
เจ้าของโบนันซาพร้อมคืนที่ดินหากพบบุกรุก
เจ้าของโบนันซาพร้อมคืนที่ดินหากพบบุกรุก ป่าไม้แจ้งความแผ้วถางที่ดินป่าสงวนฯ ขณะที่ บิ๊กต็อก ไฟเขียวรองปลัดยธ.สอบ
1เม.ย.2558หลังจากมีการตรวจสอบจากกรมป่าไม้ว่าโบนันซารุกพื้นที่ป่าสงวนฯ กว่า 103 ไร่ นายไพวงษ์ เตชะณรงค์ เจ้าของธุรกิจโบนันซ่าได้ให้สัมภาษณ์ผ่านการโฟนอินในรายการเก็บตกภาคกลางวันเนชั่นทีวีว่า ยินดีคืนทีดินหากพบว่ามีการบุกรุกพื้นที่
นายไพวงษ์ กล่าวต่อว่า ที่ดินเหล่านี้โบนันซาเองได้ซื้อมาตั้งแต่ ยี่สิบสามสิบปีที่แล้ว ไม่เคยแก้ไขอะไร และได้ทำตามรูปแบบของที่ดินทุกอย่าง ซึ่งหากทางภาครัฐจะเข้ามาตรวจสอบก็ยินดีให้ความร่วมมือ เพราะการตรวจสอบถือเป็นเรื่องปกติ
หากข้อสรุปออกมาว่าเป็นพื้นที่ของป่าสงวนจริง ก็ยินดีจะคืนให้กับทางภาครัฐโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ และไม่อยากให้มาเชื่อมโยงทางการเมือง เพราะไม่เคยใช้อำนาจทางการเมืองไปเรียกเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน มาแก้ไขโฉนดแต่อย่างใด และขอยืนยันความบริสุทธิ์ใจทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องที่ดินในครั้งนี้
ส่วนที่มีข่าวว่าโบนันซ่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนเสื้อแดง เนื่องจากให้พื้นที่ในการจัดงานอยู่บ่อยครั้ง นายไพวงษ์ กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง แต่เมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงมาขอจัดคอนเสิร์ตตามหลักลูกผู้ชายที่เคยรู้จักกับแกนนำนปช. ในขณะที่ได้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคความหวังใหม่ ซึ่งภายหลังได้ย้ายมารวมกับพรรคไทยรักไทย ณ ขณะนั้น จึงคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะให้ความช่วยเหลือ
ป่าไม้แจ้งความแผ้วถางที่ดินป่าสงวนฯ
ทั้งนี้จากกรณี พันเอกสมหมาย บุษบา คณะทำงานด้านกฎหมาย กองทัพภาคที่ 2 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบบริเวณสนามแข่งรถและพื้นที่ปลูกบ้านพัก ที่มีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาเสียดอ้า เขานกยูง เขาอ่างหิน บ้านโบนันซา รีสอร์ทเขาใหญ่ ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา รวมพื้นที่กว่า 151 ไร่ ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุดพันเอกสมหมาย เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ได้มีการนำเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว หลังจากนี้ทางคณะทำงานด้านกฎหมายกองทัพภาคที่ 2 ก็จะมีหน้าที่ในการติดตามความคืบหน้าทางด้านการดำเนินคดี กับหน่วยงานที่ได้มีการมอบหมายไป ว่ามีความคืบหน้าในขั้นตอนใด สำหรับหน่วยงานที่จะต้องดูแลรับผิดชอบในการตรวจสอบโบนันซ่า ที่ อ.ปากช่อง คือกรมป่าไม้ ที่จะต้องเป็นผู้ดำเนินการดูแลในขั้นตอนต่างๆ แต่ในการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าเป็นความผิดซึ่งหน้าก็คือการแผ้วถางที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ
จากการตรวจสอบในพื้นที่ยังพบว่ามีการสร้างสิ่งปลูกสร้างมากกว่า 10 หลังคาเรือน อีกทั้งยังมีการสร้างสนามแข่งรถที่ได้ไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากการตรวจสอบมีเนื้อที่เกือบ 200 ไร่ แต่เมื่อตรวจเอกสารสิทธิของทางผู้ที่ครอบครองที่ได้มีการนำมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ มีอยู่ประมาณ 47 ไร่ และที่ไม่มีเอกสารในการนำมาแสดงกว่า 100 ไร่ โดยการลงพื้นที่ดังกล่าวหน้าได้มีการใช้กฎหมายทั้งหมด 2 ส่วน คือ การให้องค์การบริหารส่วนตำบลขนงพระ ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ได้มีการใช้กฎหมายความควบคุมอาคาร ให้ได้มีการพิจารณาออกคำสั่งเพิกถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่ และกรมป่าไม้ก็สามารถที่จะใช้มาตรา 25 ของ พ.ร.บ. ป่าสงวน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่รับผิดชอบในการดูแล จากการสอบตรวจรายชื่อก็พบว่าเป็นผู้ที่มีอำนาจในการดูแลและบริการสนามแข่งขันรถ ในข้อหาบุกรุกแผ้วถางถือครองที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งตนยืนยันจะต้องนำพื้นที่ดังกล่าวกลับคืนมาอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ที่จะต้องอยู่คู่กับลูกหลานเราต่อไป
ด้าน นายสุนทร กันหาจันทร์ หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ นม.1 (ปากช่อง) เปิดเผยว่า ภายหลังการตรวจสอบรังวัดอย่างละเอียดของเจ้าหน้าที่พบว่าพื้นที่สนามแข่งรถอินเตอร์เนชั่นแนล โบนันซ่า สปีดเวย์ มีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาเสียดอ้า เขานกยูง เขาอ่างหิน จริงจำนวน 103 ไร่ ตนจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.ปากช่องเพื่อให้ดำเนินคดีต่อผู้บุกรุก คือ นายนิธิศเชษฐ์ สิทธิเจริญกุล ผู้ดูแลสนามแข่งรถ ซึ่งมีความผิดในข้อหาบุกรุกแผ้วถางก่นสร้างครอบครองป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มีโทษจำคุก 20 ปี ปรับ 150,000 บาท/ไร่ พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องหา ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นผู้ครอบครองที่ดินดังกล่าวส่งพนักงานสอบสวนด้วย
นายสุนทรกล่าวอีกว่า เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธว่าไม่ได้มีเจตนาบุกรุกและไม่ทราบว่าที่ดินดังกล่าวเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะดำเนินการสอบสวนต่อไป จากนี้คงต้องให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย ในส่วนของป่าไม้จะเข้าไปติดป้ายประกาศบริเวณเขตป่าสงวนแห่งชาติเขาเสียดอ้าฯ เพื่อไม่ให้มีการบุกรุกอีก ส่วนการก่อสร้างอาคารที่พักนั้นจะต้องรอคำสั่งศาลก่อนจึงจะทำการรื้อถอนต่อไป
‘บิ๊กต็อก’ไฟเขียวรองปลัดยธ.สอบ
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ตนได้มอบหมายให้พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รับผิดชอบสนธิกำลังภายใต้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอ.ตช.) เนื่องจากต้องประสานงานกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย เบื้องต้นได้รับรายงานว่า หลักฐานค่อนข้างชัดเจนว่าบริษัทเอกชนดังกล่าว มีการกระทำความผิดจริง จึงสั่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการต่อ อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.ดุษฎีได้รายงานว่า ยังมีการกระทำความผิดในลักษณะนี้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกหลายพื้นที่ ตนจึงสั่งการให้เดินหน้าตรวจสอบต่อไปไม่เฉพาะพื้นที่ภาคอีสานเท่านั้น
“เราไม่จำเป็นต้องเปิดยุทธการใดๆเป็นพิเศษ เพียงแต่ขอให้รองปลัดยุติธรรมระวังตัวในการทำงาน เนื่องจากเป็นการตรวจสอบนายทุนหรือผู้มีอิทธิพล อย่างไรก็ตาม การทำงานไม่ได้เลือกว่าการตรวจสอบปัญหาการบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติจะเป็นฝ่ายใดหรือเกี่ยวข้องกับใคร เพราะปัญหาเกิดขึ้นมานานแล้ว ผมไม่ได้เลือกว่าจะเน้นตรวจสอบฝ่ายไหน อยากดูการทำงานและให้เวลาเป็นตัวตัดสินว่าเราดำเนินการเอาผิดเฉพาะกลุ่มหรือไม่ เรื่องนี้ยังไม่มีใครมาเคลียร์ ถ้าทำผิดก็ต้องผิด ไม่ต้องมาเคลียร์กับผม และมั่นใจว่าไม่มีผู้ใหญ่ที่ไหนจะกล้ามาเคลียร์ให้ถ้าทำผิดกฎหมาย เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า กรณีการบุกรุกพื้นที่ป่าของโบนันซาถือว่า มีการทำความผิดสำเร็จแล้ว เพราะมีสิ่งปลูกสร้างเกิดขึ้นมาหลายปี เมื่อความผิดเกิดขึ้นแล้ว ถึงแม้จะบอกว่ายอมคืนพื้นที่ให้กับทางราชการก็ไม่พ้นความผิดตามกฎหมาย ส่วนเจ้าหน้าที่เคยตรวจสอบพบว่าเอกชนทำความผิดจริงมานานแล้ว แต่กลับไม่ยอมดำเนินการตามกฎหมายก็ต้องมีความผิดเช่นกัน เบื้องต้นจะเปิดโอกาสให้ชี้แจงเหตุผลที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่กับหน่วยงานในสังกัดก่อน
นายธนวัฒน์ สนิทศักดิ์ดี เจ้าหน้าที่สืบสวนชำนาญการคดีพิเศษ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กล่าวถึงความคืบหน้าการลงพื้นที่ตรวจสอบสนามแข่งรถโบนันซา สปีดเวย์ ต.ขนงพระ อ.เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ของบริษัท โบนันซา อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ว่า เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาบุกรุกตามพ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 กับนายนิธิศเชษฐ์ สุทธิเจริญกุล กรรมการบริหารบริษัท โบนันซ่า อินเตอร์เนชั่นแน สปีดเวย์ ซึ่งเป็นผู้เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ต้องหาจะให้การปฏิเสธ แต่จากหลักฐานเอกสารที่ตรวจพบจากน.ส.3 ก.ที่ใช้อ้างการครอบครองที่ดินดังกล่าวชัดเจนว่าสนามแข่งรถดังกล่าวก่อสร้างรุกล้ำพื้นที่สาธารณะ รวมถึงบุกรุกพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาเสียดอ้า ป่าเขานกยูง และป่าเขาอ่างหิน ประมาณ 103 ไร่ หลังจากนี้จะต้องเสนอให้กรมที่ดินเพิกถอนตามกฎหมาย นอกจากนี้ในการตรวจสอบยังพบประเด็นที่นายไพวงศ์ เตชะณรงค์ มีชื่อเป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่( ภบท.5)ตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเรียกเข้าให้ปากคำในฐานะที่มีชื่อเป็นผู้ครอบครองที่ดินด้วย
สำหรับพื้นที่ของโบนันซ่าจากการตรวจสอบพบว่านอกจากสนามแข่งรถแล้วยังมีสนามกอล์ฟและพื้นที่อีกหลายจุดที่มีการขยายพื้นที่เพิ่มเติมจากเอกสารสิทธิ โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสารเพื่อขยายผลไปตรวจสอบพื้นที่ทั้งหมดของโบนันซา



