้แตกต่างไปจากวันอื่นๆ โดยสิ้นเชิง

 ระหว่างเดินออกมาจากบ้านมาได้ราวๆ 300 เมตร น้องตุ๋มเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ เมื่อมีชายวัยรุ่นน่าจะมีอายุ 20 ปีขึ้นไป 2 คน ขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ รุ่น และทะเบียนอะไรไม่อาจจำได้ ตรงมาจอดข้างๆ น้องตุ๋มที่สะพายกระเป๋าผ้าลดโลกร้อน ภายในมีโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง และสมุดการบ้านเพียงเท่านั้น ไม่มีทรัพย์สินมีค่าอื่นใดพอจะเรียกร้องความสนใจจากมิจฉาชีพได้ แต่กระนั้น 1 ใน 2 เดินลงจากรถเข้ากระชากกระเป๋าสะพายที่ไหล่ขวา

 น้องตุ๋มรู้สึกตกใจจึงพยายามยื้อแย่งกระเป๋าคืน พร้อมกับบอกว่าในกระเป๋ามีแค่สมุดการบ้าน ไม่มีเงิน ไม่มีทรัพย์สิน ส่วนคนร้ายก็พยายามบอกให้เอากระเป๋ามา ต่างคนต่างยื้อแย่ง สลับกับเสียงร้องตะโกนขอความช่วยเหลือจากน้องตุ๋มที่ดังไม่ขาดสาย

 ท่ามกลางความสับสนและการก่ออาชญากรรมตรงหน้า ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์กลับเพิกเฉย ไม่ใส่ใจมากไปกว่าความใคร่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วหันไปทำกิจวัตรของตนต่อไป ทิ้งให้เด็กสาวตัวเล็กๆ วัย 16 ปีเผชิญหน้ากับความโหดร้ายอย่างโดดเดี่ยวและน่าเศร้าสะเทือนใจ กระทั่งคนร้ายได้กระเป๋าไปแล้วนั่นแหละ สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดกับเด็กสาว...อีกครั้ง

 เธอรู้สึกเจ็บแปลบๆ ที่แขนขวา จากนั้นคนร้ายกลับไปขึ้นคร่อมรถจักรยานยนต์ แต่ยังไม่หลบหนีไปในทันที ยังมีเวลาพอที่จะเปิดกระเป๋าสะพายดูของที่อยู่ข้างใน ก่อนจะพูดเย้ยเยาะทำนอง "มีโทรศัพท์นี่" แล้วจึงเร่งเครื่องหลบหนีไป น้องตุ๋มพยายามวิ่งตามปากก็ตะโกนขอความช่วยเหลือไปเรื่อยๆ แต่ความพยายามของเธอดูเหมือนจะไร้ผล ทั้งวิ่งตามรถจักรยานยนต์และหวังให้ผู้คนสนใจยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ !?!

 สุดท้ายเมื่อมองไม่เห็นความหวังใดๆ แล้ว น้องตุ๋มหยุดวิ่งถึงได้รู้ว่ามีอะไรบางอย่างเหมือนกับน้ำหยดลงที่เท้าของเธอ เมื่อก้มดูจึงรู้ว่าเป็นเลือดและเริ่มสังเกตเห็นแผลเหวอะหวะที่แขนขวา

 "ตอนที่รู้ว่าถูกฟันหนูไม่รู้สึกตกใจและไม่รู้สึกเจ็บเลย รู้สึกกลัวอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่มีคนเข้ามาช่วยเหลือเลย ทั้งๆ ที่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และละแวกบ้านก็มีเหตุวิ่งราวบ่อยครั้ง หรือเป็นเพราะชาวบ้านไม่อยากจะเข้ามายุ่ง คิดว่าเป็นแค่เรื่องทะเลาะวิวาทกัน จริงๆ แล้วเขาก็น่าจะรู้ว่าแถวนี้เคยมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ตอนนี้ก็ยังรู้สึกกลัวและตกใจอยู่" น้องตุ๋มตั้งคำถามกับตัวเองและ "คม ชัด ลึก"

 ถึงแม้น้องตุ๋มจะได้เรียนรู้ความเป็นจริงอันแสนโหดร้ายในสังคม จากแง่มุมชีวิตและประสบการณ์จริงที่เลวร้ายอย่างไรก็ตาม เด็กสาวตัวเล็กๆ ยังมีน้ำใจพอที่จะฝากเตือนบรรดาเพื่อนๆ นักเรียน เพื่อนๆ รุ่นพี่ รวมไปถึงคนอื่นๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ละแวกเกิดเหตุให้ระมัดระวังตัว เพราะแม้แต่ตัวเธอเองไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเองก็ยังเกิดขึ้นได้ ทั้งที่ไม่ได้มีทรัพย์สินอะไรมากมาย แต่คนร้ายก็ยังทำถึงขนาดนี้

 "เวลาไปไหนมาไหนอยากให้เพื่อนๆ พี่ๆ ระมัดระวังตัว อย่าเดินเดี่ยว เวลาจะไปไหนให้ไปกันเป็นกลุ่มจะปลอดภัยกว่า" น้องตุ๋มฝากเตือนก่อนจะขอตัวไปให้ปากคำกับสหวิชาชีพที่สำนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา และก่อนหน้านี้น้องตุ๋มได้ให้ตำหนิรูปพรรณคนร้ายกับตำรวจ จนสามารถสเก็ตช์ภาพสองคนร้ายแจกจ่ายให้ชุดสืบสวนตามโรงพักต่างๆ ในเมืองแปดริ้วแล้ว

 ร.ต.ต.วัลลภ คาจะโปะ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองฉะเชิงเทรา บอกว่า คำให้การของผู้เสียหายมีประโยชน์ต่อการสืบสวนสอบสวนหาตัวคนร้ายมาก เบื้องต้นเด็กบอกว่าคนร้ายไม่น่าจะเป็นคนละแวกบ้าน น่าจะมาจากที่อื่น ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนหาตัวจากภาพสเก็ตช์