ข่าว

ประยุทธ์...ก้าวเดินที่ปลอดโปร่งเหนือถิ่นแดง

ประยุทธ์...ก้าวเดินที่ปลอดโปร่งเหนือถิ่นแดง

04 เม.ย. 2558

ประยุทธ์...ก้าวเดินที่ปลอดโปร่งเหนือถิ่นแดง : อายุทัย นนท์นิติรัตน์ / นิศานาถ กังวาลวงศ์รายงาน

               การย่างกรายของ "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ณ ชุมชนบ้านแม่ทา ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ และร่วมงาน "ฮีตฮอย ป๋าเวณี 100 ปีเมืองเชียงใหม่" ตามคำเชิญของ วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหรชื่อดังแห่งเมืองล้านนา จ.เชียงใหม่ หรือเจ้าของฉายา "โหร คมช." ในฐานะประธานมูลนิธิข่วงพระเจ้าล้านนา ในวันที่ 5 เมษายน 2558

               ถือเป็นครั้งที่สองที่มาเหยียบเมืองหลวงของคนเสื้อแดง นับตั้งแต่ทำรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 หลังจากเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 ได้มาร่วมประชุมโครงการหลวงที่ดอยอ่างขาง

               อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ "บิ๊กตู่" มั่นใจกับการลงพื้นที่อันสุ่มเสี่ยงถูกมวลชนต่อต้าน ซึ่งต้องยอมว่า ที่ผ่านมาบรรดาแกนนำแดง ระดับฮาร์ดคอร์ ถูกเรียกเข้าไปปรับทัศนคติและบล็อกการเคลื่อนไหว จนหลายรายยอมโลว์โปรไฟล์ แม้กระทั่งบรรดานักวิชาการบางกลุ่มที่เคยเล่นบทศรีธนญชัย จัดเสวนาซ่อนเร้นด้วยวาทกรรม การปลุกปั่น การยั่วยุ ก็ต้องถูกขอให้ยุติ หรือล้มเวทีไป

               โดยเฉพาะการสั่งปิดสถานีวิทยุชุมชนรักเชียงใหม่ 51 เอฟเอ็ม 92.5 เมกะเฮิรตซ์ กระบอกเสียงชวนเชื่อของกลุ่มคนเสื้อแดง ทำให้ทุกวันนี้โรงแรมวโรรส แกรนด์ พาเลซ ของนายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล ประธานที่ปรึกษากลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ฐานบัญชาการหลัก ไม่คึกคักเหมือนเก่าก่อน ขณะที่แกนนำต่างแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง และเก็บตัวเงียบ

               ด้วยหลากปัจจัยเหล่านี้ บวกกับยุค "ทหารปกครองเมือง" ทางฝ่ายความมั่นคงเชื่อมั่นว่า "เอาอยู่" ฉะนั้นการปรากฏกายของ "บิ๊กตู่" ในแผ่นดินแดง ย่อมเป็นไปตามทฤษฎี "เป็นนายกฯ ต้องไปได้ทุกที่"

               สอดคล้องกับ ชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการอิสระ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ที่บอกว่า การที่กลุ่มการเมืองใน จ.เชียงใหม่ ไม่มีการเคลื่อนไหวในช่วงหลังจากการทำรัฐประหารเมื่อปี 2557 ต้องยอมรับว่า ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ระหว่างกลุ่มเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยนั้น แยกกันไม่ออก กลุ่มแกนนำเสื้อแดงต่างถูกเรียกตัวเข้าไปปรับทัศนคติกันเกือบทุนคน การรวมตัวเพื่อแสดงออกทางการเมืองไม่สามารถทำได้ ทำให้กลุ่มการเมืองที่มีอยู่ในพื้นที่ต่างรอเวลาให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยเชื่อว่า หากมีการขับเคลื่อนทางการเมืองจะทำให้สถานการณ์ยืดเยื้อออกไป

               การที่กลุ่มการเมืองเฝ้ารอเวลาเพื่อจะมีการเลือกตั้งใหม่ เพราะมีความมั่นใจว่า จะสามารถกลับเข้าสู่อำนาจได้ดังเดิม เนื่องจากเสียงของประชาชนที่มีความศรัทธาในตัวพรรคมีอยู่อีกเป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดมีข้อกำหนดป้องกันการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองผ่านการเลือกตั้ง และเปิดช่องให้มีนายกฯ คนนอกเข้ามาได้ ประกอบกับประชาชนเริ่มรับรู้ข้อมูลการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดเดิมเพิ่มมากขึ้น การจะกลับเข้ามาบริหารอีกครั้งจึงเป็นเรื่องยากพอสมควร

               ขณะที่ โหร คมช. ทำนายดวงเมืองของประเทศไทยว่า คงจะไม่เป็นไปตามโรดแม็พของรัฐบาล การเลือกตั้งในปี 2559 จะต้องเลื่อนออกไป เนื่องจากปัญหาบ้านเมืองยังไม่มีคลี่คลาย ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูรักษาบ้านเมืองที่เสมือนล่มสลายมาแล้วอย่างน้อยประมาณ 2-3 ปี เปรียบเสมือนผู้ป่วยหนักที่ต้องใช้ระยะเวลาการรักษาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ไม่สามารถหายได้เพียงในระยะเวลาสั้นๆ

               สำหรับการตรวจดูดวงชะตาของ พล.อ.ประยุทธ์ พบว่า ดวง "หน้าที่" ยังคงตกอยู่ ทั้งที่เรื่องหน้าที่จะมาเหนือสื่งอื่นใดทั้งปวง ไม่มีใครสามารถเข้ามากีดกั้น หรือยุติให้จบลงก่อนได้ นอกเสียจากภาระหน้าที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จะหมดลง ดวงชะตา "หน้าที่" ก็จะหมดลงไปเองเท่านั้น

               "ดวงชะตานี้จะต้องทำงานเพื่อดูแลและแก้ไขปัญหาของประเทศชาติที่บอบช้ำมานานที่ยังไม่สิ้นสุดตามโรดแม็พ ยังคงมีภาระหน้าที่ที่ต้องอยู่ดูแลรักษาบ้านเมืองต่อไปอย่างน้อย 2-3 ปี จนกว่าปัญหาบ้านเมืองจะคลี่คลายและกลับเข้าสู่ภาวะปกติเท่านั้น ทั้งนี้ เนื่องจากดวงชะตาของ พล.อ.ประยุทธ์ถูกกำหนดให้เข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าว แม้ตนเองจะไม่พึงประสงค์ที่จะทำหน้าที่นี้ก็ตาม" โหรวารินทร์ กล่าว

               ในส่วนของดวงชะตาบ้านเมือง จากการตรวจดูศาสตร์บุญและกรรมของบ้านเมืองยืนยันว่าจะไม่มีเหตุการณ์นองเลือด หรือความวุ่นวายเกิดขึ้นในปี 2558-2559 ซึ่งบ้านเมืองจะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลา แต่ในส่วนของความคิดที่แตกแยกยังคงมีอยู่อย่างแน่นอน เนื่องจากบรรดากลุ่มผู้ที่เคยได้รับผลประโยชน์ที่ผ่านมา ปัจจุบันได้สูญเสียผลประโยชน์ไป ทำให้เกิดความคิดยุแยงให้แตกแยก อย่างไรก็ตาม ผลของการกระทำก็จะเป็นบทสรุปที่ว่า "ธรรมะ" ย่อมชนะ "อธรรม" เสมอ