
'ม.44'ดาบในฝัก!ชักมาใช้ถึงรู้ฤทธิ์
05 เม.ย. 2558
'วิษณุ' เชื่อ คสช.พร้อมแจงต่างชาติ 'ม.44' ไม่เกี่ยวครม. แนะรอดูผลตอนใช้ 'นิรโทษกรรม' ทำได้ แต่ต้องชัดเจน-ยึดหลักนิติธรรม ป้องกันถูกครหา ลำเอียง เลือกปฏิบัติ
5 เม.ย. 58 ที่สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฏหมาย กล่าวถึงการเตรียมการสำหรับชี้แจงการใช้มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ต่อคณะทูต และสื่อมวลชนต่างชาติ ในวันที่ 7 เม.ย.นี้ ว่า ส่วนตัวไม่ได้เตรียมการอะไรเป็นพิเศษ เพราะไม่ทราบว่ารูปแบบของการแถลงนั้นเป็นอย่างไร เชื่อว่ามีผู้ที่พร้อมชี้แจงอยู่แล้ว โดยจะเป็นการตอบตามที่สื่อต่างชาติสงสัย ซึ่งผู้ที่ควรจะต้องตอบคำถามนั้นมีหลายฝ่าย เพราะในคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 เป็นคำสั่งของหัวหน้า คสช. ไม่ใช่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้ออก ดังนั้นผู้รับผิดชอบ คือ คสช. จะเห็นได้ว่ากระบวนการในการใช้มาตรา 44 ไม่ใช่เรื่องของ ครม. ซึ่งการชี้แจงก็จะเป็นเรื่องของ คสช. และกระทรวงการต่างประเทศมากกว่า เชื่อว่าชาวต่างชาติอาจจะเข้าใจต่างไปจากคนไทย เพราะมองด้วยสายตาที่ไม่เหมือนกัน
เมื่อถามว่า ต่างชาติมองว่าการใช้มาตรา 44 เป็นการให้อำนาจของคนๆ เดียว นายวิษณุ กล่าวว่า แน่นอน ด้วยบริบท และวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ ไม่เหมือนกัน คนไทยมองกฎอัยการศึกอย่างหนึ่ง ต่างประเทศมองอีกอย่างหนึ่ง เมื่อมาถึงมาตรา 44 คนไทยอาจเจอมาแล้วหลายครั้ง แม้เด็กรุ่นหลังจะไม่ชิน แต่ต่างชาติไม่เคยมีแบบนี้เลย จึงอาจจะแปลกใจ ยิ่งเมื่อมีการแปลมาตรา 44 ก็อาจจะได้เห็นว่า เราเอาไปใช้อย่างมากมายสารพัด เพราะเมื่ออ่านแล้วก็จะต้องแปลอย่างนั้นจริงๆ แต่มาตรา 44 กระโดดไปเล่นงานใครไม่ได้ จนกว่าจะหยิบเอามาใช้
"ถ้ามาตรา 44 เป็นเหมือนดาบ ก็เป็นดาบที่วางไว้ อยู่ในฝักด้วยซ้ำไป ดังนั้นจะเกิดอะไรขึ้น ก็ต่อเมื่อไปชักมันออกมาจากฝักแล้วเอามาใช้ แต่ตอนนี้มันอยู่ในฝัก อยู่นิ่งๆ เรามีดาบนี้ แต่ต่างประเทศเขาไม่มีเลย แต่ของเราก็ใช่ว่าจะหยิบเอามาใช้ได้ทันที อยู่ที่ว่าจะหยิบมาเมื่อไหร่ ซึ่งเราเคยชักออกมาใช้แล้วเมื่อเดือน ม.ค.ในเรื่องท้องถิ่น และชักออกมาอีกครั้ง เพื่อรองรับการยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึก" นายวิษณุ กล่าวและว่า ส่วนอะไรจะเป็นตัวชี้วัดว่าการใช้มาตรา 44 ดีกว่ายกเลิกกฎอัยการศึกนั้น ต้องการดูเหตุการณ์จริงตั้งแต่นี้ต่อไป ตอนเป็นมาตรา 44 ยังไม่มีอะไร ตอนเป็นคำสั่งก็ยังไม่มีอะไร แต่เมื่อได้ไปใช้กับใครแล้ว จึงจะรู้ว่าออกฤทธิ์อย่างไร ต้องดูเป็นรายๆ ไปว่า ถูกต้องชอบธรรมประการใด ขณะที่การข่าวระบุมี 5 กลุ่มที่เป็นภัยต่อความมั่นคงอยู่นั้น ยังไม่ทราบ เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคง คาดว่าคงกำลังดูอยู่
นายวิษณุ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เสนอเซ็นเอ็มโอยูเพื่อยุติความขัดแย้ง ถือเป็นข้อเสนอที่ดี แต่ฝ่ายความมั่นคงจะต้องพิจารณา ซึ่งสุดท้ายก็จะต้องมีอะไรมาแลกกัน โดยเรื่องนี้อาจจะต้องถาม 3 ฝ่าย คือ 1. ผู้ที่จะเข้ามาเซ็นว่ามีเงื่อนไขอะไรแลกเปลี่ยน 2. ฝ่ายความมั่นคง ประเมินสถานการณ์แล้วรับได้หรือไม่ 3. ต้องถามใจประชาชนว่าเป็นการซูเอี๋ยกันหรือไม่ ถ้าได้คำตอบในเชิงบวกทั้งหมด ก็น่าจะไปได้
'นิรโทษกรรม' ทำได้ แต่ต้องชัดเจน-ยึดหลักนิติธรรม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จัดงานวันสัญญา ธรรมศักดิ์ โดยกิจกรรมช่วงเช้ามีพิธีสงฆ์ และการวางพานพุ่มดอกไม้ และช่อดอกไม้ เพื่อสักการะ ที่ลานอนุสาวรีย์สัญญา ธรรมศักดิ์ นำโดยนายธานินท์ กรัยวิเชียร องคมนตรี ในฐานะประธานในพิธี พร้อมด้วยนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายนรนิติ เศรษฐบุตร นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณาจารย์ และนักศึกษา เข้าร่วมพิธี
ต่อมาในเวลา 10.45 น. นายวิษณุ กล่าวปาฐกถาหัวข้อ 'หลักนิติธรรมของการบริหารบ้านเมืองกับการลดความขัดแย้งทางอุดมการณ์' มีใจความสำคัญตอนหนึ่ง ว่า เรื่องหลักนิติธรรมมีการบัญญัติครั้งแรกในมาตรา 3 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังร่างอยู่นี้ ก็มีการนำคำว่าหลักนิติธรรมมาใช้ ซึ่งหลักนิติธรรมนั้นสำคัญ เพราะถือเป็นกฎที่ควบคุมกฎหมายไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง และเป็นกรอบในการใช้อำนาจของผู้ปกครอง โดยในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ บัญญัติหลักนิติธรรมไว้ โดยมีรายละเอียด คือ 1. ต้องใช้กฎหมายเป็นใหญ่เหนืออำเภอใจ 2. ต้องเคารพในศักดิ์ความเป็นมนุษย์ความเสมอภาค 3. ต้องยึดหลักการแบ่งแยกอำนาจ ตรวจสอบอำนาจ และการไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือขัดแย้งกัน 4. จะต้องยึดหลักนิติกระบวน อาทิ การไม่ออกกฎหมายย้อนหลังมาลงโทษทางอาญา ไม่ฟ้องคดีบุคคลซ้ำสองในความผิดเดียวกัน เป็นต้น และ 5. จะต้องมีศาลที่อิสระเป็นกลาง และกระบวนการที่ทันสมัยและเป็นกลางเที่ยงธรรม ซึ่งถือเป็นการนำเอาหลักนิติธรรมของอังกฤษ หลักนิติรัฐของยุโรป และหลักนิติธรรมของอเมริกา มารวมกันเป็นหลักนิติธรรมแบบไทยๆ ซึ่งหลักนิติธรรมนี้จะผูกพันกับทุกองค์กร
"เมื่อครั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีเสียงเรียกร้องให้ใช้มาตรา 17 เพื่อยึดทรัพย์จากอดีตนายกฯ มาเป็นของแผ่นดิน แต่นายสัญญา ไม่ทำ เพราะถือว่า ไม่เป็นหลักนิติธรรม เพราะไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีการดำเนินคดีก่อนที่จะมีการยึดทรัพย์ แต่ สนช.ในขณะนั้น ก็ได้ออกกฎหมายบังคับให้นายกฯ ใช้อำนาจตามมาตรา 17 ทำให้นายสัญญา ต้องลาออกจากตำแหน่ง เพราะไม่ต้องการใช้อำนาจตามมาตรา 17 เพราะนายสัญญา มองว่า ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม" รองนายกรัฐมนตรี กล่าวและว่า ในส่วนของเรื่องความขัดแย้งของมนุษย์นั้น เป็นเรื่องธรรมดา โดยความขัดแย้งของมนุษย์นั้นจะแสดงออกมาจาก 3 รูปแบบ คือ 1. ความขัดแย้งในเรื่องผลประโยชน์ 2. ความขัดแย้งอันเกิดจากความเหลื่อมล้ำหรือความรู้สึกไม่เป็นธรรม และ 3. ความขัดแย้งเนื่องมาจากอุดมการณ์ โดยความขัดแย้งเหล่านี้ต้องควบคุมด้วยหลักนิติธรรม โดยปัญหาความขัดแย้งบางอย่าง ก็แก้ได้ด้วยการไม่พูดถึง คือ ป้องกันไม่ให้ถูกขยายผลหรือหยุดความขัดแย้งไว้แค่นั้น คล้ายกับว่าปล่อยให้กาลเวลาแก้ไขมันเอง แต่บางสถานการณ์ต้องใช้การประนีประนอม หรือถอยกันคนละครึ่งทาง เพื่อระงับความขัดแย้ง และมีอีกวิธีคือ การแก้ที่ต้นเหตุของความขัดแย้ง ซึ่งวันนี้ความขัดแย้งในสังคมมีเยอะ แต่เราไม่รู้ต้นเหตุ แต่อย่างน้อยหากหยิบมาแก้ทีละเหตุ ก็อาจจะทำให้หนักเป็นเบาได้ และวิธีแก้ความขัดแย้งวิธีสุดท้ายก็คือ ต้องให้รู้ว่าใครถูกใครผิด แล้วก็ลงโทษคนทำผิด ซึ่งข้อพิพาทหลายเรื่องก็จบลงด้วยการฟ้องร้องดำเนินคดี
"วันนี้มีคนพูดว่า ที่ผ่านมามีความขัดแย้งเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง น่าจะจบลงด้วยการอภัยโทษ หรือนิรโทษกรรม ซึ่งก็ทำได้ แต่ต้องให้ชัดเจนว่า จะนิรโทษกรรมอย่างไร เพราะหากจะนิรโทษกรรมโดยไม่ให้คนทำผิดรับผิดเลย อีกฝ่ายก็ไม่ยอม ดังนั้น ต้องย้อนนึกถึงหลักนิติธรรมด้วย ยิ่งคนที่เป็นผู้ปกครองก็ยิ่งจะต้องยึดหลักนิติธรรม เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาว่า 2 มาตรฐาน ลำเอียง หรือเลือกปฏิบัติ"



