
เทียบหนัก-เบาม.44-กฎอัยการศึก
เทียบหนัก-เบาม.44-กฎอัยการศึก : โอภาส บุญล้อมรายงาน
ประกาศออกมาเป็นคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 เรียบร้อยแล้วกับการบังคับใช้ "มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557" ในเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ เป็นการใช้ทดแทนกฎอัยการศึกที่ยกเลิกการบังคับใช้ไป เพื่อควบคุมสถานการณ์ของบ้านเมืองให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่ให้เกิดช่องโหว่จากการยกเลิกใช้กฎอัยการศึก
แน่นอนว่าสิ่งที่ทุกคนอยากรู้ในขณะนี้ ก็คือว่า ระหว่าง "มาตรา 44 และกฎอัยการศึก" มีความเหมือนและความต่างกันอย่างไรบ้าง ดังนั้น จึงมาลองดูกัน ในแต่ละประเด็นไป...
1.คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ตามมาตรา 44 ให้อำนาจกับหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการแต่งตั้ง “เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย” ซึ่งเป็นข้าราชการทหารซึ่งมียศตั้งแต่ชั้น ร้อยตรี เรือตรี หรือ เรืออากาศตรี ขึ้นไป และแต่งตั้ง “ผู้ช่วยเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย” ซึ่งเป็นข้าราชการทหาร ซึ่งมียศต่ำกว่าชั้น ร้อยตรี เรือตรี หรือ เรืออากาศตรี ลงมา ปฏิบัติการตามคำสั่งที่ 3/2558
ส่วน พ.ร.บ.กฎอัยการศึกให้อำนาจกับ “ผู้บังคับบัญชาทหาร” ซึ่งมีกำลังอยู่ใต้บังคับไม่น้อยกว่าหนึ่งกองพัน หรือเป็นผู้บังคับบัญชาในป้อมหรือที่มั่นอย่างใดๆ ของทหาร เป็นผู้มีอำนาจใช้กฎอัยการศึกเฉพาะในเขตอำนาจหน้าที่ของกองทหารนั้นได้เมื่อมีสงครามหรือจลาจลขึ้น
2.คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับนี้ ตามมาตรา 44 ให้เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย ดำเนินการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิด 4 ประเภท คือ 1.ความผิดต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามมาตรา 107-มาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา 2.ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามมาตรา 113-มาตรา 118 ประมวลกฎหมายอาญา 3.ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิด สำหรับใช้เฉพาะแต่ในการสงคราม 4.ความผิดจากการฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ส่วน พ.ร.บ.กฎอัยการศึก คดีที่อยู่ภายใต้กฎอัยการศึกและขึ้นศาลทหาร นอกจากจะเป็นความผิดต่อพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา 107-112 ของประมวลกฎหมายอาญา และความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักรตั้งแต่มาตรา 113-118 ที่เหมือนกับคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 แล้วยังมีความผิดฐานอื่นอีก 18 ฐานความผิด (แต่ไม่มีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิดสำหรับใช้เฉพาะแต่ในการสงคราม และความผิดจากการฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ)
3.คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ตามมาตรา 44 ให้เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย มีอำนาจจับกุมตัวบุคคลที่กระทำความผิดซึ่งหน้า และควบคุมตัวผู้ถูกจับนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการต่อไป, ช่วยเหลือ สนับสนุน หรือเข้าร่วมในการสอบสวนกับพนักงานสอบสวน, เข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใดๆ เพื่อตรวจค้น รวมทั้งตรวจค้นบุคคลหรือยานพาหนะใดๆ, ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน รวมทั้งกระทำการอื่นใดตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติมอบหมาย
ส่วน พ.ร.บ.กฎอัยการศึก ในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวกับการยุทธ การระงับปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนต้องปฏิบัติตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร
4.คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ตามมาตรา 44 ให้อำนาจเจ้าพนักงานฯ สั่งห้าม การเสนอข่าว การจำหน่ายหรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือพิมพ์หรือสื่ออื่นใดได้ เช่นเดียวกับกฎอัยการศึกที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่เข้ากระทำการในลักษณะนี้ได้
5.คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ตามมาตรา 44 ให้อำนาจควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ไม่เกิน 7 วัน และการควบคุมตัวต้องควบคุมไว้ในสถานที่อื่น ซึ่งไม่ใช่สถานีตำรวจ ที่คุมขัง ทัณฑสถาน หรือเรือนจำ และปฏิบัติต่อบุคคลนั้นในลักษณะผู้ต้องหาไม่ได้ ส่วนกฎอัยการศึกควบคุมตัวผู้สงสัยได้ไม่เกิน 7 วัน เช่นกัน แต่ไม่ได้ระบุสถานที่ควบคุมตัว
6.คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ตามมาตรา 44 มีบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานฯ โดยมีโทษจำคุก ไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้ที่ต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานฯ หรือผู้ช่วยเจ้าพนักงานฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกฎอัยการศึกไม่ได้มีบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับผู้ฝ่าฝืน
7.คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ตามมาตรา 44 ในกรณีที่มีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย เจ้าพนักงานฯ อาจมีการปล่อยตัวโดยมีหรือไม่มีเงื่อนไขก็ได้ ซึ่งเงื่อนไขในการปล่อยตัว หมายถึง การกำหนดวิธีการเพื่อความปลอดภัย เช่น การห้ามเดินทางออกนอกประเทศ หรือสั่งระงับธุรกรรมทางการเงิน ส่วนกฎอัยการศึกไม่ได้มีการกำหนดวิธีการเพื่อความปลอดภัยไว้ในกรณีที่มีการปล่อยตัว
8.คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ตามมาตรา 44 ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่เป็นการชุมนุมที่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช. ส่วนกฎอัยการศึกห้ามมั่วสุม ประชุมกัน และไม่มีการอนุญาตให้ชุมนุมได้
9.คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ถ้าผู้กระทำความผิดฝ่าฝืนข้อห้ามการชุมนุม สมัครใจเข้ารับการอบรมจากเจ้าพนักงานฯ เป็นระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน และเจ้าพนักงานฯ เห็นสมควรปล่อยตัว โดยมีเงื่อนไขหรือไม่มีเงื่อนไข ให้ถือว่าคดีเลิกกัน ส่วนกฎอัยการศึก ไม่มีเรื่องการเข้าอบรมกับทางการแล้วพ้นผิด
10.คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 การกระทำโดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับนี้ ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง ซึ่งมีผลทำให้ฟ้องเจ้าหน้าที่ต่อศาลปกครองไม่ได้ แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ในการที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหาย โดยฟ้องต่อศาลยุติธรรม (ศาลแพ่ง) ส่วนกฎอัยการศึก ฟ้องเจ้าหน้าที่ทหารไม่ได้ โดยถือว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารเป็นการทำเพื่อป้องกันพระมหากษัตริย์ ชาติ ศาสนา ด้วยกำลังทหารเพื่อให้ดำรงอยู่ในความเจริญรุ่งเรืองเป็นอิสรภาพและสงบเรียบร้อยปราศจากศัตรูทั้งภายนอกและภายใน
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่ดูแลด้านกฎหมาย อธิบายว่า เมื่อมีการยกเลิกกฎอัยการศึก เท่ากับว่าสถานการณ์บ้านเมืองเป็นปกติ ศาลทหารที่พิจารณาพิพากษาคดีก็เป็นศาลทหารยามปกติ คือ มี 3 ชั้นศาล คือ ศาลทหารชั้นต้น ศาลทหารกลาง ศาลทหารสูงสุด ซึ่งมีผลให้คดีที่ขึ้นศาลทหารไม่ว่าก่อนหรือหลังที่มีการยกเลิกกฎอัยการศึก ได้รับการพิจารณาพิพากษาจาก 3 ชั้นศาลทหาร ซึ่งต่างไปจากก่อนหน้านี้ที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก ซึ่งคดีที่ขึ้นศาลทหารได้พิพากษาจากศาลทหารชั้นต้นเพียงชั้นเดียวเท่านั้น



