ข่าว

นิวยอร์กไฮไลน์จากรางรถไฟเก่าสู่สวนลอยฟ้า

นิวยอร์กไฮไลน์จากรางรถไฟเก่าสู่สวนลอยฟ้า

05 เม.ย. 2558

นิวยอร์กไฮไลน์จากรางรถไฟเก่าสู่สวนลอยฟ้า : วีณารัตน์ เลาหภคกุลรายงาน

               จุดท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ได้รับความสนใจอย่างมากในมหานครนิวยอร์กในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ คือ สวนสาธารณะลอยฟ้าไฮไลน์ (High Line) ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกตอนล่างของเกาะแมนฮัตตัน ความพิเศษอยู่ตรงที่สวนตั้งอยู่ที่ระดับเหนือพื้นดิน สูงประมาณตึก 3 ชั้น แถมมีทางเดินทอดเป็นแนวยาว 2.3 กิโลเมตร ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะสวนไฮไลน์ดัดแปลงมาจากเส้นทางรถไฟสำหรับขบวนบรรทุกสินค้า ซึ่งเปิดใช้มาตั้งแต่ปี 1934 และได้หยุดเดินรถไฟเมื่อปี 1960 เดิมทีทางเมืองนิวยอร์กต้องการจะรื้อเส้นทางรถไฟแห่งนี้ทิ้ง แต่กลุ่ม Friends of the High Line พยายามที่จะอนุรักษ์และนำพื้นที่นี้กลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชุมชนใหม่ จนในที่สุดสามารถร่วมมือกับภาครัฐได้

              สวนไฮไลน์ อันสวยงามเปิดให้บริการทีละส่วน และเพิ่งเปิดอย่างเต็มรูปแบบเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วนี่เอง ไม่เก็บค่าเข้าแต่อย่างใด ปัจจุบันมีคนไปเยี่ยมชมปีละ 6 ล้านคน หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Friends of the High Line โจชัว เดวิด เดินทางมาเมืองไทยเมื่อเร็วๆ นี้ ตามคำเชิญของสถานทูตสหรัฐอเมริกา และให้สัมภาษณ์เครือเนชั่นถึงความพยายามกว่า 15 ปี ในการเปลี่ยนโฉมหน้านิวยอร์กให้เป็นเมืองที่น่าอยู่มากขึ้น

              เป็นการนำเสนอไอเดียดีๆ ในห้วงเวลาที่ "คนเมือง" ในกรุงเทพฯ กำลังโหยหาสวนสาธารณะ โดยเฉพาะการนำพื้นที่เก่าของการรถแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ย่านมักกะสัน มาเนรมิตพื้นที่สีเขียวให้แก่ทุกๆ ชีวิต ผู้กำลังต่อสู้ฟาดฟันอยู่กับสภาพแวดล้อมที่กำลังเลวร้ายลงทุกขณะด้วยมลพิษที่เพิ่มขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด

              โมเดลการต่อสู้ของ โจชัว เดวิด อาจดำเนินมาผ่านมาบนเส้นทางเล็กๆสายสั้นๆ แต่มันอาจมีความสำคัญยิ่ง หากได้เพิ่มพลังฝันให้ทุกคนที่กำลังร่วมแรงร่วมใจกันผลักดัน "สวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์มักกะสัน" เอาไอเดียมาจากไหนคะในการที่จะทำโครงการสวนไฮไลน์

              ผมอยู่อาศัยแถวรางรถไฟสายเก่านี้มาหลายปี ผมไม่ได้ใส่ใจมากสักเท่าไหร่ จนกระทั่งวันหนึ่งผมถึงรู้ว่า รางรถไฟเส้นนี้มีความยาว 1.5 ไมล์ (2.3 กิโลเมตร) และเชื่อมโยง 3 ชุมชนเข้าด้วยกัน เลยมองว่าเป็นโอกาสอันดีในการจะทำอะไรสักอย่างเพื่อสร้างประสบการณ์ในเมืองแบบใหม่ขึ้นมาครับ

              พอมีความคิดแล้วว่าจะต้องทำให้เป็นสวนสาธารณะ คุณดำเนินการยังไงต่อคะ

              ความท้าทายที่ใหญ่หลวงมากคือ ตอนเรามีแนวคิดแล้ว ทางการนิวยอร์กตัดสินใจว่าจะรื้อสายรถไฟนี้ทิ้ง เราเลยต้องสู้ เราไปหานายกเทศมนตรีจูเลียอานี่ตอนนั้น แล้วถามเขาว่าจะเปลี่ยนใจไหม เขาบอกว่าไม่เปลี่ยนใจ เราเลยต้องฟ้องนครนิวยอร์กเพื่อให้หยุดการรื้อถอน ทำให้เราต้องก่อตั้งองค์กร Friends of the High Line เพราะจะฟ้องนครนิวยอร์ก ต้องระดมทุน ต้องหาเสียงสนับสนุน นั่นคือจุดเริ่มต้นขององค์กร

              คุณทำอะไรไปหลายอย่างเพื่อสร้างสวนสาธารณะแห่งนี้ ทำไมถึงตั้งใจจังเลยคะ

              ตอนที่เราเริ่มต้น มีตึกเก่าหลายตึกในย่านที่ผมอยู่ถูกรื้อถอน แล้วถูกแทนที่ด้วยตึกที่ไม่ได้สวยเท่า เลยรู้สึกว่าทำให้สูญเสียประวัติศาสตร์ของชุมชนไป และไฮไลน์คือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของแมนแฮตตันในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมและการขนส่ง ฉะนั้นการอนุรักษ์เอาไว้เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ และเราต้องการพื้นที่สาธารณะเพิ่มเติมสำหรับชุมชนของเรา ซึ่งมีสวนน้อยมากเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นของนครนิวยอร์ก ไฮไลน์เป็นโครงสร้างที่พิเศษที่ทำให้การเดินผ่านเมืองแตกต่างออกไป เลยรู้สึกว่าเราควรใช้โอกาสนี้แล้วทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ครับ

              ท้ายที่สุดคุณชนะการฟ้องร้องใช่ไหมคะ

              เราชนะการฟ้องร้องในรอบแรก แต่ในชั้นต่อๆ ไปเราแพ้ครับ แต่ ณ จุดนั้น ไม่สำคัญอีกต่อไป เพราะมีนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กคนใหม่ ไมเคิล บลูมเบิร์ก เขาเปิดโอกาสให้เราเสนอแผนการของเราต่อผู้บริหารเมือง เราเลยไปแสดงให้เห็นถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น ถ้าลงทุน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในโครงการนี้ เมืองจะได้เงินคือ 262 ล้านดอลลาร์ในระยะเวลา 20 ปี โดยวัดจากรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้น เพราะราคาที่ดินจะเพิ่มสูงขึ้น เมืองก็จะเก็บภาษีได้มากขึ้น นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ทางผู้บริหารเมืองนำไปพิจารณา และบวกกับวิสัยทัศน์ของโครงการนี้ ทำให้ในที่สุดผู้บริหารนครนิวยอร์กตัดสินใจเดินหน้าโครงการครับ

              คุณทำให้ทุกกลุ่มเห็นคล้อยไปกับคุณได้ยังไงคะ

              รับฟังข้อห่วงใยของทุกคนครับ (เช่นกังวลว่ารถไฟจะกลับมาอีก หรือคิดว่าโครงการไม่มีทางเกิด) พูดคุยถึงวิธีที่จะบรรเทาความกังวลนั้น และแสดงให้เห็นว่า มีคนที่สนับสนุนอยู่เหมือนกัน เมื่อนายกเทศมนตรีไมเคิล บลูมเบิร์ก สนับสนุนโครงการ คนเริ่มคิดว่า เป็นโครงการที่จะเกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่ความเพ้อฝัน คนเริ่มตื่นเต้นแล้วคิดว่า ถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นจริงก็จะเป็นสิ่งที่ดีมากๆ

              คุณระดมเงินทุนมาจากไหนบ้างคะ

              หลากหลายแหล่งมากครับ เราเริ่มระดมทุนตั้งแต่ต้องไปฟ้องร้องในศาล แล้วเราก็ระดมทุนเรื่อยมาจนปัจจุบัน เราโชคดีด้วยที่ได้รับทุนสนับสนุนบางส่วนจากนครนิวยอร์ก และเราก็ของบประมาณบางส่วนจากรัฐบาลกลางด้วย เราออกไปหาผู้บริจาคเงินด้วยการรณรงค์ 2 แคมเปญ เราได้มา 185 ล้านเหรียญ ใช้สำหรับสร้างสวน และสำหรับเป็นกองทุนเพื่อสร้างรายได้ในอนาคตต่อไป

              อะไรคือแนวคิดหลักของทีมที่ชนะเลิศการประกวดการออกแบบคะ (ทีมที่ชนะเลิศได้แก่ บริษัทเจมส์ คอร์เนอร์ ฟิลด์ โอเปอเรชั่น ร่วมกับ ดิลเลอร์ สโกฟิดิโอ่ และเรนโฟร และพีท อูดอฟ)

              หัวใจสำคัญคือ การหาเส้นทางให้คนเดินบนทางรถไฟ ที่ทำให้รู้สึกว่าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ ทางเดินไม่ได้อยู่หลังทางรถไฟ โดยมีขอบทางเดินชัดเจน แต่ส่วนที่เป็นสวนกับทางเดินกลายเป็นเนื้อเดียวกัน พวกเขาเสนอทางเดินที่ทำจากแผ่นซีเมนต์ โดยขอบจะแยกออกเหมือนกับนิ้วมือของเรา ทำให้พันธุ์พืชต่างๆ งอกเงยได้ ทำให้รู้สึกว่าทางเดินเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ทั้งหมด

              ในมุมมองของคุณ ทำไมคนถึงชอบสวนไฮไลน์นี้จังคะ

              คุณได้ยืนในจุดของเมืองที่ไม่เหมือนที่อื่น สูง 3 ชั้น สูงราว 30 ฟุต (ราว 9 เมตร) เหนือถนน คุณมองเมืองจากมุมบน แต่ไม่ได้สูงถึงขั้นที่ว่าคุณถูกแยกออกไป คุณยังเป็นส่วนหนึ่งของเมือง ยังสามารถคุยกับคนที่อยู่บนถนนได้ และผมคิดว่าคนชอบ เพราะความสวยงามของการออกแบบและพันธุ์พืชที่ปลูกบนนั้น ซึ่งสวยงามมาก นอกจากนี้สวนไฮไลน์ยังมีความเป็นสังคมสูง ทำให้คนรู้สึกตื่นเต้น คุณสามารถทักทายเพื่อนบ้าน เจอเพื่อนฝูง เจอคนแปลกหน้า สามารถพูดคุยกันได้ ซึ่งอาจไม่ได้ทักทายกันหากเดินสวนกันบนถนน

              ฟรีหรือเปล่าคะสำหรับการไปเดินเล่นบนไฮไลน์

              ฟรีครับ ไม่เสียเงิน เราเป็นสวนสาธารณะของนครนิวยอร์ก แต่สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างคือ ค่าใช้จ่ายในการเปิดให้บริการและการบำรุงรักษา ทางนครนิวยอร์กไม่ออกเงิน แต่กลุ่ม Friends of the High Line เป็นคนออกเงิน นครนิวยอร์กบอกเราเลยว่า เราช่วยคุณสร้างสวนแห่งนี้ได้ แต่เราไม่สามารถช่วยคุณบำรุงรักษาสวนได้ เราตกลงว่าจะหาเงินมาบำรุงรักษาเอง 

              ค่าก่อสร้างรวมอยู่ที่เท่าไหร่คะ

              ประมาณ 180 ล้านดอลลาร์ครับ ส่วนค่าบำรุงรักษาต่อปี คือทุกอย่างที่เห็นบนสวน ทั้งการบำรุงรักษาสวน และงานด้านการให้การศึกษา เราสอนเด็กราว 4,000 คนต่อปี รวมทั้งโปรแกรมด้านงานศิลปะ มีการเปลี่ยนงานศิลปะทุกปี ใช้เงินราว 7 ล้านดอลลาร์ต่อปี

              ในระยะยาว 10 หรือ 20 ปีจากนี้ คุณมั่นใจไหมคะว่าจะยังคงหาเงินหรือสร้างรายได้เพื่อบำรุงรักษาสวนแห่งนี้ได้

              จะเป็นความท้าทายตลอดเวลาครับ แต่นิวยอร์กเป็นเมืองที่คนชอบบริจาคเงิน เป็นวิถีชีวิตของชาวนิวยอร์กในการให้กลับคืนแก่สังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่การบริจาคเงินก็มีความไม่แน่นอน เราพยายามหาช่องทางสร้างรายได้อื่น คือการเก็บค่าเช่าที่สำหรับบูธขายอาหารบนสวนไฮไลน์ และเราเพิ่งเปิดร้านอาหารที่อยู่บริเวณใต้ไฮไลน์ด้วย นอกจากนี้ เราขายของที่ระลึก อย่างหมวก เสื้อเชิ้ต และสมุด เราขายในสวนและขายออนไลน์ แต่ยังไงเราก็ต้องระดมเงินบริจาค แต่ก็มีช่องทางสร้างรายได้อื่นๆ เข้ามาช่วยครับ

              ราคาของอสังหาริมทรัพย์ตลอดเส้นทางสวนไฮไลน์คงขึ้น แต่ขึ้นไปเยอะขนาดไหนคะ

              ผมบอกตัวเลขเป๊ะไม่ได้ แต่เยอะอยู่ครับ นิวยอร์ก ซิตี้ในภาพรวมมีตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่แข็งแกร่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายพื้นที่ที่เมื่อก่อนถือว่าไม่แพง ตอนนี้ก็ราคาสูง สวนไฮไลน์เกาะกระแสขาขึ้นของราคาอสังหาริมทรัพย์ แล้วทำให้ราคาของชุมชนตามแนวรถไฟยิ่งสูงขึ้นไปอีก ตึกที่อยู่ตามแนวรถไฟเป็นตึกที่มีความต้องการสูง ทั้งสำหรับการอยู่อาศัยและการเปิดสำนักงาน

              รู้สึกยังไงคะเวลาที่เดินเล่นบนสวนไฮไลน์

              ผมรู้สึกประหลาดใจทุกครั้งที่เดินบนนั้น ดูยากเย็นมากในตอนเริ่มต้น ดูราวกับว่าจะไม่เกิดขึ้นได้ในตอนแรก มีอุปสรรคมากมาย ต้องแก้ไขปัญหาต่างๆ ตลอดมา ผมรู้สึกประหลาดใจที่มีบันไดทางขึ้นให้สาธารณชนได้ขึ้นมาเดินข้างบนได้ ทุกคนสามารถขึ้นมาชื่นชมสถานที่ที่สวยงามแห่งนี้ ผมรู้สึกตื้นตันใจ ไม่น่าเชื่อจริงๆ ครับ

              พบกับบทสัมภาษณ์พิเศษนี้ได้ในรายการ "มองเรามองโลก" วันอาทิตย์นี้ 5 เมษายน 2558 เวลา 09.00-09.30 น.ทางเนชั่นทีวี