ข่าว

สมเด็จเกี่ยวเห็นใจอภิสิทธิ์รับภาระหนักอึ้ง

สมเด็จเกี่ยวเห็นใจอภิสิทธิ์รับภาระหนักอึ้ง

13 ก.ค. 2552

"อภิสิทธิ์"เข้าเฝ้าถวายสักการะ "สมเด็จพระสังฆราช" และ "สมเด็จเกี่ยว" เนื่องในวันอาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา "สมเด็จเกี่ยว" รู้สึกเห็นใจที่ต้องรับภาระบ้านเมืองที่หนักมาก ให้โอวาทตั้งสติให้ดี ปัญญามี จะสามารถนำพาประเทศต่อไปได้ หากมีอะไรให้พระช่วยยินดีขอให้บอก

 เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 13 ก.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  ได้เดินทางเข้าเฝ้าถวายสักการะสมเด็จพระญานสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก เนื่องในวันอาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จากนั้นเวลา 16.45 น.  ได้เข้าเฝ้าถวายสักการะสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สมเด็จเกี่ยว) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรวิหาร ในฐานะประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชฯ และรับโอวาท

 ทั้งนี้ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ประทานโอวาทตอนหนึ่งว่า "ประเทศไทยโชคดีที่มีประชาชนเป็นชาวพุทธมากะ มีวันสำคัญทางพุทธศาสนา ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ รวมทั้งนายกรัฐมนตรีเห็นถึงความสำคัญ ถือเป็นการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม ซึ่งหลายๆ ประเทศไม่มีเช่นประเทศไทย

อาตมาเห็นว่าการที่ชาวพุทธยังคงประเพณีปฏิบัติเท่ากับเป็นการสร้างความดี และรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีเอาไว้ อาตมาเชื่อว่านายกรัฐมนตรีเข้าใจเรื่องนี้ดี และขอฝากให้ช่วยกันรักษาเอาไว้

 ภาระของบ้านเมืองในขณะนี้ถือว่าเยอะและหนักมาก แต่นายกฯก็อยู่มานาน เห็นมานาน ก็น่าจะทราบถึงปัญหาต่างๆ ดี อาตมาก็เห็นใจในการบริหารประเทศของนายกฯ เพราะถือเป็นภาระใหญ่ แต่เมื่อสติดี ปัญญามีก็จะสามารถทำพาประเทศต่อไปได้ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ทุกฝ่ายแม้แต่สงฆ์เองก็ต้องช่วยกัน หากมีอะไรที่จะให้ทางพระร่วมมือช่วยก็ขอให้บอกมาเพราะถือว่าเป็นงานของแผ่นดินโดยเฉพาะการรักษาและดำรงไว้ซึ่ง 3 สถาบันหลักของชาติ ดังนั้นผู้บริหารประเทศกำหนดนโยบายอย่างไร ทางมหาเถระสมาคมซึ่งเป็นองค์กรทางฝ่ายสงฆ์ก็พร้อมปฏิบัติ จะไม่มีทางขัดกับนโยบายเพื่อให้งานเดินไปควบคู่กัน เพราะความเป็นพุทธจักร และความเป็นอาณาจักรจะต้องทำงานไม่ขัดกัน

ที่ผ่านมาอาตมาได้บอกไปทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติให้ประสานกับผู้กำกับดูแลว่าหากต้องการให้ช่วยทำอะไรก็บอกมา โดยฝ่ายสงฆ์ได้ส่งเสริมการศึกษา โดยตั้งโรงเรียนใน 2 ลักษณะ คือ โรงเรียนการกุศลของวัด และโรงเรียนปริยัติธรรม ซึ่งมุ่งสอนเรื่องธรรมวินัย และเน้นวิชาสามัญเป็นหลัก โดยพระเณรรูปใดที่ไม่ประสงค์จะศึกษาต่อในทางธรรม ก็สามารถลาสิกขาบทแล้วไปเรียนต่อในทางฆราวาสได้ โดยโรงเรียนดังกล่าวได้เน้นคุณธรรมและจริยธรรม นอกจากนี้อาตมายังมีแนวคิดในการตั้งองค์กรพิเศษขึ้นมาชื่อว่า “ สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมและความมั่นคงแห่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ” ซึ่งมีภาคเอกชนให้ความร่วมมือ โดยจะเน้นเรื่องการสร้างความมั่นคงของ 3 สถาบันหลักของชาติ เพื่อสรรหาบุคลากรที่จะมาอบรมในเรื่องการป้องกันสถาบันหลักของชาติ" 

ด้านนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลพยายามกระตุ้นในเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรมให้แก่เด็กและเยาวชน และให้สำนึกถึงความเป็นชาติ คำนึงถึงความสงบเรียบร้อย ทำอย่างไรให้เกิดการใฝ่ดี และในช่วงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ปัจจุบันเยาวชนก็หันหน้าเข้าวัดมากขึ้น โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรมไปดำเนินโครงการ “ลานบุญลานวัด ” เพื่อให้เยาวชนและประชาชนเข้าวัดมากขึ้น รัฐบาลจะทำให้วัดกลายเป็นศูนย์กลางของประชาชนให้มากขึ้นด้วย นอกจากนี้ครม. ยังมีมติให้งดจำหน่ายสุราใน 4 วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายเป็นอย่างดี

"อภิสิทธิ์"เปิดตัวโครงการ"ช่อสะอาด"ส่งเสริมความดี
 
 ทั้งนี้เมื่อเวลา 15.00 น. นายอภิสิทธิ์ เป็นประธานเปิดตัวสัญลักษณ์ส่งเสริมคุณธรรมความดี "ช่อสะอาด" และรับมอบเข็มกลัด ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  ณ ห้องประชุม ชั้น 3 อาคาร 2 สำนักงาน ป.ป.ช. ถนนพิษณุโลก กทม.

  นายอภิสิทธิ์ กล่าวก่อนทำพิธีเปิดตัว “ช่อสะอาด” ว่า ปัญหาทุจริตเป็นปัญหาคู่กับมนุษย์ตั้งแต่มีสังคม เพราะสังคมมีทั้งคนดีและไม่ดี และมีคนที่จ้องแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบทุจริตคอรัปชั่น นับแต่ที่เรามีการพัฒนาระบบการเมืองการปกครองมาปัญหานี้มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยเฉพาะการเมืองกลายเป็นจำเลยของสังคมตลอด และต้องยอมรับว่าถ้าการเมืองใสสะอาด สภาพของการเมืองและบ้านเมืองในปัจจุบคงไม่ต้องมาอยู่ในภาวะของวิกฤตของความขัดแย้งในหลายเรื่อง แต่เรื่องทุจริตเรามักลืมมองไปว่าผลกระทบที่แท้จริงไม่ได้เกิดกับผู้มีอำนาจ แต่เกิดความสูญเสียโอกาสกับประชาชน สังคม และประเทศชาติ ถ้าไม่มีการทุจริตเราจะมีโรงเรียนมีแหล่งน้ำ มีถนนหนทางมากกว่านี้หรือไม่พังชำรุดในระยะเวลาอันสั้น หรือคุณภาพมาตรฐานบริการสาธารณะคงจะดีกว่านี้

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ปัญหาทุจริตเป็นอุปสรรคปั่นทอนโอกาสทางเศรษฐกิจของเราไม่นานมานี้ตนเดินทางไปต่างประเทศประเทศหนึ่งได้ร่วมรัฐประทานอาหารค่ำกับนักธุรกิจกลุ่มหนึ่ง นักธุรกิจรายใหญ่อันดับต้นๆของโลกกระซิบตนว่าขอพูดตรงไปตรงมาสักประโยชน์เขามีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับประเทศไทยของเรา ตนถามว่าเรื่องอะไรเขาตอบสั้นๆเลยว่าทุจริตคอรัปชั่น คิดว่าเราต้องก้าวพ้นไปให้ได้ และตนส่งเสริมให้ความ สำคัญเรื่องคุณธรรมจริยธรรม และเชื่อไม่ว่าสังคมใดที่ยอมรับการทุจริตจะสามารถเป็นสังคมอยู่อย่างสงบสุข หรือจะมีความสุขในการอยู่ร่วมกันได้ ดังนั้นงานป.ป.ช.มีความ สำคัญมาก เราปรับปรุงกฎหมายโครงสร้างกลไกองค์กรต่างๆมาหลายครั้ง แต่จนถึงทุกวันนี้ความคิดเห็นประช่าชนล่าสุดส่วนหนึ่งมองว่ายังแก้ปัญหาทุจริตได้ไม่ดีเท่าที่ควร ตนมองว่าเราพยายามปรับปรุงกลไกมาตลอด วันที่เปลี่ยนป.ป.ป.มาเป็นป.ป.ช.เราคาดหวังสูงจะสามารถแก้ปัญหาทุจริตได้ดีขึ้นระดับหนึ่ง แต่เชื่อว่าคนในป.ป.ช.รู้สึกเจ็บปวดที่สุดครั้งหนึ่งคือกรรมการป.ป.ช.เองต้องถูกพ้นจากตำแหน่งด้วยข้อหาทุจริตก็มีมาแล้ว จึงเป็นสิ่งที่ตนเข้าใจและเห็นใจคนที่ปฏิบัติงานด้านนี้

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ตนทราบว่าแต่ละคดีของป.ป.ช.มีความยุ่งยากซับซ้อน ที่ตนดีใจคือป.ป.ช.ไม่ได้ลืมภารกิจที่สำคัญนอกจากการตรวจสอบทรัพย์สิน การพิจารณาวินิจฉัยข้อร้องเรียนต่างๆ คือ เรื่องหาทางรณรงค์ดึงฝ่ายต่างๆของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อสร้างแรงกระตุ้นจูงใจให้คนตื่นตัวในปัญหาทุจริตคอรัปชั่น

 การจัดทำสัญลักษณะคุณธรรมความดี “ช่อสะอาด ” และการเปิดโอกาสให้ส่งสัญลักษณ์แข่งขันกัน และหวังเป็นอย่างยิ่งโครงการนี้จะขยายผลอย่างกว้างขวางต่อไป วันนี้ตนก็จะรับสัญลักษณ์นี้ไปในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร แต่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นล้วนมีความจำเป็นรณรงค์เรื่องนี้อย่างกว้างขวาง ที่สำคัญฝ่ายต่างๆในสังคมต้องตื่นตัวในเรื่องนี้ สิ่งที่น่ากังวลคือยังคงเป็นความคิดเห็นของประชาชนและเยาวชนที่มีทัศนคติยอม รับเรื่องการทุจริตว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโดยปริยาย และเป็นการยอมรับที่เป็นความจำเป็นที่คนจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับวงจรทุจริตซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายรัฐบาลพร้อมสนับสนุนแก้ปัญหาเรื่องนี้ในหมู่เด็กและเยาวชน

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า อีกส่วนที่ต้องพูดตรงไปตรงมาคือสื่อมวลชนที่มีหน้าที่สำคัญในการตรวจสอบทุจริตคอรัปชั่นซึ่งหลายโอกาสทำได้ดี แต่ต้องยอมรับว่าที่รู้สึกสะท้อนใจ คือ ยังเห็นการแสดงความคิดเห็นของสื่อสารมวลชนในเรื่องการทุจริตในทางที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการที่จะปราบปรามการทุจริตเช่นกัน เช่น บางครั้งการที่จะพิจารณาเรื่องโครงการต่างเพื่อให้เกิดความรอบคอบโปร่งใส่ แต่กับไม่ได้รับความสนใจว่าจะสะสางเรื่องนี้ให้ได้รับความชัดเจนหรือไม่ กลับกลายเป็นมุ่งหวังเป็นเรื่องการเมืองเป็นเรื่องอย่างอื่นไปก็แปลกว่าแทนที่จะช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้มีกระบวนการที่รอบคอบเพื่อจะได้สะสางเรื่องต่างๆให้ใสสะอาด 
 
"นายกฯ"เรียกร้ององค์การมหาชนเร่งพิสูจน์ตัวเอง

 และเมื่อเวลา 14.00 น. นายอภิสิทธิ์  ได้ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ"1 ทศวรรษองค์การมหาชนกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย” ในการเป็นประธานพิธีและแสดงปาฐกถาในงานวันองค์การมหาชน ครั้งที่ 2 " ที่ ห้องเพลนารี่ ฮอลล์ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ว่า องค์การมหาชนไม่ใช่หน่วยงานส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจเพื่อทำงานตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อให้งานมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีงานจำนวนมากของภาครัฐที่ต้องดำเนินงานตามนโยบาย แต่ว่าระบบการบริหารแบบราชการไม่เอื้ออำนวยเพียงพอ เพราะมีบางงานที่ต้องแข่งขันกับภาคเอกชนและภาคธุรกิจ

 “ 10 ปีผ่านไปมีองค์การมหาชนเกิดขึ้น มากมาย วันนี้นับแล้วมี 28 องค์การ แต่ในรอบ 10 ปีมีมากกว่านี้ ที่เมื่อเสร็จภารกิจก็ยุบไป เช่น สำนักงานปฏิรูปการศึกษา ในฐานะที่เป็นคนเคยผลักดันกฎหมายองค์การมหาชน ผมผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นเหมือนกับทำคลอดออกมา แต่ไม่ได้เลี้ยงดูเด็กมา 7 - 8 ปี แต่วันนี้ต้องกลับมาดูแล ซึ่งถ้าเทียบอายุเป็นองค์กรก็คงไม่ใช่เด็กแล้ว ก็ถือว่านานพอสมควร ก็ต้องบอกว่าถ้าเปรียบเทียบกับพ่อแม่ก็ถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง และผมต้องรับผิดชอบเพราะผมทำให้องค์การมหาชนเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงที่ผมรับผิดชอบ”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 นายกฯ กล่าวอีกว่า เห็นความสำเร็จของหลายกรณีและหลายองค์กร อาทิ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์  โรงพยาบาลบ้านแพ้ว ดังนั้นตนจึงมองว่าศักยภาพขององค์การมหาชนยังมีมากและน่าสนับสนุน แต่ไม่หมายความว่าทุกกรณีจะต้องประสบความสำเร็จเสมอไป และต้องยอมรับว่าหลายเรื่องยังเป็นปัญหา ข้อจำกัดในเรื่องของการบริหารจัดการ ดังนั้นในโอกาสครบรอบ 1 ปีก็เป็นโอกาสที่จะมาทบทวนบางสิ่งบางอย่าง เช่นบางครั้งภารกิจของหน่วยงานนั้นเป็นความสำเร็จในตัวของมันเอง แต่ผลของการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายยังมีปัญหา เช่นการส่งต่อเรื่องไปยังหน่วยงานปกติ หรือนำผลการศึกษาไปใช้ต่อในหน่วยงานหลัก ดังนั้นจึงต้องหาวิธีการเชื่อมโยงเพื่อติดตามงานไปสู่เป้าหมายที่แท้จริง

 “ ผมมองเห็นว่าหลายองค์การจัดตั้งขึ้นมาก็มีการดำเนินการไป แต่ถึงจุดหนึ่งก็จำเป็นต้องมีการทบทวนและปรับเปลี่ยนตลอดเวลา เพราะบางหน่วยงานมีปัญหา และเมื่อถึงจุดหนึ่งรัฐบาลก็สามารถทบทวนได้ว่าองค์การมหาชนใดทำไปแล้วไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายต้องยุบได้ ต้องพูดอย่างนี้เลย เพราะปัจจัยหนึ่งที่เราทำองค์การมหาชนก็เพื่อความคล่องตัว ซึ่งบางองค์การเหมาะกับสถานการณ์หนึ่ง แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนก็อาจจะต้องรวม ต้องแยก ต้องยุบ หรือต้องตั้งใหม่ก็เป็นได้ จึงอยากให้ทุกฝ่ายยอมรับและตระหนัก และจากนี้ไปต้องเห็นการเปลี่ยนแปลงขององค์การมหาชนอย่างต่อเนื่อง” นายกฯ กล่าว

 นายกฯ กล่าวอีกว่า เป็นธรรมชาติของทุกองค์กรหรือหน่วยงานที่ว่า เมื่อเติบโตขึ้น มีขนาดใหญ่มากขึ้น และมีความรู้สึกว่ามีความมั่นคงมากขึ้น สิ่งที่คลืบคลานเข้ามาคือการมีวัฒนะธรรมของการเคยชินว่าจะต้องทำอะไร อย่างไร และบางทีถ้าไม่มีการพิจารณาเรื่องราวต่างๆอย่างละเอียดถี่ถ้วนก็จะไปอิงกับระบบราชการ ซึ่งตนคิดว่าจำเป็นต้องระวัง

 “ ผมยังมีความเชื่อมั่นว่ากรอบของกฎหมาย กับระบบการติดตามกำกับดูแลของฝ่ายการเมืองและรัฐบาล ก็ต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ของหน่วยงานเป็นอย่างไร และมีการติดตามอย่างเป็นระบบ เป็นธรรม และผมขอเรียกร้องให้ทุกคนช่วยกันพิสูจน์ความเข้มแข็งขององค์การมหาชนเพื่อแสดงออกถึงผลสำฤทธิ์ของงานต่อประชาชน”นายกฯ กล่าว