ข่าว

ฟอร์ด-มาสด้าเปิดตัวรง.แห่งที่2เพิ่มผลิตรถยนต์นั่ง1แสนคัน/ปี

ฟอร์ด-มาสด้าเปิดตัวรง.แห่งที่2เพิ่มผลิตรถยนต์นั่ง1แสนคัน/ปี

14 ก.ค. 2552

ฟอร์ดและมาสด้าทุ่ม 1.7 หมื่นล้านสร้างตัวโรงงานผลิตรถยนต์นั่งแห่งที่ 2 เพิ่มกำลังผลิตอีก 1 แสนคันต่อปี บุกตลาดไทย อาเซียน ออสเตรเลีย และแอฟริกาใต้

นายเดวิด อัลเดน ประธานฟอร์ด อาเซียน กล่าวในงานแถลงข่าวเปิดโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) หรือ เอเอที แห่งที่ 2 จ.ระยอง ซึ่งเกิดจากการร่วมทุนระหว่างฟอร์ดและมาสด้า มูลค่าลงทุนราว 1.7 หมื่นล้านบาท ว่าโรงงานแห่งใหม่นี้จะเป็นสายการผลิตแบบยืดหยุ่น สามารถรองรับการผลิตรถยนต์นั่งได้หลายโมเดล แต่ในช่วงแรกจะทำการผลิตรถยนต์นั่งขนาดเล็ก คือ มาสด้า 2 ซึ่งจะเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้ และฟอร์ด เฟียสต้า คาดว่าจะขึ้นไลน์ประกอบได้ทันในไตรมาส 1 ปี 2553

 โดยโรงงานแห่งนี้จะมีบทบาทเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ ในฐานะศูนย์กลางการผลิตและส่งออกระดับโลกของฟอร์ด และเชื่อว่าความต้องการรถยนต์นั่งที่มีขนาดเล็กลงและประหยัดน้ำมันมากขึ้น กำลังอยู่ในกระแสความนิยมทั่วโลก

 "แม้จะลงทุนสร้างโรงงานร่วมกันระหว่างฟอร์ดและมาสด้า แต่การทำตลาดจะแยกจากกัน เพื่อช่วยบุกตลาดที่มีโตโยต้าและฮอนด้าครองตลาดร่วมกันมากกว่า 85% ของภูมิภาคนี้ โดยการผลิตจะเริ่มตั้งแต่ปลายปี 2552 เพื่อจำหน่ายในประเทศไทย และเพิ่มปริมาณการส่งออก โดยฟอร์ด เฟียสต้า จะส่งออกไปจำหน่ายทั่วอาเซียน รวมถึงออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแอฟริกาใต้" นายเดวิดกล่าว

 นายมาซาฮารุ ยามากิ รองประธานบริหารมาสด้า คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ความต้องการรถยนต์ขนาดเล็กที่ประหยัดน้ำมันจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยโรงงานแห่งใหม่จะเป็นส่วนหนึ่งในกลยุทธ์ระดับโลกของมาสด้าที่จะผลิตรถยนต์นั่งเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคที่กำลังเพิ่มขึ้นได้เป็นอย่างดี

 ด้านนายคิโยทากะ โชบุดะ ประธาน เอเอที กล่าวว่า ความร่วมมือของฟอร์ดและมาสด้าได้ปรากฏผลอย่างชัดเจน นับตั้งแต่การเปิดโรงงานผลิตรถกระบะที่เอเอทีเมื่อเดือนตุลาคมปี 2540 ส่วนโรงงานแห่งใหม่นี้จะทําให้เอเอทีเพิ่มกําลังการผลิตได้อีกประมาณ 1 แสนคัน รวมเป็น 275,000 คันต่อปี เพิ่มความหลากหลายของรถที่ผลิตได้จากโรงงานเอเอที โดยปัจจุบันเอเอทีใช้กำลังการผลิตที่ 60% ของกำลังการผลิตที่มีอยู่เดิม โดยมีพนักงานรวมประมาณ 3,000 คน แต่หากโรงงานเอเอที 2 เดินกำลังการผลิตได้เต็มที่ตามแผนที่วางไว้ในปีหน้า คาดว่าจะต้องมีการจ้างงานเพิ่มอีก 2,000 ตำแหน่ง