ข่าว

คว้าเหล็กตีหัวหนุ่มโปแลนด์เลือดท่วม

คว้าเหล็กตีหัวหนุ่มโปแลนด์เลือดท่วม

06 เม.ย. 2558

การ์ดอะโกโก้คว้าเหล็กตีหัวหนุ่มโปแลนด์เลือดท่วม

 
          เมื่อเวลา 00.10 น. วันที่ 6 เมษายน 2558 พ.ต.ต.ปิยะพงษ์ เอนสาร สารวัตรตำรวจท่องเที่ยวพัทยา จ.ชลบุรี ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวและอาสาสมัครออกเดินเท้าไปตรวจตราป้องกันเหตุบริเวนถนนวอล์กกิ้งสตรีท พัทยาใต้ ต่อมาได้รับแจ้งว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติถูกทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บ บริเวณหน้าสกาย ฟอร์ อะโกโก้ หลังรับแจ้งจึงไปตรวจสอบทันที
 
          เมื่อไปถึงพบผู้บาดเจ็บทราบชื่อ MR.RAFAL IGNACY JAKOWICKI อายุ 55 ปี นักท่องเที่ยวชาวโปแลนด์ สภาพมึนเมาสุรา ที่หน้าผากขวามีร่องรอยการถูกของแข็งตีจนเป็นแผลฉกรรจ์เลือดไหลอาบท่วมตัว เบื้องต้นจึงประสานเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ เมืองพัทยา เข้ามาช่วยเหลือปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บส่ง รพ.บางละมุง
 
          ส่วนผู้ก่อเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวไว้ได้จำนวน 2 คน ซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของร้านสกาย ฟอร์ อะโกโก้ ทราบชื่อต่อมาคือ นายเอกพล กระเชิญลำ อายุ 28 ปี ถูกผู้บาดเจ็บชกเข้าที่ริมฝีปากจนเจ่อ และนายพานุ หลิ่มชู อายุ 33 ปี พร้อมทั้งตรวจยึดของกลางตะขอเกี่ยวประตูเหล็ก ที่ใช้ในการก่อเหตุ เบื้องต้นจึงควบคุมตัวมายังรถโมบายตำรวจท่องเที่ยวเพื่อคอยบริการช่วยเหลือบริการนักท่องเที่ยว
 
          จากการสอบสวนทั้งสองให้การโดยอ้างว่า ขณะที่กำลังยืนดูแลความปลอดภัยบริเวณร้าน ได้มีพนักงานซึ่งอยู่ภายในร้านวิ่งออกมาบอกว่า ผู้บาดเจ็บเมาสุราแล้วก่อกวนภายในร้าน ต่อมาจึงกันผู้บาดเจ็บห่างออกจากร้าน แต่ผู้บาดเจ็บไม่ยอมออก พร้อมกับขัดขืนก่อนที่จะชกเข้าที่ริมฝีปากของนายเอกพล ไป 1 ครั้ง จึงทำให้นายพานุ เพื่อนร่วมงานคว้าตะขอเกี่ยวประตูเหล็กไล่ตีจนบาดเจ็บดังกล่าว
 
          ภายหลังสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวพัทยา จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา นายพานุ พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ใช้ตะขอเกี่ยวประตูเหล็กไล่ตี ฐานความผิด “ทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ” ก่อนควบคุมตัว ส่ง ร.ต.ท.วัฒนา ประดิษฐ์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา ดำเนินคดี
 
 
ภูเก็ต - โจรควงปืนบุกปล้นเงินเดือนพนักงานร้านสปา 4.6 แสน
 
 
          เมื่อเวลา 21.30 น. วันที่ 5 เมษายน ร.ต.ท.(หญิง) ฐาปนีย์ วารินทร์สะอาด พนักงานสอบสวน สภ.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต ได้รับแจ้งมีเหตุจี้ชิงทรัพย์ร้านนวดไทยและสปา ชื่อ อิมพีเรียล ไทยมาสซาส ซาวน่า หรืออิมพีเรียลสปา ตั้งอยู่ภายในหมู่บ้านอนุภาษมโนรม(ใกล้กับตลาดนัดเจ้าฟ้าวาไรตี้) เลขที่ 97/355 ม.4 ต.วิชิต อ.เมืองภูเก็ต หลังรับแจ้งได้รายงานผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น และพร้อมด้วย พ.ต.อ.พินิจ ศิริชัย รอง ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต พ.ต.อ.กิตติพงศ์ คล้ายแก้ว ผกก.สภ.วิชิต พ.ต.ท.ประวิทย์ เอ้งฉ้วน รอง ผกก.สส.ภ.จว.ภูเก็ต และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.วิชิต และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ภ.จว.ภูเก็ต ไปตรวจสอบ
 
          ที่เกิดเหตุเป็นอาคารชั้นเดียว ภายในร้านพบพนักงานซึ่งอยู่ในอาการตื่นตกใจ จากการสอบถามทราบว่า ก่อนเกิดเหตุพนักงานนวดซึ่งเตรียมตัวจะกลับบ้าน และบางส่วนกำลังเดินมาที่บริเวณเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์และแคชเชียร์หน้าร้าน เพื่อรับเงินเดือน ระหว่างนั้นได้มีคนร้ายเป็นชาย 2 คน แต่งกายด้วยชุดลายพรางทหาร ใส่หมวกกันน็อคเต็มใบเดินเข้ามาจากหน้าร้านและตรงมายังเคาน์เตอร์ โดยมี นางอึม มีคิม อายุ 43 ปี เจ้าของร้านชาวเกาหลี และพนักงานอีก 2 คน อยู่ในบริเวณดังกล่าว 
 
          โดยคนร้ายคนแรกได้เดินไปที่ด้านขวาของเคาน์เตอร์แล้วใช้อาวุธปืนจี้พนักงานไว้ ส่วนอีกคนอ้อมไปด้านซ้ายใช้อาวุธมีดจี้เจ้าของร้านไว้ พร้อมสั่งให้ส่งตะกร้าซึ่งภายในมีเงินเดือนของพนักงานนวดบรรจุไว้ในซองสีน้ำตาล จำนวนประมาณ 30 ซอง รวมเป็นเงินกว่า 460,000 บาท หลังจากได้เงินแล้วคนร้ายทั้ง 2 คน ก็ออกมาบริเวณหน้าร้าน ซึ่งมีเพื่อนอีก 3 คนรออยู่บนรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า คลิ๊ก ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน จำนวน 2 คัน จากนั้นได้พากันขับหลบหนีไป
 
          จากการสอบถามนางอึม มีคิม เจ้าของร้าน บอกว่า ทุกวันที่ 5 ของเดือนจะต้องจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานหลังเลิกงาน ก่อนเกิดเหตุได้เตรียมเงินใส่ซองไว้ให้พนักงานแต่ละคน โดยนำเงินทั้งหมดใส่ไว้ในตะกร้า และนำมาไว้กับแคชเชียร์เพื่อจ่ายให้กับพนักงาน ในระหว่างที่รอพนักงานมารับเงินเดือน ได้มีคนร้ายเป็นชาย 2 คน เดินเข้ามาในร้าน และตรงมายังเคาน์เตอร์บริเวณที่ตนและแคชเชียร์ยืนอยู่ โดย 1 ใน 2 คนร้าย ได้ใช้มีดจี้บริเวณคอของตน ในขณะที่คนร้ายอีกคนก็ใช้ปืนจี้แคชเชียร์ และบอกว่าให้ส่งตะกร้าใส่เงินมา หลังจากได้แล้วก็รีบวิ่งออกไปขึ้นรถจักรยานยนต์ที่จอดรออยู่หน้าร้านหลบหนีไป
 
          อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในร้านได้บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการตรวจสอบภาพวงจรปิดเพื่อหารูปพรรณสัณฐานของคนร้าย พร้อมสอบปากคำเจ้าของร้าน แคชเชียร์ และพนักงานที่เห็นเหตุการณ์ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานในการติดตามหาคนร้ายที่ก่อเหตุมาลงโทษต่อไป เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่สันนิฐานว่า อาจจะเป็นคนที่รู้ช่องทางและรู้รายละเอียดภายในเป็นอย่างดี โดยเฉพาะช่วงเวลาของการจ่ายเงินเดือน จึงสามารถลงมือได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้วางแผนติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป