
ชง'บิ๊กตู่'ฟัน100ขรก.ทุจริต
03 เม.ย. 2558
'ประยุทธ์' ย้ำ ใช้อำนาจอย่างระวัง 'ไพบูลย์' ชงนายกฯ ฟัน 100 ขรก.ทุจริต แนะ 'ดีเอสไอ' ล้างภาพเก่าด้วยผลงาน ใครไม่ทำงานจะสั่งย้าย
3 เม.ย. 58 เมื่อเวลา 07.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานงานสถาปนา โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ครบ 106 ปี และพิธีเปิดอาคารโรงเรียนเสนาธิการทหารบก (แห่งใหม่) ณ อาคารโรงเรียนเสนาธิการทหารบก (แห่งใหม่) กองคลังยุทโธปกณ์สรรพวุธ ถนนพระรามที่ 5 เขตดุสิต กรุงเทพฯ จากนั้น นายกรัฐมนตรี วางพานพุ่มและเปิดกรวยดอกไม้ จุดธูปเทียนเพื่อรำลึกพระเกียรติคุณของจอมพลสมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถกลมหลวงพิษณุโลก ผู้ก่อตั้งโรงเรียน
พล.อ.ประยุทธ์ ทำพิธีเปิดอาคารโรงเรียน และมอบประกาศเกียรติคุณศิษย์เก่าดีเด่น จำนวน 8 ราย ดังนี้ 1. พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 2. พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน 3. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4. พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 5. พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม 6. พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม 7. พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผู้บัญชาการสูงสุด (ผบ.สส.) 8. พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา วันนี้ต้องเดินหน้าปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ รวมทั้งเรื่องอื่นๆ เพราะปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อน มีปัญหาเล็กน้อยซ้อนอยู่หลายชั้นยากต่อการแก้ปัญหา ซึ่งการศึกษาของทหารนั้นเราเน้นความเป็นระเบียบวินัย ทำให้สามารถคิดได้อย่างลึกซึ้ง และรู้จักใช้ข้อมูลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการตัดสินใจ ในการใช้อำนาจการบังคับบัญชานั้น จำเป็นต้องมีข้อมูลที่ครบถ้วน และผ่านหลายขั้นตอนซึ่งผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ในการตัดสินใจ ระหว่างนั้นจะมีการประสานงานและบูรณาการ
"วันนี้ สิ่งที่ผมได้จำมาใช้เป็นแนวคิดทางการทหารทั้งสิ้น ที่เป็นพื้นฐานให้ผมนำมาใช้ในการทำงาน แต่สิ่งที่เรามีปัญหามากที่สุด ในการบริหารราชการแผ่นดิน คือ การประสานงานและบูรณาการ การทำงานร่วมกัน ต่างคนยังต่างทำงานตามภารกิจกกระทรวงกันอยู่เหมือนเดิมพันธกิจและภารกิจ งบประมาณก็ยังแยกกันอยู่เหมือนเดิมจึงไม่มีอะไรสำเร็จได้ เพราะต่างคนต่างทำออกมาเป็นคนละชิ้น"
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลเข้ามาทำงานแล้ว 6 เดือน ซึ่งระยะแรก 4 - 5 เดือนแรก ทำอะไรไม่ได้มากนัก 6 เดือนเข้ามาวางพื้นฐานแก้ไขปัญหาที่มีความทับซ้อน ต้องใช้เวลาการเดินหน้าตามโรดแม็พที่มีอยู่ วันนี้กระบวนการคิดของแต่ละคนมีหลากหลายไม่เหมือนกัน แต่ควรต้องมีหลักการและเหตุผล ต้องมีความรู้มีการศึกษาเพิ่มเติม ถ้าข้อมูลไม่ครบความคิดทุกคนจะไปคนละทิศคนละทางไม่มีจุดมุ่งหมายร่วม ต่างก็คิดที่จะทำงานเฉพาะของตัวเอง ดังนั้นวันนี้ต้องคิดใหม่ เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ต้องคิดว่าประเทศต้องการและยังขาดอะไร ซึ่งหลายคนที่ไม่ใช่ทหารอาจไม่เข้าใจและเกรงกลัวต่ออำนาจ ซึ่งอำนาจของทหาร คือ อำนาจในการปกครองและบังคับบัญชา และอำนาจในการทำศึกสงครามและการสู้รบ รวมทั้งการช่วยเหลือประชาชนทั้งในยามปกติและยามสงคราม ซึ่งหทารยึดถือว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ยืนยันว่า การมีอำนาจของทหารเป็นอำนาจแห่งการปกครองของผู้บังคับบัญชาในการปกครองบุคลากร 3 - 4 แสนคนที่ถืออาวุธอยู่ทั้งสิ้น จึงไม่ต้องกลัวว่าผู้บังคับบัญชาหรือใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ไม่สามารถทำอะไรนอกกรอบได้มากมาย ดังนั้นจึงต้องมีการหารือร่วมกันและหาข้อยุติได้ก่อนที่จะมีการสั่งการ
"สังคมเป็นห่วงว่า อำนาจต่างๆ ที่ผ่านมา จะทำให้หลงระเริงในอำนาจ แต่ผมคิดว่า ยิ่งมีอำนาจมากยิ่งต้องระวัง ดังนั้น ใครที่ให้ความสำคัญกับอำนาจมากนักส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับเป็นผลประโยชน์ และเกี่ยวข้องกับการกระทำกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เราถึงต้องระวังเรื่องของอำนาจ จึงอยากให้ทุกคนเข้าใจ ใครที่สนใจแต่มาตราโน้นมาตรานี้ ทำไมไม่สนใจว่าทำอย่างไรที่จะให้คนในชาติสามัคคีกันได้อย่างไร มองว่าประเทศมีปัญหาอยู่ตรงไหน ปัญหาของเราวันนี้คือคนในประเทศมองปัญหาไม่เหมือนกัน ถ้ามายืนอยู่ในจุดที่มือแต่ละกระทรวงอยู่จะรู้ว่ามันเป็นอย่างไร นี่คือเหตุผลและความจำเป็นในการต้องมีอำนาจ ใช้ในการทำสิ่งที่ดี ถูกต้องกว่าเดิม ดีกว่าเดิม ไม่ได้บอกว่าต้องดีที่สุด แต่ต้องดีกว่าเดิม จะอาศัยผู้นำ หรือรัฐมนตรีคนเดียวทำไม่ได้ ทุกคนในชาติต้องช่วยกันเพื่อให้ประเทศเดินหน้า"
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต่างประเทศได้ข้อมูลจากเราทั้งสิ้นทุกเรื่อง จากสื่อเป็นส่วนใหญ่เกิดความเข้าใจผิดจำนวนมาก ถึงขนาดว่าจะใช้อำนาจในการประหารชีวิตสื่อ มันอะไรกันนักหนา สื่อมีหน้าที่สองอย่าง ซึ่งไม่ต้องการไปอะไรมาก เหมือนกับกลุ่มสิทธิมนุษยชนเองก็ต้องทำหน้าที่สองอย่าง คือ หน้าที่พันธกรณีที่ทำไว้กับต่างชาติ ไม่ได้ไปคัดค้าน หน้าที่คือเพื่อชาติของท่าน การทำงานของสื่อรัฐบาลและไม่ได้ขอให้ปกปิดสามารถตรวจสอบได้ทุกอย่าง แต่ต้องให้ความเป็นธรรมก่อนเพราะถ้านำเสนอไปแล้วก็จะผิดไปเลย ทุกอย่างต้องมีเหตุและผลในการตัดสินใจใคร่ครวญ เพราะการกล่าวหาใดๆ จะต้องมีหลักฐาน อย่าพูดปากเปล่า วันนี้ประเทศชาติเสียหาย เพราะทำงานด้วยปาก มีการเขียนแผนแต่ไม่ลงมือทำจริงหรือทำไม่ถึงครึ่ง รัฐบาลจึงต้องเข้ามาจัดระเบียบวินัย จัดระเบียบบ้านเมือง บางคนทนไม่ได้บอกไม่เป็นประชาธิปไตย
"ผมถามว่า ใช่หรือไม่ ว่างๆ ต้องถามมิตรประเทศด้วยว่าเขามีสถานการณ์แบบเราหรือไม่ ทั้งการใช้อาวุธสงครามและการใช้ระเบิดเราต้องอธิบายให้เข้าใจ และจากวันนี้ผมจะไม่เกรงใจตราบใดที่ยังมีการพูดให้กองทัพและประเทศเสียหาย เพราะผมมายืนตรงนี้ผมต้องรับผิดชอบทุกอย่างอยู่แล้ว แต่ทุกคนต้องร่วมมือกับผมในการสร้างความเข้าใจ ทุกคนในชาติถ้าเป็นคนไทยต้องช่วยกันเพื่อประเทศไม่ต้องมาช่วยผม การเป็นประชาธิปไตยที่ถูกต้อง คือประชาธิปไตยที่ไม่ละเมิดคนอื่นและไม่ทำให้คนอื่นลำบาก เสียชีวิต รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลคนไทยทั้งหมดจะเป็นสีไหน พรรคไหน ผมไม่สนใจ แต่จะดูแลคนทั้ง 60 - 70 ล้านคนให้ได้โดยเร็ว เพราะเวลาของเรามีจำกัด เข้ามาเพื่อทำแผนไว้ให้อะไรทำได้ก็ต้องทำ ก็ต้องช่วยกันสวดมนต์ไหว้พระให้รัฐบาลใหม่ทำให้ได้ ซึ่งขณะนี้ได้แก้ไขปัญหาทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวง สิ่งที่แก้ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย เพราะทุกคนต้องทำตามรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ถ้าทำตามความต้องการของตัวเองจะมีปัญหาตลอด มีคดีรกศาลไม่ว่าจะมีศาลเพิ่มอีกกี่ศาลหรือกฎหมายอีกกี่ฉบับ ดังนั้นการมีกฎหมาย มีรัฐธรรมนูญ 300 กว่าฉบับก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น เพราะทุกคนเอารัฐธรรมนูญมาต่อสู้กันเอากฎหมายมาต่อสู้มาตีความกัน ยิ่งทำก็ยิ่งวุ่น บางประเทศไม่มีรัฐธรรมนูญ เพราะมีแล้ววุ่นวาย แต่ทำตามจารีตประเพณี เพราะคนเขามีคุณภาพ มีตรรกะในการคิด มีเหตุผล และรับฟังคนอื่น ไม่ใช่ตั้งเข็มทิศอย่างเดียว"
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขอให้เข้าใจว่าหลักสูตรทางทำให้เรามองได้ลึกซึ้ง วันนี้มีความรู้จากโรงเรียนทหารมาทั้งสิ้นนำมาบริหารก็มั่นใจว่าเพียงพอที่จะนำพาขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยาได้ผลสัมฤทธิ์ ซึ่งมีทั้งคนพอใจและไม่พอใจ แต่เชื่อว่าจะดีขึ้นกว่าเดิม วันนี้รัฐบาลต้องแก้ใน 3 เรื่อง คือ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน การขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และการปฏิรูปประเทศที่ต้องใช้เวลาอาจเป็น 10 ปี เพราะปัญหาหมักหมมมานาน ประชาธิปไตยไทยเป็นอย่างนี้มาโดยตลอด ถึงจะใช้เวลา เท่าไหร่ก็ต้องทำ ขณะเดียวกันประชาชนจะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ แต่ต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่มชนและถ้ารัฐบาลประชาธิปไตยที่ไม่มีธรรมาภิบาลก็จะพยายามดึงเอากลุ่มชนเหล่านี้มาเป็นพวกตัวเองเหมือนที่ผ่านมา
"วันนี้รัฐบาลแก้ปัญหาทุกอย่าง แต่ทุกคนก็สนใจแต่การเมือง จะเลือกตั้งอย่างไร ต่อให้อีก 10 ชาติ ถ้ายังเลือกเหมือนเดิม คนแบบเดิมมา มันก็เป็นแบบนี้ วันข้างหน้าก็จัดการกันเองแล้วกันผมก็ไปแล้ว ขณะนี้เราไม่มีปัญหากับประเทศอื่น เว้นแต่มีปัญหากันเอง ทุกประเทศยังมาพบทุกวัน ไม่ว่าจะยังมีกฎอัยการศึก หรือการประกาศใช้มาตรา 44 ก็ตาม แต่เวลาที่เขาแสดงความเห็นเขาไม่ได้พูดที่นี่ ที่สำคัญมีการล็อบบี้การเคลื่อนไหว ต่อต้านรัฐบาลโดยใช้คำว่าประชาธิปไตยมาบีบ มีการใช้คำว่าบังคับขู่เข็นใช้กฎอัยการศึก อย่างวันนี้อ่านข่าวพาดหัวของสำนักข่าว CNN ที่ระบุว่า ใช้อำนาจเต็มตามมาตรา 44 จะสั่งประหารนักข่าว ซึ่งอยากให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร และก็จะให้สัมภาษณ์น้อยที่สุด ถ้ายังไม่มีการปรับปรุงตัว แล้วก็มาบอกให้ใจเย็นๆ เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง หากคนเหล่านั้นยังมาปรามาส ก็จะพูดให้หมดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทุกคนต่างมีแผลเหมือนกัน
ที่ผ่านมาผมได้บอกกับต่างประเทศเสมอว่า ขอเวลาให้คนไทย จะทำให้ทุกองค์กร ทุกหน่วยงาน แต่พอเริ่มทำก็มีปัญหา เพราะเขาไม่รู้ เห็นเพียงว่าบ้านเมืองเราสวยงาม แต่ไม่รู้ว่าบ้านเราเป็นโพรง ตอนนี้เรากำลังเติมอิฐเติมทรายแต่ก็มีคนเอาน้ำมาราดตอนที่ยังไม่แห้ง คนพวกนี้ไม่ควรอยู่ในแผ่นดินอีกต่อไป ผมเองบังคับไม่ได้ว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบผมผมทนไม่ได้ที่จะให้ทำลายประเทศต่อไป วันนี้ผมพูดไม่เกรงใจใคร ในเมื่อไม่เกรงใจผมผมก็ไม่เกรงใจ เพราะผมทำให้ประเทศผม ดังนั้นคนที่ต่อต้านลองลงไปดูมีเบื้องหลังทั้งนั้น ผมไม่เคยละเมิดใคร และตั้งแต่ประกาศใช้กฎอัยการศึกหรือมาตรา 44 ก็ไม่มีคนตายสักคนจะมีก็แต่คนที่ใช้อาวุธมาต่อสู้เจ้าหน้าที่ ส่วนสื่อก็ไม่ได้ปิด ไม่เคยปิดสักเล่มหนึ่ง ต่อไปนี้ขอให้เขียนให้ดี ถ้าเขียนไม่ดีก็จำเป็นต้องเรียกมาพูดคุย เพราะผมไม่เคยกลัวใครอยู่ ถ้ากลัวคงไม่กล้าก็ยืนอยู่ตรงนี้ไม่ได้ ถ้าคิดว่าผมไม่ดีก็บอกผม ผมไปให้อยู่แล้ว ที่พูดนี่มีใครสงสัยอะไรไหม พอพูดไปแล้วก็มีอารมณ์นิดหน่อยเพราะวิจารณ์ผมเยอะมาก มาถามเรื่องเศรษฐกิจผมคนเดียวจะรู้ทุกเรื่องไม่ได้ ผมนี่รู้มากกว่าคนเศรษฐกิจอีก อะไรที่เป็นนโยบาย เป็นหลักการก็กำลังทำอยู่ วันนี้คนที่ทำเศรษฐกิจเขาไม่ได้ปกป้องอะไร ถามว่าวันนี้อะไรแพงขึ้นในรัฐบาลทหารถ้าบอกมะนาวแพง เดี๋ยวไปรับที่บ้านผม ถ้าอยากกินมะนาวเยอะๆ วันละสัก 20 ลูกหรือจะเอาไปปลูกก็ใส่กระถางไป นี่เรียกว่าพูดเปรียบเทียบให้ฟังว่าทุกคนต้องช่วยตัวเองได้ ไม่ใช่ตื่นมาก็เป็นพญาธิปากขอ ผมสอนลูกน้องผมแบบนั้น ผมดูแลทั้งเสียงส่วนใหญ่และส่วนน้อย ที่เขาเรียกว่าประชาธิปไตย ให้ได้รับความพึงพอใจแต่จะเอาประชาธิปไตยมาแบ่งพวกกันไม่ได้ เพราะเมื่อแบ่งแล้วต้องแก้ปัญหาให้ได้ การต่อต้านเป็นเรื่องธรรมดาในประชาธิปไตย แต่เมื่อต่อต้านแล้วรัฐบาลต้องแก้ให้ได้ แต่จะมาชุมนุมยืดเยื้อ 6 - 10 เดือน และขอประกาศไว้เลยจะเกิดในสมัยผมไม่ได้"
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อย่ามาทำให้ประเทศเดือดร้อน อย่ามาใช้คำว่าประชาธิปไตยตอนนี้ เพราะผมให้อยู่แล้ว มันเดือดร้อนอะไรตรงไหน มาเดือดร้อนกับคำว่าประชาธิปไตยอีกหรือ และประชาธิปไตยเดิมๆ วันหน้าท่านก็ไปอยู่กับเขาอีก เพราะฉะนั้นวันหน้าสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือการเลือกตั้ง มีรัฐธรรมนูญ ผมก็ทำตามโรดแม็พไม่เคยเลื่อน ก็ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าเมื่อไรที่มีรัฐธรรมนูญประมาณเดือนกันยายน ถ้ามันออกได้ แต่ตอนนี้ก็แทบฆ่ากันตายอยู่แล้ว ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้นต้องเน้นเรื่องการปฏิรูปและธรรมาภิบาล ไม่ใช่ใช้แต่จินตนาการเท่านั้น แบบนั้นไม่ได้ อะไรที่เคยเป็นปัญหาในอดีตต้องแก้ได้ อะไรดีๆ ในรัฐธรรมนูญปี 2540 - 2550 เอามาใส่ถ้าแก้ปัญหาได้ และต้องแก้ไขได้ อะไรที่จะอยู่จนตายมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะที่ผ่านมาเขียนมาไม่เคยได้ใช้เพราะบังคับตัวเองกันไม่ได้ เสียดายโอกาส เวลาการเป็นศูนย์กลางอาเซียนแต่ไม่เคยทำได้ ผมจะทำให้ได้ไม่ได้ลอกใครแต่ปัญหาคือทำจริงหรือเปล่า ไม่ใช่แค่ทำรายงาน 3 - 4 แผ่นว่าทำไปและจบ อะไรที่ต้องตรวจสอบผมสั่งให้ตรวจทั้งหมด ผิดคือผิด อย่าบอกว่าไม่รู้ไม่ทราบ ทำผิดกฎหมายก็ต้องผิด เงินที่มันผิดกฎหมายก็คือผิดกฎหมาย จะมาบอกว่าคืนแล้วจบไปมันไม่ใช่ ไม่ถูกต้อง หากใครเดือดร้อนก็ส่งเรื่องมาทำเนียบฯ ได้ผมรับหมด ส่วนข้าราชการผมสั่งการไปบางครั้งก็สับสน บางคนชอบก็ดีไปตั้งใจทำงาน ส่วนใครที่ไม่ชอบบอกเป็นรัฐบาลทหารไม่รู้เรื่องอะไร แต่พอไล่เรียงรายละเอียดไปๆ มาๆ ทหารรู้เรื่องกว่าคุณอีก รู้ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดผลไม่ใช่เอาแต่ในตำรา สุดท้ายนักเรียนโรงเรียนเสนาธิการทุกคน ขอช่วยให้ประเทศพัฒนา มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังกล่าวจบ นายกรัฐมนตรีร่วมถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึก และเยี่ยมชมอาคารเรียน ก่อนเดินทางกลับทำเนียบรัฐบาลโดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์พร้อมกล่าวกับผู้สื่อข่าวสั้นๆ ว่า "ไม่ได้โกรธหรอกนะ"
ชง 'บิ๊กตู่' ฟัน 100 ขรก.ทุจริต
เมื่อเวลา 14.15 น. พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ว่า ในวันนี้ที่ประชุมโดยหน่วยงานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ (คตร.) , สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) , สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) , สำนักงานคณะกรรมการและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) มีการเสนอรายชื่อข้าราชการ 100 กว่าราย ที่พัวพันการทุจริต นำกรณีและหลักฐานมาหารือกันเป็นที่เรียบร้อย มีการตรวจสอบหลักฐานกันชัดเจน พบว่า บางคน ป.ป.ช.ก็ชี้มูลไปแล้ว ป.ป.ท.ดำเนินการแล้วก็มี และสัปดาห์หน้า ศอตช.จะทำหนังสือไปที่เลขาธิการ ป.ป.ท. ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายเลขาฯ ของ ศอตช. เพื่อรวบรวมรายชื่อทั้งหมดส่งให้พลเอกประยุทธ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ทั้งนี้กรอบการทำงานมี 2 ระดับ คือ ระดับที่จะต้องพิจารณาโดยนายกรัฐมนตรี และระดับหัวหน้าส่วนราชการ เพื่อดำเนินการปรับย้ายออกจากจุดที่มีปัญหา เพราะเป็นเรื่องของวินัยและปกครองไม่ใช่เรื่องของอาญา แต่ในส่วนของคดีอาญาก็ว่ากันไป
พลเอกไพบูลย์ กล่าวอีกว่า จะมีการเรียกประชุม ศอตช.ทุกเดือน ดังนั้นก็จะมีแบบนี้ทุกปี ถ้ามีหลักฐานชัดเจนก็จะส่งรายชื่อทุกเดือน ถ้าเดือนไหนไม่มีหลักฐาน ไม่เรียบร้อยก็ไม่เป็นไร จะมีกี่ราย ศอตช.ก็จะดู
เมื่อถามว่า การประชุมในวันนี้ พิจารณากรณีทุจริตทั่วไป หรือเฉพาะกรณีรุกที่ป่าสงวนของโบนันซ่า รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ทุกกรณีทั้งหมด ทั้งประเทศ ทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องที่มีปัญหามานานแล้ว ส่วนตรวจสอบย้อนหลังไปกี่ปี ไม่ได้สอบถามเจ้าหน้าที่ เพราะไม่ได้มีการสรุปเนื้อหาละเอียด
เมื่อถามว่า กรณีของโบนันซ่า มีข้าราชการเกี่ยวข้องกี่ราย พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า อย่ากำหนดเลย เพราะพูดในภาพรวม แต่ท่านถามเฉพาะเหตุการณ์ ทั้งนี้โบนันซ่าอาจจะต้องสอบสวน ยังไม่เรียบร้อย เพราะคดีเพิ่งดำเนินการ แต่ในที่ประชุมก็มีการพูดถึง แต่เมื่อสอบถามแล้ว ยังอยู่ในขั้นของการตรวจสอบหลักฐาน แต่ก็พอรู้แล้วว่าใครอยู่ตรงไหน ณ เวลาตรงนั้น ตรงนี้ เห็นภาพแล้ว แต่ต้องรอให้ชัดเจน บอกแล้วว่าต้องชัดเจน
เมื่อถามว่า แสดงว่าข้าราชการ 100 กว่ารายที่ว่ายังไม่มีกรณีของโบนันซ่า ใช่หรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ยัง แต่เรารู้หมด แต่เดี๋ยวเกิดความไม่เป็นธรรม แต่เห็นโครงสร้างแล้ว เห็นเรื่องราวมันมีแนวทางอยู่แล้ว แต่ขอให้เราดำเนินการและให้เขาได้รับความเป็นธรรม เราต้องมีคุณธรรม ไปแกล้งเขาไม่ได้
"เรื่องโบนันซ่าเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่เขาทำ ผมต้องเรียกเขาถามมารายงานรายละเอียด รู้ว่าเขาไปปฏิบัติการบริเวณไหนบ้าง แต่ไม่รู้จุดด้วยซ้ำไป และต้องให้ความเป็นธรรมโบนันซ่าเพราะเรื่องมันยังไม่จบ ก็ต้องสอบถามทุกหน่วย ทั้งฝ่ายดูแลพื้นที่ เจ้าหน้าที่ ต้องใช้เวลา"
เมื่อถามว่า ใน 100 กว่ารายที่จะมีการเสนอชื่อให้นายกรัฐมนตรี หากเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม จะมีช่องทางอย่างไร พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ก็เสนอมา มีกระบวนการอยู่แล้ว ก็เอาหลักฐานมา แต่มั่นใจว่า ป.ป.ช. สตง. คตร. และ ป.ป.ท. 4 หน่วยงานหลักที่ดูแลเรื่องทุจริตให้บ้านเมืองไม่ทำอะไรที่เป็นการรังแกคน ซึ่งนายกรัฐมนตรีสั่งเสมอว่าอย่าไปรังแก ต้องมีคุณธรรมจริยธรรม
เมื่อถามว่า การปรับย้ายจะเป็นไปตามคำสั่งหัวหน้า คสช.หรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ก็แล้วแต่ เพราะบางคนอาจจะเป็นแค่คำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี ปลัดกระทรวง บางคำสั่งอาจจะต้องใช้ระดับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะอย่างที่บอกว่า การทำงานจะมี 2 ระดับให้ดำเนินการ แต่ทั้งหมดจะได้รับการตรวจสอบจากประธาน คตช. คือ นายกรัฐมนตรี ที่ต้องตรวจสอบและเห็นชอบ เราจึงจะส่งหนังสือไปยังหน่วยงาน และเมื่อเสนอชื่อให้นายกฯ แล้วท่านก็จะเรียกประชุม คตช. เชื่อว่าท่านจะตรวจสอบให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นท่านจะถูกหาว่าไม่มีคุณธรรม เพราะเราต้องให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการเขาด้วย ซึ่งย้ำกับ 4 หน่วยงานว่า ต้องรอบคอบ อย่าทำให้ท่านนายกฯ เสียความเป็นผู้นำเรื่องจริยธรรมและคุณธรรม
เมื่อถามว่า การจะปรับย้ายไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปรับขั้วการเมืองใช่หรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ไม่มี ยังไม่รู้เลย คิดว่าจำชื่อข้าราชการประเทศไทยได้ทั้งหมดหรือ ไม่มีใครจำได้
"ผมยืนยันว่า ไม่เกี่ยวข้องกับขั้ว ถ้ามีชื่อแล้วนายกฯ เห็นสอดคล้องแล้วก็ทำจริง ท่านก็จะเห็นได้เลยว่าเราไม่ได้ทำเรื่องพวกนี้ ท่านอย่าเอาเรื่องพวกการเมืองมาเกี่ยวข้อง ผมทำเรื่องทุจริต คือสิ่งที่เป็นวาระแห่งชาติ คือสิ่งที่ประชาชนต้องการให้จัดการ ผมทำเรื่องนี้ ท่านอย่าผูกเรื่อง เหมือนโบนันซ่าท่านก็พยายามผูกผมไปเรื่อย ท่านต้องแยกประเด็นไม่เช่นนั้นปัญหาบ้านเมืองมันแก้ไม่ได้ ผมเดินเรื่องทุจริตอย่างเดียว"
เมื่อถามว่า สังคมก็กังวลว่าเมื่อตรวจสอบทุจริตแล้วสุดท้ายไปเจอคนนามสกุลใหญ่ก็จะจัดการไม่ได้ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวยืนยันว่า ไม่มีหรอกครับ คุณต้องเอามาสิ ต้องมาบอกผมว่าใครอย่างไร คือสงสัยให้มาถามได้เลย นามสกุลนี้มาถามได้เลยแล้วเราก็จะบอก บางทีเราเข้าใจว่าทำไมไม่จัดการแล้วไหนล่ะหลักฐาน เหมือนเรื่องโบนันซ่า ผมก็บอกว่ายังไม่มี ต้องให้เวลาในการสอบสวน แต่โดยพฤตินัยมันน่าจะชัดเจน
เมื่อถามว่า โบนันซ่า ระบุว่า เขามี ภทบ.5 กับ น.ส.3 ก. พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า เอาน่า อย่าไปลงลึก เข้าใจ แต่ประชาชนต้องเข้าใจด้วย อย่าไปเร่งรัด แต่เรามีระบบนี้ขึ้นมาแล้วจะได้ตอบได้ว่าทำไม 3 - 4 ปี ถึงไม่ดำเนินการ
แนะ 'ดีเอสไอ' ล้างภาพเก่าด้วยผลงาน ใครไม่ทำงานจะสั่งย้าย
พล.อ.ไพบูลย์ ได้ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ว่า จะไม่ลงไปจี้ เพราะทุกหน่วยงานต่างทำหน้าที่อยู่แล้ว โดยจะประชุมสรุปความคืบหน้าสัปดาห์ละครั้ง เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รายงานผลการทำงาน การที่ไม่เข้าไปก้าวก่ายการทำงานของดีเอสไอ ก็เพราะดีเอสไอต้องทำหน้าที่ของตัวเอง และหากมีหน่วยงานใดไม่ทำตามหน้าที่ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็พร้อมที่จะย้ายคนของหน่วยงานนั้น ยืนยันว่า หากทุกฝ่ายทำตามหน้าที่ของตัวเอง งานจะสามารถเดินหน้าได้
"ถ้าเขาไม่ทำ มันก็จะกลับมาที่เขาเอง คนก็จะเห็นว่าทำไมถึงไม่ทำ มีการเลือกฝั่งเลือกฝ่ายหรือดึงเรื่องหรือไม่ อย่างกรณีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น เกิดปัญหามาหลายปีแล้ว แต่ไม่มีใครทำ และเมื่อรัฐบาลเข้ามาทำ ก็ทำให้เห็นภาพได้ชัด ผมถึงบอกข้าราชการว่า คุณปิดประชาชนไม่ได้หรอก ไม่มีใครสามารถปิดประชาชน ปิดสังคมได้ เพราะการกระทำจะฟ้องการได้รับความเชื่อถือจากสังคม" พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวและว่า ยืนยันว่าขณะนี้ไม่มีเรื่องเสื่อมเสียกับดีเอสไอ เพราะได้กำชับข้าราชการไม่ให้ทำเรื่องเสื่อมเสีย โดยทำงานให้ประชาชนเห็นภาพ เพราะสังคมเราไม่สามารถปิดการรับรู้ของประชาชนและสื่อมวลชนได้
เมื่อถามว่า ต้องล้างภาพความเป็นดีเอสไอในอดีตใช่หรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ตัวเองไม่ได้ล้าง เขาต้องล้างของเขาเอง ยืนยันแล้วว่า ตัวคุณต้องล้างตัวคุณ ต้องทำงานให้ชาวบ้านเขาเห็น



