
รัฐเปิดฉากรุก ต่างชาติใช้ 'นอมินี' แฝงหาประโยชน์
06 เม.ย. 2558
รัฐเปิดฉากรุก ต่างชาติใช้ 'นอมินี' แฝงหาประโยชน์ : โดย...ทีมข่าวภูมิภาค
การลงพื้นที่ของตัวแทนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมการท่องเที่ยว, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และตำรวจท่องเที่ยว เพื่อตรวจสอบธุรกิจท่องเที่ยวในพัทยา จ.ชลบุรี เมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา โดยพบว่า มีธุรกิจที่เข้าข่ายเป็นตัวแทนอำพราง(นอมินี) ให้แก่คนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจสงวนของคนไทย จำนวน 7 ราย จากที่ได้ตรวจสอบทั้งหมด 43 ราย โดยพบว่าเป็นธุรกิจนำเที่ยว 2 ราย และธุรกิจอื่นๆ 5 ราย ขั้นตอนต่อมาที่อยู่ระหว่างดำเนินการคือ ให้ผู้ประกอบการทั้ง 7 ราย จัดส่งเอกสารยืนยันการประกอบธุรกิจ และการเป็นเจ้าของธุรกิจมาให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าพิจารณา
ข้อมูลเหล่านี้จะนำมาตรวจสอบเชิงลึกเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นธุรกิจของคนไทยจริงหรือไม่ ถ้าพบว่ามีความผิดโดยเจตนาเป็นตัวแทนให้แก่ชาวต่างชาติ ก็เท่ากับว่า ผู้ประกอบการไทยจะมีความผิดฐานสนับสนุน หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าวเข้ามาทำธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมาย โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 1 แสน-1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังมีโทษปรับรายวันอีก วันละ 1-5 หมื่นบาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน หากเห็นว่ามีผลกระทบต่อธุรกิจของคนไทย และมีผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง จะส่งเรื่องต่อให้ดีเอสไอดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการท่องเที่ยว และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งบูรณาการข้อมูลเป้าหมายเชิงลึก ก่อนลงตรวจสอบในพื้นที่จังหวัดเป้าหมาย ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ และมีข้อมูลว่า มีคนไทยให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในลักษณะนอมินีจำนวนมาก
ฐานข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า สำหรับผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่อยู่ในระบบขณะนี้มีอยู่จำนวน 12,914 ราย แบ่งเป็นประเภทท่องเที่ยวทั่วไป 3,010 ราย ท่องเที่ยวในประเทศ 1,567 ราย ท่องเที่ยวเฉพาะพื้นที่ 5,067 ราย และธุรกิจนำเที่ยวจากต่างประเทศ 3,270 ราย ขณะที่ปัญหานอมินีถือเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศ ที่สามารถส่งผลกระทบในวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจ และที่สำคัญธุรกิจท่องเที่ยวสร้างรายได้มหาศาลให้แก่ประเทศไทย หากไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้จะทำให้ไทยเสียรายได้และเสียโอกาสทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก
"ไพศาล ซื่อธานุวงศ์" กรรมการสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย และเลขาธิการชมรมมัคคุเทศก์จีนกลาง เปิดเผยว่า ปัญหาชาวต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในไทย ที่น่าเป็นห่วงก็คือ อาจจะมีการแผงธุรกิจผิดกฎหมายบางอย่าง การใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินกระทั่งการค้ามนุษย์ ในส่วนของธุรกิจท่องเที่ยว บริษัทนอมินี ที่มาใช้ไทยเป็นฐานในการทำธุรกิจ คือ การมุ่งที่จะหาประโยชน์อย่างเดียวเมื่อมีปัญหาหรือความเสียหายเกิดขึ้น ก็จะหนีปัญหากลับภูมิลำเนา ทิ้งให้คนไทยที่เป็นตัวแทนรับผิดชอบ ดังนั้นหากจะให้ธุรกิจท่องเที่ยวมีความยั่งยืนก็ต้องให้คนไทย ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ มีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่หลักสำหรับธุรกิจท่องเที่ยว เพื่อที่จะช่วยรักษาทรัพยากรการท่องเที่ยว ทำให้ผลประโยชน์ที่ได้รับตกอยู่กับประเทศไทยและประชาชน
"หากรัฐบาลเข้ามาดูแลแก้ไขอย่างจริงจังในระยะสั้นอาจส่งผลกระทบบ้าง แต่ถ้าในระยะยาวมั่นใจว่าธุรกิจท่องเที่ยวจะต้องดีขึ้นและมีความยั่งยืนอย่างแน่นอน เพราะถือเป็นการวางโครงสร้างทางธุรกิจ ที่ดำเนินการโดยคนไทยอย่างแท้จริง" ไพศาล กล่าว
"สินธ์ไชย วัฒนศาสตร์สาธร" นายกสมาคมนักธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา เปิดเผยว่า การที่ชาวต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจผิดกฎหมาย ที่เห็นได้ชัดในเมืองพัทยาคือ การจัดตั้งบริษัททัวร์โดยให้คนไทยเป็นหน้าฉาก มีการตั้งบริษัททัวร์เถื่อนโดยไม่จดทะเบียน ตั้งเคาน์เตอร์ทัวร์ตามท้องถนน แข่งขันธุรกิจท่องเที่ยวในเรื่องของราคา ขณะที่คนไทยที่ประกอบธุรกิจอย่างสุจริตต้องเช่าอาคาร จดทะเบียนเสียภาษีอย่างถูกต้อง จึงสู้กับบริษัททัวร์เถื่อนเหล่านี้ไม่ได้ ที่ผ่านมาภาคเอกชนมีการร้องเรียน และร่วมกันผลักดันเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) จ.ชลบุรี เพื่อให้ภาครัฐเข้ามากวดขัน ซึ่งการที่รัฐบาลลงมาตรวจสอบในครั้งนี้ นับว่าเป็นผลดีต่อภาคเอกชนและผู้ที่ทำถูกต้องตามกฎหมายในเขตเมืองพัทยา
"เคาน์เตอร์ทัวร์ที่ตั้งอยู่ตามถนนไม่ได้มาตรฐานรองรับ มีการย้ายสถานที่ตั้งอยู่ตลอด เมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับลูกค้าก็ไม่สามารถติดต่อได้ หรืออาจมีการทิ้งลูกค้าไปเลย แตกต่างจากบริษัทคนไทยที่มีอาคารสถานที่เป็นหลักแหล่ง เมื่อเกิดปัญหาขึ้นลูกค้าก็ยังสามารถติดต่อกับบริษัททัวร์ผู้ให้บริการได้ จึงเป็นผลดีในภาพรวมกับผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในพัทยา ต่อการที่รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหานอมินี ที่มาทำธุรกิจแข่งกับคนไทย" สินธ์ไชย กล่าว
สำหรับเป้าหมายต่อไปของการจัดการกับเครือข่ายนอมินีในธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดอื่น ที่กำหนดไว้ในแผนคือ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี, อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์, จ.ภูเก็ต และ จ.เชียงใหม่ ตามลำดับ ซึ่งล้วนแต่เป็นพื้นที่ที่มีบทบาทในการเป็นศูนย์กลางทางด้านการท่องเที่ยว ทั้งนี้ ในกรณีของ จ.ภูเก็ต เบื้องต้นพบบริษัทที่มีต่างด้าวร่วมลงทุนอยู่ในข่ายต้องสงสัย 81 บริษัท จาก 1,000 บริษัท และอยู่ระหว่างยื่นเอกสารชี้แจง ขณะที่กลุ่มทุนต่างประเทศ จากเดิมที่เป็นรัสเซียกลับขยายมาเป็นคนจีนมากขึ้น
"นิมิตร ฆังคะจิตร" พัฒนาธุรกิจและการค้าจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า การตรวจสอบบริษัทที่มีการจดทะเบียนและมีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้น 1-49% ตามกฎหมายของไทย ในปีงบประมาณ 2558 ในส่วนของ จ.ภูเก็ต มีบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลและมีบุคคลต่างด้าวถือหุ้นตามกฎหมายไทย จำนวน 1,000 บริษัท และจากการคัดกรองเบื้องต้นของคณะกรรมการธรรมาภิบาล กรมพัฒนาธุรกิจฯ ตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ.2543 เช่น งบการเงิน เอกสารทางบัญชี เคยมีการกระทำผิดหรือไม่ พบว่ามีบริษัทที่เข้าข่ายจะต้องตรวจสอบเพิ่มเติมจำนวน 81 บริษัท และทางคณะกรรมการตรวจสอบได้ส่งหนังสือแจ้งให้บริษัทต่างๆ ดังกล่าวให้ยื่นรายละเอียดชี้แจงเพิ่มเติม หากยังพบความผิดปกติก็จะตรวจสอบในเชิงลึกต่อไป
"สำหรับธุรกิจที่มีต่างด้าวร่วมลงทุนในภูเก็ต ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น ดำน้ำ โรงแรมที่พัก ขณะนี้อยู่ระหว่างเข้าไปตรวจในเชิงลึก หากพบความผิดปกติหรือสิ่งที่น่าสงสัย" นิมิตกล่าว
"สัจจพล ทองสม" ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายหนึ่งของ จ.ภูเก็ต กล่าวว่า สำหรับบริษัทนอมินีใน จ.ภูเก็ตนั้น ยังคงมีอยู่ แต่เปลี่ยนจากเดิมที่เคยเป็นกลุ่มรัสเซียกับเกาหลี มาเป็นกลุ่มทุนจากจีนมากขึ้น เนื่องจากในส่วนของรัสเซียประสบปัญหาค่าเงิน ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาน้อยลง และที่เคยเช่าโรงแรมไว้เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ขณะนี้ก็มีการบอกเลิกสัญญาเป็นจำนวนมาก ส่วนของกลุ่มทุนจีนที่เข้ามาลงทุนนั้น จะมีการใช้อดีตข้าราชการตำรวจหรือทหารในการออกหน้าทำธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันมีการยื่นเรื่องขออนุญาตอยู่ในหลายพื้นที่ เช่น บริเวณอ่าวฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต สร้างโรงแรมที่พักขนาด 400 ห้อง พื้นที่ใกล้กับสนามบินภูเก็ต อ.ถลาง สร้างซิตี้มอลล์
"การที่กลุ่มทุนจีนเข้ามาค่อนข้างมาก เนื่องจากมองเห็นศักยภาพทางด้านการท่องเที่ยวของภูเก็ต ที่พบว่ายังคงมีการเติบโตอีกมาก ประกอบกับความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยกับจีน รวมถึงเมื่อเปรียบเทียบการลงทุนในเมืองใหญ่ของเขาพบว่าการลงทุนที่ภูเก็ตจะมีต้นทุนที่ถูกกว่ามาก และกลุ่มทุนเหล่านี้ก็จะเป็นกลุ่มทุนที่มีเงินจริง ซึ่งการเข้ามาของกลุ่มทุนจีนต่างๆ ดังกล่าวนั้น เริ่มเห็นผลมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2557 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดรัสเซียและยุโรปมีปัญหาทางเศรษฐกิจ" สัจจพล กล่าว
เป็นภาพด้านหนึ่งของการเข้ามาสำหรับต่างชาติเพื่อทำธุรกิจในไทย โดยใช้คนไทยเป็นฉากหน้าในการบริหาร/จัดการ
---------------------
(รัฐเปิดฉากรุก ต่างชาติใช้ 'นอมินี' แฝงหาประโยชน์ : โดย...ทีมข่าวภูมิภาค)



