ข่าว

เยเมนบนทางแพร่ง(4)

เยเมนบนทางแพร่ง(4)

03 เม.ย. 2558

เยเมนบนทางแพร่ง(4) : วิถีมุสลิมโลก ศราวุฒิ อารีย์ [email protected]

             เยเมนหลังรวมชาติระหว่างเหนือ-ใต้ ยังคงเป็นประเทศที่เกิดปัญหาตามมามากมาย การเลือกตั้งครั้งแรกในค.ศ. 1990 นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ อันเป็นความร่วมมือกันระหว่าง “สภาที่ประชุมใหญ่ประชาชน” (Popular General Congress: PGC) ซึ่งมีประธานาธิบดี อับดุลลอฮ์ ซอเละฮ์ เป็นผู้นำ กับ “พรรคสังคมนิยมเยเมน” (Yemeni Socialist Party: YSP) 

             การรวมตัวกันดังกล่าวสร้างความกังวลให้แก่ซาอุดีอาระเบีย เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะซาอุดีฯ มีความขัดแย้งเรื่องพรมแดนกับเยเมนมาตลอด ทั้งนี้ เยเมน (เหนือ) ไม่เคยให้การยอมรับการที่ซาอุดีฯ ผนวกเอาดินแดนญิซาน (Jizan) อะซีร (Asir) และนัจรอน (Najron) ไปเป็นของตนเอง อีกเหตุผลหนึ่งเป็นเพราะซาอุดีฯ เคยให้การสนับสนุนราชวงศ์กษัตริย์ (ระหว่างปี 1962-1970) ในการต่อสู้กับรัฐบาลเยเมน (เหนือ)
 
             ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยิ่งเลวร้ายลงหลังสงครามอ่าวเปอร์เซีย เยเมนปฏิเสธที่จะร่วมกับกองกำลังผสมระหว่างประเทศต่อต้านอิรัก ทำให้ซาอุดีฯ ใช้วิธีตอบโต้โดยขับไล่ชาวเยเมนที่อาศัยอยู่ในซาอุดีฯ มานานนับสิบๆ ปีจำนวน 800,000 คนออกจากประเทศ ส่งผลให้เยเมนสูญเสียรายได้เข้าประเทศจำนวนมหาศาล ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันต่อรัฐบาลเยเมนอย่างมาก นอกจากนั้น ซาอุดีฯ ยังยกเลิกเงินช่วยเหลือต่างๆ ที่เคยให้

             ถึงแม้จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 27 เมษายน 1993 และพรรคที่ได้รับชัยชนะคือพีจีซี แต่ความตึงเครียดระหว่างประชาชนทางเหนือ-ใต้ได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากสมาชิกแรงงานสังกัดพรรค วายเอสพี จำนวนกว่า 10 คนถูกลอบสังหาร ต่อมาในวันที่ 5 พฤษภาคม 1994 กองกำลังทหารจากทางเหนือได้เคลื่อนตัวข้ามเขตที่เคยเป็นพรมแดนระหว่างเหนือกับใต้ อันนำไปสู่สงครามกลางเมือง ซึ่งสิ้นสุดลงในวันที่ 7 กรกฎาคม 1994

             หลังสงครามกลางเมือง บทบาททางการเมืองของกลุ่มวายเอสพีก็หมดลง และถูกแทนที่ด้วยกลุ่มอัล-อิสละฮ์ (ซึ่งก่อตั้งขึ้นในเดือนกันยายน 1990 โดยการรวมตัวของตัวแทนจากพันธมิตรที่เป็นพลังทางสังคม-การเมืองของประเทศ 3 ฝ่าย คือ ตัวแทนชนเผ่า ชนชั้นกลาง และขบวนการภราดรภาพมุสลิม) อันเป็นกลุ่มที่นับวันจะมีอิทธิพลเพิ่มมากขึ้น

             ในช่วงที่เกิดสงครามอยู่นั้น ซาอุดีฯ ให้การสนับสนุนฝ่ายคอมมิวนิสต์ (หรือวายเอสพี) ทางตอนใต้ เพื่อทำให้เกิดความไร้เสถียรภาพในเยเมน แต่หลังจากที่คอมมิวนิสต์พ่ายแพ้ คนเหล่านี้จึงลี้ภัยไปอยู่ในซาอุดีฯ  เยเมนและซาอุดีฯ เกือบต้องทำสงครามระหว่างกันอีกในช่วงต้นปี 1995 โชคดีที่ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้เสียก่อน การฟื้นความสัมพันธ์ขั้นปกติเกิดขึ้นเมื่อเยเมนให้การยอมรับสนธิสัญญาตออีฟ (Taif Treaty) ซึ่งยินยอมให้ซาอุดีฯ ผนวกเอาดินแดนเยเมนเหนือบางส่วนมาเป็นของตน ขณะที่การทำข้อตกลงกำหนดเขตพรมแดนระหว่างกันก็เสร็จสิ้นลงในปี 2000

             ในภาพรวมหลังการรวมชาติแล้ว นอกจากเยเมนจะต้องเผชิญกับปัญหาการแบ่งแยกของประชาชนระหว่างดินแดนทางภาคเหนือและใต้ และปัญหาความสัมพันธ์ที่ยุ่งยากระหว่างรัฐบาลกับขบวนการนิยมแนวทางอิสลาม ซึ่งรัฐบาลตีตัวออกห่างมาตั้งแต่ปี 1997 แล้ว ความพยายามในการสร้างเอกภาพภายในชาติยังเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า อันเกิดจากการเมืองระบบเผ่าที่รัฐบาลต้องคอยระแวดระวัง และต้องสร้างความสมดุลภายในกลุ่มก้อนทางสังคมอยู่ตลอดเวลา

             ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น สถานการณ์ได้ผลิกผันไปหลังเหตุการณ์ 9/11 ดังจะเห็นได้ว่ารัฐบาลเยเมนซึ่งกลัวการแทรกแซงจากมหาอำนาจ ได้นำตัวเองเป็นภาคีกับสหรัฐ ร่วมมือในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย สหรัฐเสนอเงินงบประมาณช่วยเหลือ เพื่อแลกกับการที่รัฐบาลเยเมนต้องดำเนินการปราบปรามเครือข่ายนักรบอาหรับ-อัฟกัน ตลอดจนการสร้างความร่วมมือทางการทหารระหว่างกันเพื่อต่อสู้กับเครือข่ายของบิน ลาเดน และการปรับปรุงระบบความมั่นคงที่บริเวณท่าเรือและสนามบินของประเทศ ผลตอบแทนจากความร่วมมือนี้ทำให้ไอเอ็มเอฟอนุมัติเงินช่วยเหลือเยเมนเป็นจำนวนมาก

             ความจริง เยเมนเป็นประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือทางการเงิน เพราะถึงแม้ประเทศจะค้นพบแหล่งน้ำมันสำรองทั้งในภาคเหนือและภาคใต้ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ซึ่งสามารถผลิตน้ำมันดิบได้ 438,000 บาร์เรลต่อวัน แต่เยเมนก็ยังเป็นประเทศที่พึ่งพาด้านเกษตรกรรมเป็นหลัก และยังเป็นหนึ่งในประเทศซึ่งยากจนที่สุดในโลก