ข่าว

ข่วงพระเจ้าล้านนา...ความเชื่อ‘คลายกรรม’

ข่วงพระเจ้าล้านนา...ความเชื่อ‘คลายกรรม’

04 เม.ย. 2558

ข่วงพระเจ้าล้านนา...ความเชื่อ‘คลายกรรม’ : อายุทัย นนท์นิติรัตน์รายงาน

ข่วงพระเจ้าล้านนา...ความเชื่อ‘คลายกรรม’

               "พุทธมณฑลล้านนา" หรือ ข่วงพระเจ้าล้านนา ลงเสาเอกเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551 โดย "วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ" หรือโหร คมช. ศิษย์เอกหลวงปู่เฒ่าเกวาลันแห่งเทือกเขาหิมาลัย เป็นแกนนำศรัทธาพุทธศาสนิกชนจากทั่วโลกร่วมจิตเป็นพลัง โดยรังสรรค์พื้นที่ 30 ไร่ ของกองทัพบก บริเวณปากทางเข้าอ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่า อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เป็นอาคารสำคัญในทางพุทธศาสนาตามแบบอย่างศิลปะและสถาปัตยกรรมล้านนา

               โดย ผศ.จุไรพร ตุมพสุวรรณ และอาจารย์อำนวย อินทจักร์ แผนภูมิสถาปัตย์ เน้นการออกแบบให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยผสมผสานกลิ่นอายสมัยใหม่เข้าไปด้วยกัน อาคารต่างๆ ที่อยู่ในบริเวณพุทธมณฑลแห่งนี้ จึงเป็นแบบล้านนาประยุกต์ เสมือนให้ศาสนสถานที่รังสรรค์ขึ้นเป็นดั่งพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต

               โฟกัสของ "ข่วงพระเจ้าล้านนา" ถูกจับจ้องเป็นพิเศษทันที ด้วยเหตุการณ์วันที่ 5 เมษายน 2558 นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปร่วมงาน "ฮีตฮอย ป๋าเวณี 100 ปีเมืองเชียงใหม่" ตามคำเชิญ โหร คมช. ที่ข่วงพระเจ้าล้านนา หลังจากศาสนสถานแห่งนี้ ดูเหมือนกำลังจะถูกทอดทิ้ง

               โหรวารินทร์ กล่าวว่า ข่วงพระเจ้าล้านนานี้ เกิดขึ้นเพราะในช่วงปี 2550 ที่อยู่ในช่วงที่เหตุการณ์บ้านเมืองกำลังคลุกฝุ่น เกิดความวุ่นวายและมีเหตุการณ์นองเลือดเกิดขึ้น จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้บรรดาอาจารย์ได้ตรวจสอบดูดวงชะตาของบ้านเมือง พบว่าชะตาอยู่ในช่วงมีกรรม ทำให้บอกกล่าวตนให้หาพื้นที่เพื่อจัดสร้างพระพุทธรูปปางพิชิตมาร ในรูปแบบของพุทธมณฑล เป็นสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา เพื่อจะให้เป็นอานิสงส์ที่สามารถคลายกรรมในช่วงระยะเวลานั้นให้บรรเทาลงได้ ให้ประเทศชาติหยุดชะงักความขัดแย้งต่างๆ และยังจะสามารถสร้างความสุขและความสามัคคีกลมเกลียวกันในประเทศ ซึ่งจากการก่อสร้างดังกล่าวเชื่อว่า สามารถจะบรรเทาและคลี่คลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้จริง

               สำหรับการก่อสร้างเริ่มต้นวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551 เริ่มต้นด้วยการปั้นพระพุทธรูปหน้าตักกว้าง 99 นิ้ว ในปางพิชิตมาร ประดิษฐานในซุ้มประตูโค้งรูปแบบล้านนา ตามด้วยการสร้างศาลาบาตร ศาลาธรรม สระอโนดาต สังเวชนียสถาน อันประกอบด้วย ศาลาประสูติ ศาลาตรัสรู้ และศาลาปรินิพพาน โดยได้รับการสนับสนุนจากชาวพุทธทั่วโลก สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้กล่าวได้ว่าเป็นที่แห่งเดียวในประวัติศาสตร์ไทยที่ไม่ได้ใช้เงินทุนจากรัฐบาลในการก่อสร้างแม้แต่บาทเดียว หากแต่เงินลงทุน 300 ล้านบาท มาจากเงินส่วนตัวและรับบริจาค โดยเป้าหมายคือ ทำให้ข่วงพระเจ้าล้านนาเป็นสมบัติของชาติ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาแห่งหนึ่งสำหรับชาวพุทธทุกคนและมนุษยชาติ

               ข่วงพระเจ้าล้านนา เกิดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระชนมพรรษา 84 พรรษา

               7 เมษายน 2556 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ในฐานะเจ้าของพื้นที่ 30 ไร่ ได้มาเป็นประธานรับมอบข่วงพระเจ้าล้านนา และส่งมอบข่วงพระเจ้าล้านนาให้เป็นพุทธมณฑลแห่งแรกของกองทัพบก พรอมกับมอบหมายให้โหรวารินทร์เป็นประธานมูลนิธิข่วงพระเจ้าล้านนา ศาสนสถานประกอบกิจกรรม เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเป็นสถานที่จัดพิธีให้เป็นพลังบุญของแผ่นดิน

               "การเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นประธานพิธีในวันที่ 5 เมษายนนี้ เนื่องจากได้ปรึกษากับ พล.อ.ประยุทธ์ แล้ว ท่านเล็งความสำคัญของข่วงพระเจ้าล้านนา ประกอบกับตามนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวและอนุรักษ์วัฒนธรรม โดยครั้งนี้จะเปิดให้เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของภาคเหนือและเป็นแห่งแรกของประเทศไทย โดยข่วงพระเจ้าล้านนานี้ หากปล่อยไว้ไม่มีการดูแลรักษาก็จะมีสภาพทรุดโทรมไปตามกาลเวลาเสียเปล่า" โหรวารินทร์ กล่าว

               บนพื้นที่ 30 ไร่ของข่วงพระเจ้าล้านนา ประกอบด้วย 1.ข่วงประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ลานพิธีที่ใช้ในการประกอบศาสนกิจต่างๆ ทางพระพุทธศาสนาของพุทธศาสนิกชน อาทิ การเวียนเทียน การทำบุญเมือง การฟังพระธรรมเทศนา ในวันสำคัญต่างๆ 2.องค์พระเจ้าล้านนา พระพุทธรูปหล่อทองเหลืองปางพิชิตมาร ขนาดหน้าตัก 99 นิ้ว ประดิษฐานบนแท่นบูชาสูง 5 เมตร อยู่ภายในซุ้มโขงรูปแบบล้านนา หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านหลังมีต้นศรีมหาโพธิ์ขนาดใหญ่ ส่วนลานบูชาบริเวณด้านหน้าองค์พระเจ้าล้านนาล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว มีพระพุทธรูปประจำวันเกิดขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว พร้อมซุ้มโขงและจารึกชื่อผู้สร้างไว้ที่ฐานพระพุทธรูป จำนวน 409 องค์ นอกจากนี้ยังมีเทวดา 2 องค์ ตั้งอยู่ด้านหน้าขององค์พระประธานอันเปรียบเสมือนเทพผู้ช่วยดูแลปกป้องรักษาองค์พระเจ้าล้านนา

               3.พุทธมหาเจดีย์ข่วงพระเจ้าล้านนาและรอยพระพุทธบาท 4 รอยจำลอง มีขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 10 เมตร สูง 23.9 เมตร รูปแบบเจดีย์ทรงล้านนา ก่อสร้างด้วยอิฐถือปูนปิดทอง มีซุ้มปูนปั้นจตุรมุขสี่ด้าน ประดิษฐานพระประจำวันเกิด จำนวน 20 องค์ ยอดเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่ได้รับมาจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สมเด็จเกี่ยว) แห่งวัดสระเกศ ส่วนที่สำคัญอีกส่วนคือ ภายในพระมหาเจดีย์ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท 4 รอยจำลอง ที่จำลองมาจากวัดพระพุทธบาท อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

               4.ศาลาบาตร รูปแบบล้านนาประยุกต์ ก่อสร้างด้วยอิฐถือปูนปิดทอง ประดับด้วยกระจกสี ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประจำวันเกิดจำนวน 9 องค์ หน้าตักเท่าคนจริง พร้อมซุ้มโขงและแท่นแก้วตกแต่งรูปแบบล้านนา 5.ศาลาธรรมและสระอโนดาต เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบล้านนาประยุกต์ ภายในประดิษฐานองค์พระเจ้าทันใจ ขนาด 59 นิ้ว พร้อมซุ้มโขงและแท่นแก้ว ซึ่งทำพิธีเททองหล่อสำเร็จภายใน 7 วันเท่านั้น ด้านนอกมีสระน้ำขนาดใหญ่เรียกว่า สระอโนดาต ตกแต่งทางเข้าด้วยพญานาคคู่นำทางไปสู่ศาลาธรรม ส่วนบริเวณสระอโนดาตประดิษฐานพระพุทธรูปปางรำพึง สูง 169 เซนติเมตร ลอยอยู่เหนือน้ำตกขนาดใหญ่ที่เสริมให้ทัศนียภาพสวยงาม

               6.สังเวชนียสถาน สถานที่รำลึกและให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติพระพุทธเจ้า ในการแสดงสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน โดยจากบริเวณด้านหน้าลานซุ้มโขง จะมีจุดนำสายตาด้วยเสา 8 ต้น ตามความหมายของพระธรรมคือ มรรคมีองค์ 8 และ 7.ข่วงผญาปัญญาปูจาพระเจ้าล้านนา สถานที่ให้ความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิต ภูมิปัญญาล้านนาโบราณที่กำลังจะสูญหายไป สถาปัตยกรรมนี้เป็นกลุ่มเรือนไม้รูปทรงล้านนา ประกอบด้วย เฮือนหลวง หอนาย เฮือนผญาปัญญา ห้องนิทรรศการ หลองข้าว และข่วงผญาปัญญาสำหรับจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา และผู้ที่สนใจทั่วไปได้เข้ามาศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาล้านนา