ข่าว

เงินทองต้องรู้ : เข้าวงการ

เงินทองต้องรู้ : เข้าวงการ

06 เม.ย. 2558

เงินทองต้องรู้ : เข้าวงการ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

 
                        เพราะมีภารกิจแวะเวียนเข้าห้องไอซียูบ่อยๆ ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากจะเห็นการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็น “ธรรมชาติ” แล้ว ยังเห็น “อิทธิบาท 4” ซึ่งประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสะ ในการทำงานของพยาบาลห้องไอซียูอีกด้วย จริงๆ ไม่ว่าจะพยาบาลที่ไหนก็คงทำงานหนักไม่แพ้กัน แต่ก็ต้องยอมรับว่า พยาบาลห้องไอซียูนั้นใกล้ชิดกับความเป็นความตายของผู้ป่วยที่เข้าขั้น “วิกฤติ” มากกว่า การทำงานจึงต้องยึดหลักอิทธิบาท 4 จริงๆ
 
                        เพราะเริ่มต้นต้องมีฉันทะ คือ ความพอใจรักใคร่ในงาน วิริยะ คือ ความพากเพียรในสิ่งนั้น จิตตะ คือ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในงาน และวิมังสะ คือ หมั่นสอดส่องไตร่ตรองในสิ่งนั้น งานบางงานไม่สนุกไม่สวยงาม แต่ถ้าเริ่มต้นด้วยความพอใจรักใคร่ในงาน อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เกิดความสุขได้
 
                        ระหว่างนั่งเฝ้าไข้ในห้องไอซียู มี 2-3 เรื่องที่คิดขึ้นมา เรื่องแรก ก็เรื่องความรักในงานนั่นแหละ ยิ่งเห็นทั้งหมอ ทั้งพยาบาล ทั้งผู้ช่วยพยาบาล ทุ่มเททำงานหนัก ก็ยิ่งทำให้นึกรู้ว่า ไม่ว่าจะงานอะไรก็หนักทั้งนั้น ที่เรามองว่า เราหนักแล้ว เราเหนื่อยแล้ว บางทีคนอื่นอาจจะหนักกว่าเรา ดังนั้น ความรักในงานจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ลดทอนความเหน็ดเหนื่อย เพราะอย่างน้อยก็สุขใจที่ได้ทำ เรื่องที่สอง เมื่อมองรอบตัว พบเห็นผู้ป่วยที่อาการหนักหนา เห็นญาติผู้ป่วยที่บ้างมีหวัง บ้างหมดหวัง ทำให้คิดได้ว่า คนที่ทุกข์กว่าเรายังมีอีกมาก คนที่หนักกว่าเรายังมีอีกเยอะ
 
                        เรื่องสุดท้ายที่ผ่านเข้ามาให้คิด หนีไม่พ้นเรื่อง “เงิน” ที่ต้องจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาล โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่มีประกันชีวิต ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม แม้ว่าหลายคนจะเตรียมพร้อมไว้บ้างแล้ว แต่พอถึงเวลาจ่ายจริงๆ และทั้งๆ ที่รู้ว่า จำเป็นต้องจ่าย แต่ก็คงอดโหวงๆ ไม่ได้เหมือนกัน เมื่อเงินที่เก็บออมไว้ต้องร่อยหรอลง ถ้าจะมองในมุมบวก ก็ต้องคิดว่า “คุ้ม” ที่เงินจำนวนนี้ถูกใช้อย่าง “รู้ค่า” ดีกว่าเสียไปกับเรื่องอื่นๆ
 
                        หลังจากพ้นห้องไอซียู ก็แวะเวียนไปฟังสัมมนาที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นงานเสวนาที่จัดขึ้นโดยสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน หัวข้อที่ตั้งใจไปฟัง คือ “คลินิกแบ่งปันความรู้สู่วิชาชีพธุรกิจในตลาดเงินและตลาดทุน”
จริงๆ หัวข้อนี้ทางสมาคมจัดขึ้นมาเพื่อให้นิสิตนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ที่สนใจจะเข้าสู่วงการการลงทุนได้ฟังประสบการณ์จาก “รุ่นพี่” ในวงการ โดยรุ่นพี่ในวันนั้น ประกอบด้วย คุณกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คุณนฤมล บุญสนอง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) คุณพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต คุณสิริณัฏฐา เตชะศิริวรรณ อดีตนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ชั้นนำ ที่ปัจจุบันผันตัวเองไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย และคุณรัชกฤษณ์พงศ์ เอกรังสรรค์ กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน
 
                        ตลอดเวลาชั่วโมงกว่าของการเสวนาในวันนั้น มีหลายเรื่องน่าสนใจ เพราะระหว่างทางต่างคนต่างก็เล่าประสบการณ์ของตัวเองในตลาดหุ้นไทยที่สั่งสมมาเป็นระยะเวลายาวนาน แต่อาจจะพอสรุปได้ว่า การจะเข้าสู่วงการนี้นั้น จุดเริ่มต้นต้องมาจากความสนใจจริง
 
                        คุณกอบสิทธิ์ บอกเทคนิควัดความสนใจของตัวเองว่า ลองเปิดทีวีดูรายการเศรษฐกิจ หรือลองดูเปิดช่องซีเอ็นเอ็น ถ้าตื่นตาตื่นใจกับ “ข่าวสาร” เหล่านี้ ก็ถือว่าสอบผ่าน แต่ถ้าดูแค่ 5 นาที 10 นาทีแล้วอยากจะปิดทีวี หรือง่วงนอนเต็มที แบบนี้ไม่ต้องคิดต่อ ประเด็นนี้ได้รับการสนับสนุนจากอดีตนักวิเคราะห์ยอดเยี่ยมอย่างคุณสิริณัฏฐาที่บอกว่าตัวเธอนั้น ตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ติดตามข่าว และพอรู้ข่าวแล้ว ก็จะคิดต่อไม่หยุด
 
                        จนเมื่อเข้าสู่วงการแล้ว ทำงานแล้ว คุณพิชัย เสริมว่า สิ่งที่ต้องตามมา ก็คือ อิทธิบาท 4 นั่นแหละ ต้องมีความรักในงาน พากเพียร เอาใจใส่และหมั่นตรวจสอบ ซึ่งทั้งหมดนั้น เขาสรุปว่า เราต้อง “ให้เวลา” กับงาน เพราะความสำเร็จในงานจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากว่าเราไม่ทุ่มเทเวลาให้ ถึงตรงนี้คุณกอบสิทธิ์ ก็เสริมว่า ในการทำงานต้องมีความรัก ต้องมีพลัง และต้องมีเวลา ปิดท้ายคุณรัชกฤษณ์พงศ์ ที่เพิ่มเติมในเรื่องของ “จรรยาบรรณ” และ “จริยธรรม” เพราะงานเกี่ยวกับการลงทุน ซึ่งเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับเงินของตัวเองและเงินของคนอื่นนั้น ต้องใช้ความระมัดระวังไม่น้อย
 
                        ส่วน “ผลสำเร็จ” ของงานในฐานะนักวิเคราะห์การลงทุนนั้น ก็วัดกันที่ความถูกต้องของคำแนะนำ ซึ่งจะสะท้อนผ่านความมั่งคั่งของผู้ลงทุนที่ตัดสินใจบนพื้นฐานของการวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์
 
                        ถ้าจะสรุปสิ่งที่นักวิเคราะห์รุ่นพี่พูดถึง “หัวใจ” ของการเข้าสู่วงการ ก็อาจสรุปได้ว่า ต้องมีความสนใจ มีความรัก มีความใส่ใจ มีพลัง มีเวลา และใช้หลักความระมัดระวังในเรื่องของจริยธรรมหรือจรรยาบรรณ ถึงตรงนี้ ถ้าพลิกกลับนำมาใช้เป็น “หลักคิด” จากการบริหารเงินของคนอื่น กลับมาเป็นการบริหารเงินของตัวเอง จะพบว่า “หัวใจ” ของการเข้าสู่วงการดูแลเงินตัวเอง ก็ใช้หลักการเดียวกันได้
 
                        ไม่ว่าจะเป็นความใส่ใจ มีพลัง ให้เวลา และระมัดระวัง ไม่ปล่อยให้ความโลภเข้าครอบงำ ลองสำรวจตัวเองดูว่า เรามีอะไรแบบนี้หรือไม่ หรือจะลองเปิดทีวีดูรายการเศรษฐกิจเป็นการทดสอบตัวเองในเบื้องต้นว่า “เราจะเข้าวงการได้หรือไม่”
 
                        ปิดท้ายที่ส่วนหนึ่งของบทความที่ ดร.กฤษฎา เสกตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เขียนถึงความแตกต่างระหว่างงบการเงินของคนรวยกับคนจนไว้อย่างน่าสนใจ ว่าสิ่งที่คนรวยทำมาก่อนในอดีตก็คือ การไม่ก่อหนี้ แต่พยายามนำเงินออมบางส่วนไปลดหนี้ เพราะเมื่อหนี้สินลด ความมั่งคั่งจะเพิ่ม ขณะเดียวกันคนรวยจะ มุ่งสะสมสินทรัพย์ลงทุน เพื่อให้สินทรัพย์ลงทุนทำงานแทน สินทรัพย์ลงทุน คือ อะไรก็ได้ที่ในที่สุดมูลค่าจะสูงขึ้นตามกาลเวลา และบางอย่างก็ให้ผลตอบแทนระหว่างทางที่เราถืออยู่ด้วย เช่น หุ้น ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
 
                        ที่สำคัญก็คือ ผลตอบแทนเหล่านี้ จะไหลกลับไปเป็นรายได้เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากรายได้จากการทำงานเพียงอย่างเดียว ทำให้มีโอกาสได้เงินออมเพิ่ม และเงินออมก็ไหลกลับไปงบดุลเพื่อสะสมสินทรัพย์ลงทุนเพิ่มอีก พอร์ตสินทรัพย์ลงทุนก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
 
                        เมื่อเทียบกับงบการเงิน ก็อาจจะเปรียบได้ว่า งบการเงินของคนจนนั้น รับน้อย จ่ายมาก เงินออมน้อย สินทรัพย์ลงทุนน้อย หนี้สินมาก ความมั่งคั่งจึงน้อย ส่วนงบการเงินของคนรวยนั้น รับมาก รายได้มาจากหลายทาง จ่ายแบบเหมาะสม เงินออมมากขึ้นเรื่อยๆ สะสมสินทรัพย์ลงทุน หนี้น้อย ความมั่งคั่งจึงสูง
 
 
 
 
 
--------------------
 
(เงินทองต้องรู้ : เข้าวงการ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])