ข่าว

รบ.-คสช.ติดดาบ‘ม.44’ ระบุ‘บทลงโทษ’ผู้กระทำผิด

รบ.-คสช.ติดดาบ‘ม.44’ ระบุ‘บทลงโทษ’ผู้กระทำผิด

02 เม.ย. 2558

รัฐบาล-คสช.ติดดาบ‘ม.44’ ระบุ‘บทลงโทษ’ผู้กระทำผิด : ทีมข่าวความมั่นคง

             เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะใช้ "มาตรา 44"  ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557  มาบังคับใช้แทน "กฎอัยการศึก" โดยขั้นตอนในขณะนี้รอเพียงการโปรดเกล้าฯ ลงมาก็จะมีผลบังคับใช้ทันที

             สำหรับบทบัญญัติตามมาตรา 44 ที่จะมาบังคับใช้แทนกฎอัยการศึกได้มีการกลั่นกรอง และตรวจทานมาหลายรอบจากมือกฎหมายชั้นเซียนของรัฐบาล และคสช. อย่าง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะกรรมการกฤษฎีกา

             มาตรา 44 ที่จะนำมาใช้แทนกฎอัยการศึกได้หยิบยกข้อดีของกฎหมาย 3 ฉบับเดิม คือ 1. พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 2. พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 3. พ.ร.บ.ความมั่นคง พ.ศ.2551 เพื่อให้กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

             ทั้งนี้ แม้ว่าตามหลักการเดิมหัวหน้าคสช. สามารถที่จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 โดยออกเป็น "คำสั่ง" หรือ "ประกาศ" ได้เลยก็ตาม แต่เพื่อให้มีกระบวนการตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรมก็ได้เปิดโอกาสให้จำเลยใน "คดีความมั่นคง" ไปสู้คดีในศาลทหาร และสามารถสู้คดีได้ถึง 3 ศาล จากเดิมที่เคยบัญญัติให้คดีสิ้นสุดที่ "ศาลทหารชั้นต้น" เท่านั้น

             นายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าในการใช้มาตรา 44 โดยปฏิเสธว่า ยังไม่เห็นรายละเอียดในมาตราดังกล่าว ซึ่งฝ่ายกฎหมายได้เตรียมการเรื่องนี้ เพื่อให้มีข้อกำหนดที่สามารถใช้ทดแทนกฎอัยการศึกได้ และมีความคล้ายคลึงกัน แต่มีบทลงโทษที่แตกต่างกัน

             "หลังจากที่พระบรมราชโองการโปรดเก้าฯ แล้ว ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะออกคำสั่งภายใต้มาตรา 44 และจะมีความชัดเจนขึ้น ยืนยันว่าฝ่ายมั่นคงต้องมีเครื่องป้องกันในกรณีเกิดการชุมนุมหรือพื้นที่ใช้ความรุนแรง เและจะเป็นการเปิดโอกาสให้เคลื่อนไหวทางการเมืองได้อย่างเสรีมากขึ้น"

             ที่ปรึกษารองนายกฯ เชื่อมั่นว่า การบังคับใช้มาตรา 44 แทนกฎอัยการศึกจะทำให้บรรยากาศภายในประเทศและต่างประเทศผ่อนคลายลง ทั้งนี้ คาดว่า ทุกคนจะยอมรับการใช้มาตรา 44 นี้ได้ และขอให้อย่าได้มีความกังวล

             ด้านวงในระดับสูงด้านความมั่นคงเผยว่า การปรับเปลี่ยนมาตรการทางกฎหมายครั้งนี้ยังคงหลักการเดิม คือ การรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง โดยใช้ "กฎอัยการศึก" เป็นตัวกำหนด เพียงแต่ลดความเข้มข้นในการบังคับใช้ลง ไม่เอาเนื้อหามาใช้ทั้งหมด โดยที่ผ่านมารัฐบาล และคสช. ก็ไม่ได้เอากฎอัยการศึกมาใช้ในการดูแลสถานการณ์บ้านเมืองทั้งหมด

             "ข้อกำหนดล่าสุดที่ออกมาจะระบุในเรื่องของการให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหารว่า จะสามารถทำอะไรได้ หรือไม่ได้บ้าง เช่น อำนาจในการปิดล้อม ตรวจค้น จับกุม หรือการดำเนินคดีโดยมีบางส่วนจะมีบทบัญญัติในการลงโทษ เพราะที่ผ่านมากฎอัยการศึกไม่ได้มีการกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน"

             วงในระดับสูงคนเดิมชี้ถึงข้อดีของกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ว่า ได้มีการกำหนดข้อบังคับที่ชัดเจนเพื่อให้การทำงานมีความรัดกุมยิ่งขึ้น แต่ไม่ได้กระทบกับการใช้ชีวิต หรือการลงทุนของชาวต่างชาติ และภาพลักษณ์ของประเทศ ตรงกันข้ามกลับเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำไป

             ส่วนข้อกังวลที่ว่า นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.จะมีอำนาจล้นฟ้า เหนือกว่า 3 สถาบันหลักทั้งบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการนั้น เขาระบุว่า ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ก็มีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่แล้ว ตั้งแต่ยังเป็นโครงสร้างคสช.ด้วยซ้ำ

             "มาตรา 44 มีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่เคยใช้อำนาจสั่งการกับกลุ่มที่เคลื่อนไหวเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ทั้งที่ท่านมีอำนาจอยู่ในมือครบถ้วน แต่ท่านก็ใช้กฎหมาย และบริหารประเทศอย่างระมัดระวังมาตลอด ไม่เคยใช้อำนาจแบบพร่ำเพรื่อ"

             วงในฝ่ายความมั่นคงย้ำว่า มาตรา 44 มุ่งบังคับใช้กับกลุ่มคนที่สร้างเงื่อนไขความขัดแย้งวุ่นวาย หรือยั่วยุให้เกิดการเผชิญหน้า แต่จะไม่ส่งผลกระทบในการปฏิรูปประเทศ รวมทั้งการเลือกตั้ง และการร่างรัฐธรรมนูญ เพียงแต่เป็นช่องทางไม่ให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาอีกครั้ง

             "ในเมื่อไม่มีกฎอัยการศึกก็ต้องใช้มาตรา 44 มาควบคุมสถานการณ์เพื่อไม่ให้เกิดการความเคลื่อนไหวแบบสุ่มเสี่ยงต่อความขัดแย้งในประเทศ และเพื่อลดความกังวลจากนานาชาติที่เป็นห่วงเรื่องการใช้กฎอัยการศึก ซึ่งภาพรวมในการสถานการณ์น่าจะดีขึ้น และภาพก็น่าจะดูเบาลง ไม่เกี่ยวกับการแปลงชื่อกฎอัยการศึกโดยใช้ชื่ออื่นแทน"

             เขากล่าวย้ำด้วยว่า ขณะนี้มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่ต้องการสร้างความขัดแย้งวุ่นวายในบ้านเมืองหนักขึ้น และถี่ขึ้น เช่น เหตุปาระเบิดศาลอาญารัชดา เป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุด อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ต้องการที่จะใช้มาตรา 44 อย่าง "สร้างสรรค์" เพื่อความสงบสุข และความเจริญของบ้านเมือง จึงไม่ต้องกังวลว่าจะใช้อำนาจไปในทางที่ไม่ถูกต้อง

             การให้คำมั่นของฝ่ายความมั่นคงข้างต้น ประกอบกับการนำร่องใช้มาตรา 44 สั่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้างของ "กรมการบินพลเรือน" เพื่อเร่งแก้ปัญหาการสั่งระงับการเพิ่มเที่ยวบินสัญชาติไทยของสนามบินในญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ประชาชนก็ได้แต่หวังว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้อำนาจอย่างสร้างสรรค์เช่นนี้ไปตลอด ไม่ใช่เพื่อทำลายใคร หรือเพื่อกระชับอำนาจทางการเมือง


หัวหน้าคสช. ถือดาบม.44อำนาจเหนือ3สถาบันหลัก


             รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 44 บัญญัติไว้ว่า

             "ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่างๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอำนาจสั่งการระงับยับยั้ง หรือกระทำการใดๆ ได้ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งหรือการกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว"