ข่าว

ยกเครื่องพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กเกราะคุ้มกันเหยื่อความรุนแรง

ยกเครื่องพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กเกราะคุ้มกันเหยื่อความรุนแรง

02 เม.ย. 2558

ยกเครื่องพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก เกราะคุ้มกันเหยื่อความรุนแรง : พรรณทิพา จิตราวุฒิพรรายงาน

            เหตุรุนแรงที่มีเด็กตกเป็นเหยื่อเกิดขึ้นบ่อยครั้งในสังคมไทย ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมาพบว่า ผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่มักเป็นเครือญาติ คนใกล้ชิด หรือแม้แต่พ่อแม่ หรือสมาชิกภายในครอบครัวของเด็กเอง ล่าสุดเด็กชายวัย 2 ขวบ ถูก "อานนท์ พิมพ์หนู" วัย 29 ปี พ่อเลี้ยง ทำร้ายเสียชีวิต เหตุเกิดที่อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งย่านนิมิตใหม่ ก่อนหน้านั้นไม่นาน เด็กชายวัย 7 ขวบ ถูกป้าแท้ๆ ทุบตีและจับล่ามไว้กับเสาบ้านแล้วใช้น้ำเกลือสาด เหตุเกิดในพื้นที่ อ.บางเลน จ.นครปฐม สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเป็นอย่างดี

             อันที่จริงแล้วตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา ไทยมี พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก บังคับใช้ ซึ่งเจตนาของกฎหมายก็เพื่อคุ้มครองเด็กและเอาผิดกับผู้ที่ก่อความรุนแรงกับเด็ก แต่หลังกฎหมายบังคับใช้จริง กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ายังไม่ได้ผลเท่าที่ควร ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะบทลงโทษทางกฎหมายไม่รุนแรงพอ รวมถึงการไม่ได้ดำเนินการกับผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง เพราะขาดการแจ้งความดำเนินคดี เพราะผู้ก่อเหตุจำนวนไม่น้อยเป็นคนในครอบครัว

             "สุภัชชา สุทธิพล" ผู้อำนวยการกองคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า ข้อมูลของศูนย์พึ่งได้ กระทรวงสาธารณสุข ปี 2556 มีเด็กถูกกระทำรุนแรงมาขอรับบริการ จำนวน 19,229 คน แบ่งเป็นถูกกระทำรุนแรงทางร่างกาย 4,256 คน รุนแรงทางเพศ 13,226 คน รุนแรงทางจิตใจ776 คน ถูกทอดทิ้ง 647 คน และถูกล่อลวงบังคับแสวงผลประโยชน์ 324 คน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับสถิติที่เคยทำไว้ในปีอื่น สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งอาจเพราะการบังคับใช้กฎหมายที่ยังขาดประสิทธิภาพ หรืออาจเป็นเพราะบทลงโทษใน พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ยังมีน้อย คือจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนความผิดอื่นให้ยึดตามกฎหมายอื่นๆ ซึ่งขณะนี้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังหารือกันเพื่อปรับแก้กฎหมายให้มีบทลงโทษและการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

             "พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ค่อนข้างให้การช่วยเหลือ เป็นการแก้ไข ปกป้อง ฟื้นฟู การส่งต่อ หรือการกำหนดให้ผู้ปกครองเด็กมีบทบาทที่จะดูแลเด็ก แต่สมัยมันเปลี่ยนไป ต้องมีการปรับปรุงให้ทันต่อเหตุการณ์ เพราะพ.ร.บ.นี้ใช้มาตั้งแต่ปี 2546 หลักๆ ของพ.ร.บ.คือการคุ้มครองเด็ก และเป็นการสร้างความตระหนักในส่วนของบทบาทหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะต้องเข้ามาดูแลช่วยเหลือว่าจะต้องเป็นใคร บทบาทของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่จะดำเนินการตรงนั้น เรายังคงยึดหลักตามรอยเดิมอยู่ก่อน อาจมีบทบัญญัติมาตราที่เพิ่มขึ้นมาที่จะเสริมให้แต่ละมาตรานั้นมีความเข้มแข็งแล้วก็อาจจะลงลึก เพื่อมองว่า ถ้าเด็กถูกทารุณกรรมจะสามารถได้รับการดูแลได้ทันท่วงทีมากยิ่งขึ้น" นางสุภัชชา กล่าว

             กรณีเด็กวัย 2 ขวบ ที่ถูกพ่อเลี้ยงทำร้ายจนเสียชีวิต นางสุภัชชา กล่าวว่า นอกจากผู้ก่อเหตุแล้ว ตามกฎหมายพนักงานสอบสวนจะต้องตรวจสอบการกระทำของมารดาเด็กด้วยว่า มีการปล่อยปละละเลยจนทำให้เด็กตกเป็นเหยื่อความรุนแรงหรือไม่ ซึ่งหากพบว่ามีการปล่อยปละละเลยก็ต้องถือว่ามีความผิด แต่ที่ผ่านมาสังคมยังขาดความเข้าใจกฎหมายนี้

             "หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังหารือกันถึงการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กใหม่ เพื่อให้เอื้อประโยชน์ต่อการคุ้มครองเด็กมากยิ่งขึ้น ต้องมีการเผยแพร่กระจายความรู้ ความเข้าใจ ให้แก่ชุมชน หรือตามหมู่บ้าน เพื่อให้ผู้ปกครองทราบถึงข้อกฎหมายต่างๆ ในพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กให้มากยิ่งขึ้น อย่างกรณีมาตรา 25 ที่ระบุว่า ผู้ปกครองต้องไม่กระทำการทอดทิ้งเด็กไว้ในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือสถานพยาบาลหรือไว้กับบุคคลที่รับจ้างเลี้ยงเด็กหรือที่สาธารณะหรือสถานที่ใดๆ โดยเจตนาที่จะไม่รับเด็กกลับคืน ไม่เช่นนั้นผู้ปกครองก็จะถือว่ามีความผิดไปด้วย แต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังขาดความรู้เรื่องกฎหมาย ซึ่งทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ต้องลงพื้นที่ไปทำความเข้าใจให้มากขึ้น เพื่อลดการเกิดเหตุ" ผอ.กองคุ้มครองเด็กและเยาวชน กล่าว

             สอดคล้องกับ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็กและสตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า กรณีของการทำร้ายเด็ก หรือทารุณกรรมเด็ก มีอยู่เป็นจำนวนมากในสังคมไทย แต่ส่วนใหญ่ไม่เข้าแจ้งความ เพราะถือว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว ซึ่งถ้าดูจากการเกิดเหตุรุนแรงต่อเด็กจะพบว่า ในพื้นที่คนในชุมชนแออัดมักจะเกิดเหตุบ่อยที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่มาจากผู้ที่ดื่มสุรา ยาเสพติด หรือผู้ที่บกพร่องทางจิต ที่เป็นผู้ลงมือก่อเหตุ โดยปัจจัยที่ทำให้เลือกลงมือก่อเหตุที่เป็นเด็ก เพราะเด็กไม่มีทางที่จะต่อสู้หรือขัดขืนได้

             สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดตั้งศูนย์พิทักษ์เด็กและสตรี ซึ่งได้ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการสอดส่องและลงพื้นที่ปฏิบัติงานดูแลเด็กและรับแจ้งความ ก่อนจะเข้าไปช่วยเหลือไม่ให้เด็กถูกทำร้ายทั่วประเทศไทย ซึ่งหากบุคคลใดพบเห็นสามารถแจ้งมาได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

             "ถ้าดูจากการรับแจ้งเหตุจะเห็นได้ว่า ตามชุมชนทั่วๆ ไป มักจะเกิดเหตุในลักษณะนี้บ่อยมากกว่าคนในชุมชนเมือง เพราะด้วยฐานะที่อาจขัดสน ทำให้เกิดปัญหาขึ้นในครอบครัว เพราะคนที่ทำร้ายเด็กส่วนใหญ่ก็มาจากคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดเด็กเป็นหลัก ทำให้คนในครอบครัวไม่กล้าเข้าแจ้งความ ผมจึงมองว่า อยากให้คนในสังคมช่วยกันสอดส่องดูแลปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น และให้เพื่อนบ้านช่วยกันชี้เบาะแส เพื่อเข้าช่วยเหลือเด็กไม่ให้ถูกกระทำ ซึ่งผู้กระทำส่วนใหญ่ก็มักจะทำร้ายร่างกายเด็กด้วยการทุบตีเด็กในลักษณะต่างๆ รองลงมาคือการกระทำทางเพศต่อเด็ก ถ้าหากเราไม่ช่วยเหลือกันก็จะทำให้สังคมแย่ลงไป" ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็กและสตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผย

             จากข้อมูลที่มีการจัดเก็บไว้พบว่า ในแต่ละปีมีเด็กถูกกระทำรุนแรงมาขอรับบริการเกือบ 2 หมื่นคน แต่พบว่าในจำนวนนี้มีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ที่มีการเข้าแจ้งความ ที่เหลือไม่กล้าเข้าแจ้งความ เพราะมีสาเหตุมาจากผู้กระทำความผิดเป็นคนในครอบครัว หากดูจากสถิติย้อนหลัง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า ตั้งแต่ปี 2553 มีเด็กตกเป็นเหยื่อความรุนแรงและเข้าแจ้งความดำเนินคดีจำนวน 87 คดี ปี 2554 จำนวน 81 คดี ปี 2555 จำนวน 75 คดี ปี 2556 มีเด็กตกเป็นเหยื่อ 136 คดี และ ปี 2557 มีผู้ตกเป็นเหยื่อ 81 คดี