
ป่าเหียงความท้าทายของนสพ.บ้านนอก
ป่าเหียงความท้าทายของนสพ.บ้านนอก : 'จอกอ'จักรกฤษ เพิ่มพูล
คนข่าวบ้านนอก สื่อบ้านนอก คล้ายถูกคัดออกจากกระบวนการปฏิรูปสื่อ นอกจากการต้องตอบคำถามในแบบความคิดกระแสหลักแล้ว พวกเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือมีความสำคัญในการสะท้อนปัญหาสื่อบ้านนอกที่มีความแตกต่างจากสื่อส่วนกลางมาสู่ระดับชาติแต่อย่างใด
นสพ.บ้านนอก ถูกท้าทายจากการเป็นเพียงกระบอกเสียงของกลุ่มทุน ผู้มีอิทธิพลในท้องที่ หรือการเสนอข่าวที่ไม่มีความรับผิดชอบ เพื่อความอยู่รอด และกำลังถูกท้าทายจากข่าวในท้องถิ่น ที่มีคุณค่าข่าวในระดับชาติ แต่ถูกมองข้ามไปเพราะสื่อระดับชาติยังสาละวนอยู่กับข่าวการให้สัมภาษณ์ของผู้นำที่หาสาระอันใดไม่ได้
ข่าวการลุกขึ้นมาของชาวบ้านป่าเหียงที่ จ.ลำปาง ในการต่อต้านโรงไฟฟ้าขยะ เงียบกริบในหนังสือพิมพ์กระแสหลัก แต่ก็เป็นบททดสอบบทบาทของหนังสือพิมพ์ชุมชน หรือ Community Newspapers ที่จะสะท้อนปัญหาการรุกรานของทุนต่างถิ่น ที่มีผู้มีอิทธิพลระดับชาติหนุนหลัง ซึ่งเป็นแนวคิดในการเติบโต ขยายตัวของสื่อบ้านนอก ในขณะที่หนังสือพิมพ์ส่วนกลางที่เสนอข่าวเหมือนๆ กัน ซ้ำๆ กัน กำลังรอวันตาย
คนป่าเหียงมีประวัติศาสตร์บาดแผลจากแม่เมาะ ที่ทำให้เขาต้องหวาดกลัวโรงไฟฟ้าป่าเหียง
ในนามของการพัฒนา แม่เมาะ ได้สร้างประวัติศาสตร์บาดแผลให้ชาวบ้าน ป่วยไข้ ล้มตายมานับหลายร้อยคน ทั้งที่พิสูจน์ไม่ได้ และพิสูจน์ได้ด้วยคำพิพากษาของศาลปกครองไม่นานมานี้
โรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ จ่ายไฟฟ้าสำหรับภาคเหนือ 50% ภาคกลาง 30% และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20% ใช้ถ่านลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิงปีละประมาณ 16 ล้านตัน ชาวบ้านแม่เมาะในยุคที่สังคมยังไม่ได้ตื่นตัวเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมมากนัก กลายเป็นผู้เสียสละโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
คนทั้งประเทศรู้จักแม่เมาะมากกว่าลำปาง แม่เมาะคือความภาคภูมิใจของคนลำปาง ในฐานะเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าให้คนครึ่งหนึ่งของภาคเหนือใช้ อีกครึ่งหนึ่งส่งให้ภาคกลางและอีสาน แต่ชาวบ้านแม่เมาะสั่งสมไว้ด้วยสารพิษ
ความคิดในการสร้างโรงไฟฟ้าจากถ่านหิน ก็เพราะต้องการลดการพึ่งพาพลังงานจากป่าไม้ การเกิดขึ้นของโรงไฟฟ้าจึงมิใช่ความเลวร้าย แต่ความเลวร้ายคือการใช้ทรัพยากรท้องถิ่น การรุกรานพื้นที่ชุมชน โดยไม่มีความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้น และการวางตั้งไว้อย่างถาวรซึ่งโรงงานผลิตสารพิษ ที่จะส่งผลต่อชุมชนและชาวบ้านไปชั่วลูกชั่วหลาน
ป่าเหียงก็ไม่แตกต่างกัน
ความพยายามที่จะเข้ามาสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานไอน้ำจากของเหลือใช้ หรือโรงไฟฟ้าขยะ ที่บริเวณบ้านป่าเหียง ของคนต่างถิ่น โดยมีมายาคติคล้ายเป็นเรื่องความมั่นคง ที่ทหารต้องเสนอบทบาทเข้ามาเกี่ยวข้อง คือการเปิดแนวรบครั้งใหม่ของชาวบ้านบางระจัน แห่งป่าเหียง ที่จะต้องปกปักรักษาแผ่นดินเกิดของพวกเขาอย่างสุดกำลัง
แน่นอนว่าชาวบ้านอาจจะยังไม่ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน รอบด้าน หรือบางทีเขาอาจไม่ได้คิดว่า ด้วยระยะเวลาที่ผ่านไปนานหลายสิบปี วิทยาการสมัยใหม่อาจมีวิธีการจัดการมลพิษทางอากาศ ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าโรงไฟฟ้าแม่เมาะก็ได้
แต่ถึงอย่างไรก็เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพวกเขาที่จะปกป้องชุมชน และเช่นเดียวกับบทเรียนจากแม่เมาะ การยอมให้มีสิ่งแปลกปลอมเกิดขึ้นในบ้านของเขา ไม่ว่ามันจะอยู่ในระยะปลอดภัยในทางวิชาการหรือไม่ก็ตาม แต่จะส่งผลไปยังลูกหลานของเขาในอนาคต จึงเป็นเรื่องที่ต้องทบทวน
ในด้านผู้ลงทุน ก็ต้องมีแผนธุรกิจ และแผนประชาสัมพันธ์ควบคู่กันไป เพราะธุรกิจสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะ เป็นเรื่องที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของชาวบ้าน ความเข้าใจแบบชาวบ้านคือขยะ ย่อมต้องมีสารพิษปะปนอยู่ และเมื่อเป็นโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการโดยเอกชน ก็ย่อมนำขยะจากแหล่งอื่นมาใช้เป็นพลังงานในการผลิตไฟฟ้าได้
นายสุวิทย์ ขัตติยวงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ผู้ซึ่งยืนยันว่าการสร้างโรงไฟฟ้าขยะ ไม่มีในแผนแม่บทการจัดการขยะของจังหวัดลำปาง และลำปางทั้งจังหวัดไม่มีขยะพอที่จะป้อนให้โรงไฟฟ้าแห่งนี้ในการผลิตวันต่อวัน
สุดท้ายแล้ว นี่ไม่อาจเรียกว่าการต่อสู้เพียงเพื่อเอาชนะคะคานกัน ผู้ลงทุน นายทหารในพื้นที่ซึ่งอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงในการลงทุนภาคเอกชน ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารท้องถิ่นทุกระดับที่เกี่ยวข้อง จะต้องไม่มองชาวบ้านด้วยความเคลือบแคลงใจ จะต้องเชื่อว่าพวกเขาต่อสู้เพื่อความบริสุทธิ์ใจ เพื่อสิทธิชุมชน
หนังสือพิมพ์บ้านนอก มีหน้าที่ที่จะเสนอความจริงทั้งหมด ไม่เอนเอียงไปทางชาวบ้าน ไม่กล่าวหาผู้ลงทุนอย่างเลื่อนลอย และนั่นก็จะเป็นบทพิสูจน์ว่า คำว่าสื่อมืออาชีพนั้น มิได้จำกัดความอยู่เพียงสื่อเมืองกรุงที่กระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น



