จากยุคสงครามกลางเมืองที่นานยืดเยื้อร่วม 3 ทศวรรษ สู่ยุคสันติภาพ หลังจากรัฐบาลและกองทัพสามารถปราบกบฏกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลมได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเมื่อเกือบ 6 ปีก่อน ตอนนี้ศรีลังกากำลังก้าวสู่ยุคใหม่ ยุคแห่งการปฏิรูปและการปรองดองทางการเมือง โดยก้าวข้ามความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และศาสนา ทันทีที่ "โครงการ 100 วัน" ของประธานาธิบดีไมตรีพล หรือไมตรีพลา สิริเสนา วัย 63 ปี จะปิดฉากลงในวันที่ 23 เมษายน
นับตั้งแต่สิริเสนาสามารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่พลิกล็อกเอาชนะประธานาธิบดีมหินทรา ราชปักษา ได้อย่างเหลือเชื่อจากการเลือกตั้งเมื่อ 8 มกราคม ที่ผ่านมา จนมีข่าวลือแพร่สะพัดว่า ราชปักษาทำใจไม่ได้จึงคิดจะยึดอำนาจด้วยกำลังอาวุธ แต่ปรากฏว่ากองทัพไม่เอาด้วย จึงจำใจต้องยอมล้มแผนร้ายนี้ พรรครัฐบาลนำโดยสิริเสนาและพรรคฝ่ายค้านต่างจับมือกันให้สัตยาบันว่า จะร่วมมือกันผลักดันการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ รวมไปถึงการต่อกรกับการทุจริตคอร์รัปชั่น
จากนั้นไม่นาน แผนการปฏิรูปเพื่อสร้างวัฒนธรรมการเมืองที่เข้มแข็งก็เริ่มเดินเครื่อง เริ่มด้วยการเตรียมการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขครั้งที่ 18 ที่ให้อำนาจล้นฟ้าแก่ประธานาธิบดี รวมไปถึงการไฟเขียวให้สามารถสมัครประธานาธิบดีได้ไม่จำกัดสมัย หันมาปัดฝุ่นใช้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขครั้งที่ 17 ปูทางสู่การบริหารตามระบอบรัฐสภาแบบอังกฤษ ที่แยกอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ออกจากกันและถ่วงดุลอำนาจกันแทน ส่วนประธานาธิบดีลดบทบาทลงเป็นเพียงแต่ประมุขฝ่ายพิธีการเท่านั้น นอกเหนือจากการปฏิรูปที่ดิน ซึ่งตลอดช่วง 2-3 เดือน ที่ผ่านมา นับตั้งแต่มีการจัดตั้งรัฐบาล ทางการได้เดินเครื่องจัดสรรที่ดินของกองทัพไปแจกจ่ายให้ประชาชน ท่ามกลางเสียงโวยวายของคนในกองทัพและผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีราชปักษาว่า การกระทำเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากที่ดินของกองทัพส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่สีแดงที่กองทัพต้องเฝ้าระวังในระดับสูงสุด แต่รัฐบาลโต้ว่า ขณะนี้ไม่มีปัญหาเรื่องการแบ่งแยกดินแดนอีกแล้ว ที่ดินเหล่านั้นจึงควรจัดสรรให้ประชาชนเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป
พร้อมกันนี้ รัฐบาลสิริเสนายังประกาศลดราคาน้ำมันลง ควบคู่ไปกับการควบคุมราคาสินค้าจำเป็น ตลอดจนเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ ที่สำคัญก็คือ การกำหนดกลไกเพื่อทลายวงจรอำนาจที่เคยผูกขาดอยู่ในมือของคนในตระกูลราชปักษา นอกจากจะกวาดจับนักการเมืองและข้าราชการในข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่นและรับสินบนจำนวนไม่น้อย ส่วนใหญ่เป็นผู้สนับสนุนอดีตรัฐบาลราชปักษาแล้ว คณะกรรมการปราบปรามการทุจริตยังลงมือสอบสวนรัฐมนตรีกว่าสิบคนถึงที่มาของทรัพย์สินต่างๆ จนทำให้ร่ำรวยผิดปกติ
โดยเฉพาะการสอบสวนรัฐมนตรีหลายคนที่เชื่อว่า มีส่วนรู้เห็นกับการจัดสรรเงินก้อนใหญ่สำหรับติดสินบน ส.ส.และนักการเมืองอเมริกันหลายคนผ่านบริษัทล็อบบี้ยิสต์ของสหรัฐ 6 บริษัท ที่รัฐบาลราชปักษาจ้างไว้เพื่อช่วยวิ่งเต้นไม่ให้รัฐบาลวอชิงตันดำเนินการรุนแรงกับศรีลังกา ที่ถูกฟ้องว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงในช่วงการปราบปรามกบฏพยัคฆ์ทมิฬ จนประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตหลายหมื่นคน นอกเหนือจากให้บริษัทล็อบบี้ยิสต์ทั้ง 6 บริษัท ช่วยฟื้นฟูภาพลักษณ์ของศรีลังกาให้ดีขึ้น
อย่างไรก็ดี เมื่อสิริเสนาขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ก็สั่งยกเลิกสัญญาว่าจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ทั้ง 6 บริษัทนั้น และประกาศจะดำเนินการสอบสวนเอง โดยไม่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญภายนอก ที่เห็นได้ชัดก็คือ การยกเลิกสัญญาว่าจ้างโดมินิก สเตราส์-คาห์น อดีตกรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ผู้ต้องคดีทางเพศอื้อฉาว เป็นที่ปรึกษา ชักชวนการลงทุนจากต่างประเทศด้วยเงินค่าตอบแทนก้อนโตถึง 7.5 แสนดอลลาร์ (หรือกว่า 23 ล้านบาท)
เหนืออื่นใดก็คือ ทางการได้สั่งทบทวนเมกะโปรเจกท์ของอดีตรัฐบาลราชปักษาที่เน้นโครงการก่อสร้างท่าเรือ ท่าอากาศยาน การขยับขยายทางหลวงแผ่นดิน โรงไฟฟ้าและโรงแรมตามพื้นที่ต่างๆ ในประเทศ เช่น สั่งระงับการก่อสร้างสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ไว้ชั่วคราว อันเนื่องจากปัญหาการจราจรคับคั่ง นอกจากนี้ยังระงับโครงการก่อสร้างท่าเรือนานาชาติปลอดภาษีฮัมบันโตตา ใกล้กรุงโคลัมโบ ซึ่งสามารถรองรับเรือเดินสมุทรบนเส้นทางการค้าทางทะเลสายตะวันออก-ตะวันตก ซึ่งถ้าหากสร้างแล้วเสร็จก็จะกลายเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก คาดว่าอภิมหาโปรเจกท์นี้ต้องใช้ทุนก่อสร้างราว 1,500 ล้านดอลลาร์ (ราว 46,500 ล้านบาท) เนื่องจากเกรงว่าจะมีการฮั้วการประมูล ในเมื่อบริษัทที่ได้ทำสัญญาใน 2 โครงการยักษ์ ทั้งสนามบินและท่าเรือยักษ์ ล้วนแต่เป็นบริษัทก่อสร้างของจีน
นับตั้งแต่สิริเสนาเข้ามาสวมหัวโขนประธานาธิบดีคนใหม่ มีการส่งฟ้องอดีตประธานาธิบดีราชปักษาและวงศาคณาญาติในข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่น ทั้งๆ ที่ตระกูลนี้ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของที่ดิน ที่นา และสวนมะพร้าวจำนวนมาก แต่ก็ยังโลภไม่มีที่สิ้นสุด เริ่มด้วยการแกะรอยเงินหลายพันล้านดอลลาร์ ที่เชื่อว่าคนในตระกูลราชปักษาได้ช่วยกันยักย้ายถ่ายเทไปฝากไว้ในธนาคารต่างประเทศ ตลอดจนการทลายการผูกขาดอำนาจล้นฟ้าที่อยู่ในมือของคนตระกูลเดียว
โดย มหินทรา ซึ่งมีพี่น้องทั้งหมด 9 คน เป็นชาย 6 คน หญิง 3 คน นั่งแป้นเป็นประธานาธิบดี ลูกชายเป็น ส.ส. น้องชายอีก 3 คน ก็ล้วนแต่เป็นรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกรดเอ ไม่นับรวมการเป็นประธานบริษัทผูกขาดใหญ่น้อย อาทิ ชามัล ราชปักษา เป็นประธานรัฐสภาศรีลังกา และเจ้าของเครือข่ายรถสปอร์ตคาร์ลตัน
เบสิล ราชปักษา เป็นส.ส. รัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ปรึกษาอาวุโสของประธานาธิบดี ประธานบริษัทใหญ่ในเครือของราชปักษาหลายบริษัท และ พ.ท.โคตาพญา ราชปักษา น้องชายอีกคนหนึ่งเป็นรัฐมนตรีกลาโหมและการพัฒนาเมือง ประธานเครือโรงพยาบาลศรีลังกา และประธานบริษัทโลจิสติกส์ลังกา จันทรา ทิวดอร์ ราชปักษา เป็นเลขาฯ ส่วนตัวรัฐมนตรีคลังและรัฐมนตรีกิจการท่าเรือและทางหลวง นอกจากนี้ลูกพี่ลูกน้องหลายคนยังนั่งแป้นเป็นประธานหัวหน้ามุขมนตรี ประธานสายการบินศรีลังกา กรรมการตลาดหลักทรัพย์, ประธานการท่าเรือแห่งศรีลังกา ประธานบริษัทประกันภัย ส่วนรุ่นหลานก็เป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศยักษ์ใหญ่ อย่างสหรัฐ รัสเซีย และเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก เป็นต้น
ภายใต้ "โครงการ 100 วัน" ของสิริเสนา จึงมีการยื่นฟ้องคนในตระกูลราชปักษาผู้ทรงอิทธิพลหลายคน รวมไปถึงการสั่งห้ามเดินทางไปต่างประเทศเพื่อป้องกันไปแล้วไปลับไม่ยอมกลับมาสู้คดีในศาลเหมือนอดีตผู้นำของไทยแลนด์แดนแค่นยิ้ม และเพื่อสร้างหลักประกันว่า สมาชิกตระกูลราชปักษาถ้าทำผิดก็ต้องถูกนำตัวสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่มีอภิสิทธิ์เหนือผู้ใดทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งฟ้อง พ.ท.โคตาพญา ราชปักษา อดีตรัฐมนตรีกลาโหม ผู้มีอำนาจล้นฟ้า และผู้มีบทบาทสำคัญในการปราบปรามกลุ่มกบฏพยัคฆ์ทมิฬ ในข้อหาทำตัวเป็นเจ้าพ่อ มีกองกำลังส่วนตัว ซึ่งใช้เป็นมือสังหาร บก.ฝีปากกล้าของหนังสือพิมพ์ชื่อดังที่เคยวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลราชปักษา นอกเหนือจากเกี่ยวพันกับคดีอุ้มหายและทุจริตอื่นๆ
เมื่อ "โครงการ 100 วัน" สิ้นสุดลงในวันที่ 23 เมษายนนี้ ประธานาธิบดีสิริเสนาก็วางแผนจะยุบรัฐสภา แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเร็วกว่ากำหนดการเดิมถึงเกือบ 1 ปี โดยพรรคสหชาติของรานิล วิกรมสิงเห นายกรัฐมนตรีที่สนับสนุนสิริเสนามีโอกาสดีมากกว่าพรรคอื่น แต่เชื่อว่า หากต้องจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ก็คงจำเป็นต้องเปิดเจรจาต่อรองเพื่อขอการสนับสนุนจากพรรคอิสรภาพศรีลังกาของราชปักษา
"เราพร้อมจะตั้งรัฐบาลปรองดองแห่งชาติร่วมกับพรรคฝ่ายค้านในอีก 2 ปีข้างหน้า นั่นหมายความว่า เราคงต้องอดทนกับรูปแบบการเมืองใหม่อีกสักระยะหนึ่งกว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทาง" รานิล วิกรมสิงเห ย้ำ บ่งบอกเป็นนัยว่า ต้องใจเย็นๆ ระหว่างรอคอยฟ้าใหม่ในศรีลังกา