
วังเอ๋ย วังเวง
07 เม.ย. 2558
จอกอ : วังเอ๋ย วังเวง : Chairman NPCT facebook/twitter chakkrish
เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกการประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2475 คล้ายกับว่าเส้นเชือกที่มัดผู้คนทั้งหลายในหมู่บ้านประเทศไทยถูกคลายออก เนื่องเพราะกฎอัยการศึกนั้น ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารไว้อย่างกว้างขวางโดยยกเว้นขั้นตอนปกติ ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตั้งแต่การจับกุม คุมขัง ตรวจค้น ห้าม
แต่เมื่อหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เลือกใช้การสั่งโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งเรียกว่าเป็น “อำนาจพิเศษ” ของหัวหน้าคณะปฏิวัติ นับจากรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2502 คำถามก็เกิดขึ้น
แน่นอนว่า อำนาจตามมาตรา 44 คงไม่ได้ใช้ไปสั่งประหารชีวิตใคร เช่น ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และน่าจะพอเห็นแนวทางสร้างสรรค์ได้บ้าง เมื่อพูดถึงการใช้อำนาจไปเร่งแก้ปัญหา กรมการบินพลเรือน ไม่ผ่านมาตรฐาน ไอซีเอโอ การแก้ปัญหาสลากแพง แต่ตรรกะที่ว่า เมื่อมีกฎหมายใช้บังคับแล้ว จะใช้ในขอบเขตเท่าที่จำเป็น ไม่เกินเลยหรือหนักไปกว่าเก่า ก็ไม่ใช่หลักประกันว่าจะไม่ใช้ โดยเฉพาะในภาวะอารมณ์แปรปรวนของคนใช้ ที่ยังไม่เห็นใครสักคนจะทัดทานได้
หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พอเข้าใจภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไปบ้าง ก็คงไม่ไปเสียเวลาต่อยตี หรือต่อล้อต่อเถียงกับนักข่าวที่เขาต้องถาม ต้องสัมภาษณ์ตามหน้าที่ หรือไปใส่ใจกับการพาดหัวข่าวของสื่อต่างประเทศ ที่เป็นเพียงฟองอากาศเล็กๆ ในมหาสมุทรข่าวสารที่กว้างใหญ่
วิธีที่จะทำให้ภาวะอารมณ์เย็นลงก็คือ การให้สัมภาษณ์นักข่าวน้อยลง หรือตอบคำถามเฉพาะประเด็นที่ตอบได้ ถึงนาทีนี้แม้ผู้คนจำนวนหนึ่งอยากจะยกป้าย “ออกไปๆ” ใจจะขาด ด้วยความรำคาญใจในบทบาทท่าทีที่ค่อนข้างสาระน้อยของท่าน แต่ผมเชื่อว่า ต้นทุนความดีงามที่ท่านได้เสียสละมานำพาให้บ้านเมืองนี้ผ่านพ้นวิกฤติความขัดแย้ง จนใกล้จะเป็นรวันดาแห่งที่ 2 ก็ยังมีมากพอจะประคองให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ทำหน้าที่สมความตั้งใจจนกว่าจะถึงวันลงจากหลังเสือ
จากเดือนสิงหาคม 2557 ที่มีการสถาปนารัฐบาล คสช. จนถึงวันนี้ 9 เดือน ถือว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังมีราคาคุณงามความดีที่สังคมไทยไม่สมควรลืมเลือน แม้ว่าสถาบันคนดีทั้งหลายที่พยายามแสดงราคาการเป็นแบบอย่างของคนดี มีคุณธรรม เช่น สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะแปดเปื้อนมัวหมองไปบ้าง จากการลากลูก ลากเมีย ลากโคตรเหง้าวงศ์ตระกูล มากินเงินเดือนราษฎร โดยไม่ละอายใจ แต่ก็พอทำความเข้าใจได้ในระบบอุปถัมภ์แบบไทยๆ ที่ถือพวกเป็นใหญ่ ความรู้ ความสามารถเป็นรอง
ว่ากันโดยหลักการ อำนาจพิเศษทั้งหลายในรัฐธรรมนูญหลังการปฏิวัติ เช่น มาตรา 17 ในรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มาตรา 21 สมัยรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร จนกระทั่งมาตรา 44 ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือสัญลักษณ์ของการใช้อำนาจเผด็จการ แม้จะถูกห่อหุ้มด้วยรัฐธรรมนูญที่เป็นเครื่องหมายของประชาธิปไตย การใช้อำนาจเช่นนี้ไม่ว่าจะอธิบายว่าอย่างไร ก็เรียกได้ว่าเป็นอำนาจเผด็จการทั้งสิ้น
แต่แน่นอน ในบริบททางสังคมที่แตกต่างกันแต่ละยุค พวกที่อิงแอบเผด็จการ ก็อาจมีชุดคำอธิบายที่ฟังแล้วเข้าใจง่าย คือถ้าไม่ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามสามารถปลุกปั่น สร้างความเสียหายรุนแรง สร้างความแตกแยกขัดแย้งในสังคมจนไม่สามารถใช้เครื่องมือปกติจัดการได้
การให้อำนาจหรือดาบอาญาสิทธิ์แก่บุคคลในการระงับเหตุอย่างฉับพลันทันทีจึงมีความจำเป็น แต่ในทางตรงกันข้าม มีอำนาจพิเศษแล้ว มีกฎอัยการศึกแล้ว มีเงินทุนมีทุกสิ่งที่ต้องการแล้ว ก็ยังไม่สามารถลดทอนความขัดแย้ง หรือเหตุรุนแรงได้ เช่นในสถานการณ์ภาคใต้ หรือในใจกลางมหานคร ที่ฝ่ายต่อต้านก็ยังปล่อยของออกมารบกวนสมาธิผู้นำได้เป็นระยะ นี่จะเรียกว่าอะไร
อย่าไปใส่ใจสื่อให้มากนัก นักข่าวในภาคสนามเขามีหน้าที่ถาม และส่งข่าวเข้าไปในสำนักงาน การจัดการพาดหัวข่าว การให้น้ำหนักกับประเด็นข่าว ที่ส่งผ่านออกไปในช่องทางต่างๆ เป็นเรื่องของฝ่ายบริหารข่าว และอาจรวมทั้งนโยบายข่าวที่ท่านผู้น ว่าจะเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด เพราะแต่ละคนต่างก็มีแผลและมีเบื้องหลัง นี่ก็จะเป็นการให้ความสำคัญกับสื่อมากเกินไป จนถึงขนาดต้องใช้วิธีตาต่อตา ฟันต่อฟัน
ยกเว้น นายสมัคร สุนทรเวช ตลอดชีวิต 40 ปีของการเป็นคนข่าว ผมยังไม่เคยเห็นนายกรัฐมนตรีคนใดสนใจมาต่อยตีกับสื่อเยี่ยงนี้
-------------------
(จอกอ : วังเอ๋ย วังเวง : Chairman NPCT facebook/twitter chakkrish)



