ข่าว

กกร.ยื่นรัฐขอลดราคาน้ำตาลทรายอ้างช่วยลดภาระผู้ผลิต-ผู้บริโภคกิโลละ1-2บาท

กกร.ยื่นรัฐขอลดราคาน้ำตาลทรายอ้างช่วยลดภาระผู้ผลิต-ผู้บริโภคกิโลละ1-2บาท

14 ก.ค. 2552

กกร.เสนอที่ประชุม กรอ. พิจารณาลดราคาน้ำตาลทราย 1-2 บาทต่อกิโลกรัม อ้างช่วยลดภาระผู้ผลิตสินค้าอาหารและผู้บริโภคช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว หลังจากก่อนหน้านี้ปรับขึ้นไป 5 บาท ระบุอาจต้องยืดเวลาชำระหนี้ให้ ธ.ก.ส. ออกไปเป็น 2-3 ปี

 นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ประธานสมาคมธนาคารไทย และประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอของส.อ.ท.ที่ผู้ประกอบการต้องการให้รัฐบาลพิจารณาลดราคาน้ำตาลทรายในประเทศ (โควตา ก.) เพื่อลดภาระผู้ประกอบการและผู้บริโภค พร้อมทั้งต้องการให้แก้ระเบียบการใช้น้ำตาลโควตา ค. หรือน้ำตาลเพื่อการส่งออก โดยผู้ผลิตอาหารส่งออกที่ใช้น้ำตาลโควตา ค. เห็นว่าระเบียบการขอใช้น้ำตาลปัจจุบันมีมาก จึงต้องการให้ตั้งคณะทำงานศึกษาระเบียบดังกล่าว ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวจะนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครับและเอกชน (กรอ.) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้

 "ปัจจุบันน้ำตาลทรายในประเทศ หรือ โควตา ก. ถูกเก็บเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 5 บาท ถือเป็นภาระของผู้ประกอบการช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว จึงต้องการให้รัฐบาลพิจารณาลดราคาลงมากิโลกรัมละ 1-2 บาท" นายอภิศักดิ์กล่าว และว่า การลดราคาน้ำตาลทรายจะส่งผลให้การชำระหนี้ของกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ที่มีกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ล่าช้าไปอีก 1 ปี จากเดิมคาดว่ากองทุนจะชำระหนี้หมดภายใน 2 ปีครึ่ง

 ด้านนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าอาหารจำหน่ายในประเทศต้องซื้อน้ำตาลโควตา ก.ใช้ เช่น ผู้ผลิตน้ำอัดลม ผลไม้กระป๋อง ต้องการให้พิจารณาลดราคาน้ำตาลทรายในประเทศลง 1-2 บาทต่อกิโลกรัม จากที่ปรับขึ้นไปกิโลกรัมละ 5 บาทก่อนหน้านี้ เพราะการชำระหนี้ของกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย อาจขยายเวลาออกไปได้อีก 2-3 ปี ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการสามารถบริโภคน้ำตาลได้ถูกลง

 ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีในสมัยนายสมัคร สุนทรเวช มีมติเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2551 ปรับราคาน้ำตาลหน้าโรงงานขึ้นกิโลกรัมละ 5 บาท ทำให้ปัจจุบันราคาน้ำตาลทรายขาวหน้าโรงงานอยู่ที่กิโลกรัมละ 19 บาท และราคาน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์อยู่ที่กิโลกรัมละ 20 บาท โดยในขณะนั้นกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายมีหนี้ 24,833 ล้านบาท ซึ่งมติ ครม.ดังกล่าวกำหนดให้กระทรวงอุตสาหกรรมรับข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์ในประเด็นการปรับขึ้นราคาน้ำตาลทราย เห็นว่าเมื่อสถานการณ์คลี่คลายลงทำให้ผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมได้รับประโยชน์จากการแข่งขันด้านราคานำไปพิจารณาดำเนินการด้วย

 นอกจากนี้ ที่ประชุมยังต้องการให้ภาครัฐเร่งสรุประเบียบแนวทางที่ภาคเอกชนจะลงทุนโครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีประกาศที่ชัดเจน ส่งผลกระทบกับโครงการลงทุนรวมแล้ว 4 แสนล้านบาท กระทบรายได้ 3 แสนล้านบาท และแรงงานอีก 1 แสนคน