ข่าว

พระสุเทพชี้เลิกกฎอัยการศึกต้องมีก.ม.พิเศษ

พระสุเทพชี้เลิกกฎอัยการศึกต้องมีก.ม.พิเศษ

01 เม.ย. 2558

พระสุเทพชี้เลิกกฎอัยการศึกต้องมีก.ม.พิเศษ เชื่อจะไม่ใช้อำนาจเกินขอบเขต ขณะที่กมธ.ร่างรธนแก้นายกฯคนนอกโหวต2ใน3

             1เม.ย.2558  ที่วัดธารน้ำไหล สวนโมกขพลาราม จ.สุราษฏร์ธานี   พระสุเทพ ปภากโร อดีตแกนนำกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลประกาศเช่นนี้ก็ย่อมมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย สำหรับคนที่ไม่เห็นด้วย เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองไหน เราไม่รู้เพราะมีกลุ่มที่เคลื่อนทางการเมืองมาก แล้วไม่รู้ว่าเป็นกลุ่มไหนมันกว้าง

             พระสุเทพ กล่าวว่า สำหรับกลุ่ม กปปส. เข้าใจสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ดี ว่าไม่ใช่ยุคที่บ้านเมืองเป็นปกติ เพราะถ้าบ้านเมืองปกติก็ใช้กฎหมายปกติ วันนี้บ้านเมืองไม่ปกติคนที่มีอำนาจในการปกครองบ้านเมืองวันนี้ เขามีความจำเป็นที่จะต้องใช้กฎหมายพิเศษ ในการควบคุมรักษาสถานการณ์ของบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อยเพื่อที่ เขาจะได้แก้ไขปัญหาบ้านเมือง เพราะถ้าบ้านเมืองไม่สงบ ไม่เรียบร้อย เขาแก้ปัญหาบ้านเมืองไม่ได้ อันนี้เป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับกันก่อน

             “ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องมีเครื่องมือ และเครื่องมือที่เขาใช้คือ กฎอัยการศึก เมื่อใช้แล้วก็มีประเทศต่างๆพวกฝรั่ง ใครจะไปวิ่งเต้นล็อบบี้มา เราไม่รู้ แต่ก็ออกมากดดันประเทศไทยว่า ต้องอย่างนั้นอย่าง นี้ และเราก็ไม่เห็นด้วยกับต่างชาติ เพราะนี่คือประเทศไทย ไม่จำเป็นต้องไปตามต่างชาติ เราควรแก้ปัญหาบ้านเรา แต่อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยอยู่เพียงประเทศเดียวในสังคมโลกไม่ได้ เมื่อต่างชาติเห็นว่า กฎอัยการศึก ดูโหดร้ายไปไม่เป็นสากล เรียกร้องให้ยกเลิกการใช้กฎอัยการศึก ดังนั้นผู้ที่มีอำนาจในประเทศก็ต้องตัดสินใจยกเลิก แต่เมื่อยกเลิกแล้วก็ต้องมีเครื่องมืออื่นมาใช้แทน จะใช้มาตรา44 หรือไม่ก็แล้วแต่ เขาก็ต้องมั่นใจว่าเราสามารถควบคุมสถานการณ์บ้านเมืองได้” พระสุเทพ กล่าว

             ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 44 ที่จะนำมาใช้แทนกฎอัยการศึก จะไม่รุนแรงไปใช่หรือไม่ พระสุเทพ กล่าวว่า อยู่ที่คนมองปัญหาในวันนี้ มองปัญหาอย่างไร ถ้ามองว่าขนาดนี้เป็นสถานการณ์พิเศษ หรือพูดกันตรงๆเลยว่าวันนี้ รัฐบาลเป็นรัฐบาลเผด็จการ เพราะเขายึดอำนาจมา ดังนั้นการจะไปคาดหวังว่าเขาจะใช้อำนาจอย่างประชาธิปไตย คงเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจสถานการณ์นี้ก่อนว่าเป็นสถานการณ์พิเศษ บ้านเมืองไม่เป็นปกติ เขาจึงต้องยึดอำนาจ เมื่อเขายึดอำนาจมา เขาก็ต้องใช้อำนาจ เขาเป็น รัฏฐาธิปัตย์ เขาก็ต้องใช้อำนาจ ตามที่เขาเห็นว่าเขาสามารถควบคุมสถานการณ์บ้านเมืองได้ ถ้ามองด้วยสายตาคนอื่น ด้วยความคิดอย่างอื่น ไม่มีวันที่จะเข้าใจเขาได้

             ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการใช้จริง จะมีเสียงต่อต้านหรือไม่ พระสุเทพ กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้เพราะไม่รู้เลยมาว่า มาตรา 44 หรือคำสั่งที่จะนำมาใช้ เนื้อหาสาระเป็นอย่างไร แต่ก็บอกได้ว่า เขาจำเป็นที่จะต้องมีเครื่องมือไว้ใช้ดูแลรักษาสถานการณ์บ้านเมืองให้เรียบร้อย เพื่อที่เขาจะได้แก้ปัญหาบ้านเมืองได้ ส่วนสถานการณ์เวลานี้มีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนนั้น พระสุเทพ กล่าวว่า ไม่รู้ แต่เรากำลังพูดถึงเครื่องมือที่ช่วยดูแลให้บ้านเมือง สงบเรียบร้อย แต่ถ้าบ้านเมืองไม่มีคนก่อเหตุวุ่นวาย ไม่มีคนออกมาชุมนุม ไม่มีคนออกมาวางระเบิด เขาก็คงไม่เอากฎหมายนั้นมาบังคับกับคนดีๆแน่นอน

             ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ก็ยังมีคนเป็นห่วงว่า คนที่มีอำนาจเด็ดขาดจะใช้อำนาจมากไป พระสุเทพ กล่าวว่า ไม่ต้องห่วงเพราะเขามีสิทธิที่จะใช้อำนาจ ส่วนจะทำต่างชาติพึงพอใจหรือไม่ไม่รู้ ว่าแต่อยู่ที่ใครเป็นคนไปให้ข้อมูล ถ้าคนที่ไปให้ข้อมูลกับสหรัฐอเมริกา เป็นคนที่ถูกเตรียมการไปเพื่อไปชักจูงให้สหรัฐอเมริกา เข้าใจประเทศไทยในทางที่ผิด ทำอย่างไรก็ผิด สภาพที่แต่ละประเทศกับประเทศไทยก็แตกต่างกัน ไม่เหมือนกัน คนอเมริกันมองประเทศไทยอย่างไร ก็ไม่เหมือนคนยุโรปมองอเมริกา มองรัฐบาลอเมริกันไม่มีทางเป็นไปได้ ต้องยอมรับความจริง

             ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมามีการมองว่าการใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ( พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ) และ พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร ( พ.ร.บ.มั่นคง) แต่มักจะใช้ไม่ได้ผล พระสุเทพ กล่าวว่า แล้วแต่สถานการณ์ ในอดีตตนเคยเป็นรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เคยใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงมาแล้ว เมื่อเจอฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหว ประเภทที่ไม่เคารพกฎหมายมีแต่ใช้กำลัง ใช้อาวุธสงครามก็เอาไม่อยู่ ก็ต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นเครื่องมือ ก็แก้ปัญหาได้ แต่ในสถานการณ์วันนี้ ของรัฐบาลประยุทธ์ อาจจะไม่สามารถใช้กฎหมายนั้นได้ก็ไม่แน่ เพราะเขาอาจจะต้องการอะไรที่มีอำนาจมากกว่านี้ ส่วนความจำเป็นต้องมีกฎหมายหรือคำสั่งที่เบากว่ามาตรา 44 มาใช้หรือไม่นั้น พระสุเทพ กล่าวว่า ตามหลักการทั่วไปของรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติ จำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายที่มีความแข็งแรง และคนที่ได้อำนาจมาโดยวิธีการนี้ก็จำเป็นที่จะต้องใช้อำนาจที่เด็ดขาดด้วย

 

กมธ.ร่างรธนแก้นายกฯคนนอกโหวต2ใน3

 

               ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ฯ เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาทบทวนในหลักการจำนวน 2 ประเด็นที่สำคัญ คือ ที่มานายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ได้กำหนดให้เป็นส.ส. ที่มีผู้ท้วงติงว่ากรณีที่ไม่มีบทบัญญัติกำหนดให้ นายกฯ ต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถือเป็นการเปิดทางให้บุคคลที่ไม่เป็นส.ส.หรือเรียกว่าบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นนายกฯ ได้ และอาจก่อให้เกิดวิกฤตและปัญหาทางการเมืองเหมือนที่ผ่านมา และ ที่มาของ ส.ว. มีผู้เรียกร้องให้มาจากการเลือกตั้ง 77 จังหวัดๆ ละ 1 คน ด้วย

              พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงผลการพิจารณาว่าในส่วนของที่มานายกฯ นั้นที่ประชุมมีมติให้เพิ่มประโยคที่ว่า กรณีที่บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ  ไม่เป็น ส.ส. ต้องได้รับคะแนนเสียงลงมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเพื่อเป็นไปตามที่มีผู้เสนอว่าบุคคลภายนอกที่จะเข้ามาเป็นนายกฯนั้นต้องผ่านการยอมรับจากส.ส.ในสภาด้วยเสียงที่มากกว่านายกฯ ที่เป็นส.ส. นอกจากนั้นได้เพิ่มเติมบทบัญญัติขึ้นใหม่ในกรณีที่ส.ส.ได้รับเลือกและแต่งตั้งเป็นนายกฯ หรือรัฐมนตรีต้องลาออกจากการเป็นส.ส.นั้นด้วย ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามหลักการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนข้อเรียกร้องให้มีการจำกัดวาระของนายกฯ ที่ไม่เป็น ส.ส. และกำหนดเงื่อนไขให้นายกฯ คนนอกต้องมาช่วงวิกฤตนั้นที่ประชุมไม่ได้บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเพราะต้องการให้เป็นการใช้ดุลยพินิจและตัดสินใจร่วมกันของส.ส. ในสภาฯ

               พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวด้วยว่าสำหรับส.ว. นั้นที่ประชุมได้คงจำนวนไว้ไม่เกิน 200 คนแต่ได้เปลี่ยนหลักการของที่มาส.ว. ให้เป็น มาจากการเลือกตั้งจังหวัด 77 จังหวัดๆ ละ 1 คน รวมเป็น 77 คน ทั้งนี้ก่อนที่จะให้มีการเลือกตั้ง ส.ว.ใน 77 จังหวัดต้องผ่านการคัดกรองจากคณะกรรมการสรรหา และตรวจสอบประวัติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ก่อน โดยได้วางหลักเกณฑ์ในส่วนดังกล่าว คือ ใน 1 จังหวัดจะแบ่งกลุ่มผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ว. เป็น 10 ด้าน ซึ่งจะกำหนดรายละเอียดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. โดยการคัดเลือกโดย กรรมการสรรหา และจะคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมในด้านนั้นๆ ให้เหลือเพียงด้านละ 1 คน ก่อนส่งรายชื่อให้ประชาชนลงคะแนนเลือกตั้งในจังหวัดนั้นๆ โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งส.ว. ทั้งนี้การเลือกตั้ง ส.ว.ช่วงเริ่มต้นจะดำเนินการพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไป ส.ส. ที่บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญใหม่กำหนดให้มีการเลือกตั้งภายใน 90 วันหลังมีรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้

               พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวด้วยว่าสำหรับ ส.ว.ที่เหลืออีก 123 คน จะมาจาก 4 ส่วน คือ 1.มาจากการเลือกกันเองจากผู้เคยเป็นข้าราชการพลเรือน ระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่าซึงเป็นตำแหน่งบริหาร และข้าราชการฝ่ายทหาร ระดับปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือผู้บัญชาการเหล่าทัพ ประเภทละไม่เกิน 10 คน รวมเป็น 20 คน, 2.มาจากการเลือกกันเองของผู้แทนสภาวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพ หรืออาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้ง จำนวนไม่เกิน 15 คน, 3.มาจากการเลือกกันเองของผู้แทนองค์กรด้านเกษตรกรรม, ด้านแรงงาน, ด้านวิชาการ, ด้านชุมชน และด้านท้องถิ่น จำนวนไม่เกิน 30 คน และ 4.มาจากการสรรหาจากผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมใน 26 ด้าน ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติ (5) ของมาตรา 121 เดิม จำนวน 58 คน

               “สำหรับวาระดำรงตำแหน่งของ ส.ว. กำหนดให้เป็น 6 ปี แต่มีบทบกำหนดว่าเมื่อส.ว.มีวาระครบ 3 ปี ต้องให้พ้นจากตำแหน่งครึ่งหนึ่ง คือ 100 คน โดยกำหนดให้ ส.ว. ในส่วนอดีตข้าราชการ จำนว 20 คน, ผู้แทนสภาวิชาชีพ จำนวน 15 คน, ผู้แทนองค์กรด้านเกษตรกรรม, แรงงาน, วิชาการ, ชุมชน, ท้องถิ่น จำนวน 30 คน รวม 65 คนต้องพ้นไปทั้งหมด และที่เหลืออีก 35 คน ที่เหลือกำหนดให้ส.ว.ที่มาจากกาสรรหาจากผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรม 26 ด้านพ้นไปโดยวิธีจับฉลาก ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิส.ว.ที่พ้นจากตำแหน่งเมื่อถึงคราว3ปีเข้ารับการคัดเลือก หรือสรรหาเป็นส.ว.ได้อีก และไม่ตัดสิทธิการดำรงตำแหน่งที่ต้องอยู่ครบ 6 ปีเช่นกัน” พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในส่วนที่มา ส.ว ซึ่งบัญญัติในมาตรา 121 นั้นได้มีการแก้ไขจากร่างมาตราเดิม โดยตัดส่วนส.ว.ที่มาจากการเลือกกันเองของผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกฯ ประธานรัฐสภา และประธานศาลฎีกา จำนวน 10 คนออก เนื่องจากก่อนหน้านี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขอให้ไปทบทวนที่มาของส.ว.ดังกล่าว