ข่าว

นักวิชาการห่วงไทยล่มสลายแนะอุดมศึกษาเป็นเสาหลัก

นักวิชาการห่วงไทยล่มสลายแนะอุดมศึกษาเป็นเสาหลัก

13 ก.ค. 2552

นักวิชาการห่วงประเทศไทยล่มสลายเหมือนหลายประเทศที่เคยเกิดสงครามการเมืองที่มีชนวนมาจากความขัดแย้งแบบที่กำลังเกิดในไทย ชี้ทางออกเลิกหวังให้คู่กรณีมาจับมือ แต่สถาบันอุดมศึกษา ต้องเป็นเสาหลักให้ประชาชนเข้าใจผลร้ายของความขัดแย้งและรังเกียจคนที่ก่อเหตุขึ้น

(13ก.ค.) ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์  ดร.สมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวในการสัมมนาเรื่อง “ อุดมศึกษากับความสมานฉันท์ของชาติ “ จัดโดยที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ ว่า สถานการณ์ขัดแย้งในขณะนี้เหมือนช่วงเสียกรุงครั้งที่ 2 เมื่อพม่าตีกรุงแตกแทนที่คนไทยจะสามัคคีช่วยกันสู้พม่า กลับแบ่งแยกเป็นก๊กแต่ละก๊กหวังเป็นใหญ่หมด สุดท้ายพระเจ้าตากตกใช้เวลาถึง15 ปีในรัชกาลของพระองค์ยกทัพปราบปรามก๊กต่าง ๆ บ้านเมืองเต็มไปด้วยสงคราม เสียเลือดเนื้อไปมากเพื่อกอบกู้เอกภาพและความเป็นไทยคืนมา

 “ความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้เกิดเพราะการเมืองเอาประชาชนมาเป็นเหยื่อ มาเป็นเครื่องมือต่อสู้กันโดยไม่สนใจว่าประเทศจะเป็นอย่างไร ทำไปเพื่อความสะใจและเพื่อประโยชน์ของตัวเอง เพราะฉะนั้น จะไปแก้ไขความขัดแย้งโดยให้แต่ละฝายมาจับมือกันคงยาก แต่ต้องทำให้ประชนชาตระหนักถึงผลกระทบต่อประเทศจากความขัดแย้ง ทำให้เขารู้ว่า ประเทศจะอยู่อย่างไม่มีอนาคตและไร้ความหวังหากความขัดแย้งยังดำเนินต่อไป เมื่อทำให้ประชาชนรังเกียจความขัดแย้งและผู้ที่มีส่วนร่วมให้เกิดความขัดแย้งได้ ความขัดแย้งจะลดน้อยลงไปเองเพราะผู้ก่อความขัดแย้งตระหนักได้ว่า เขาจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนต่อไป “ ศ.ดร.สมบัติ กล่าว

 ศ.ดร.สมบัติ กล่าวต่อว่า ประเทศศรีลังกาเป็นตัวอย่างของประเทศที่มีความหวังจะพัฒนาไปได้ไกล แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นในประเทศ การพัฒนาประเทศก็ชะงักงัน ทุกวันนี้ ศรีลังกาอยู่อย่างไม่มีอนาคตและความหวัง เพราะฉะนั้น ถ้าความขัดแย้งในไทยดำเนินต่อไป ไทยก็จะไร้อนาคตเหมือนศรีลังกา

 ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ กรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ดูตัวอย่างประเทศที่เกิดความขัดแย้งขึ้นแล้ว น่าเป็นห่วงประเทศไทย เพราะความขัดแย้งในประเทศต่าง ๆ ที่สุดนำไปสู่สงครามกลางเมืองและจบลงด้วยการล่มสลายทางสังคม อย่างเช่น ประเทศเลบานอน จากประเทศที่มีความหวัง จู่ ๆ ไม่รู้ว่าใครรบกับใคร คนจับมือขึ้นมายิงใส่กัน เช่นเดียวกับประเทศอาร์เจนตินา เพราะฉะนั้น ไม่มีหลักประกันใดว่า การทะเลาะเบาะแว้งกันในขณะนี้ของประเทศไทยจะไม่ลุกลามไปสู่สงครามกลางเมืองเหมือนที่เกิดในประเทศอื่น ๆ และจริง ๆ แล้ว ประเทศไทยก็เคยเกิดสงครามกลางเมืองย่อย ๆ มาแล้ว เมื่อ 14 ต.ค. 2516 เดชะบุญที่ผ่านมาได้

 อย่างไรก็ตาม การจะทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจถึงการยอมรับและเคารพในความคิดที่แตกต่าง โดยมองเป้าหมายของประเทศเป็นสำคัญสุดนั้นซึ่งจะทำให้การแตกต่างทางความคิดไม่ลุกลามเป็นความขัดแย้งนั้นเป็นเรื่องที่ยาก อาจจะต้องรอสร้างวัฒนธรรมใหม่ในสังคมไทยขึ้นมา

 รศ.ดร.สุริชัย หวันแก้ว ผอ.สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเมืองไทยในขณะนี้มีแต่พวกรอชนะกินรวบ กับพวกที่แพ้แต่รอชนะ ไม่มีใครใส่ใจความเดือดร้อนของชาวบ้าน การเมืองไทยยังมีลักษณะแยกขั้นปฏิปักษ์ต่อเนื่อง ขณะที่สังคมไทยก็สับสนทางความคิด ยอมรับนักการเมืองที่โก่งแต่เก่งได้ หรือการเสนอแนวคิดไม่เอาผิดต่อคนผิดเพื่อให้สังคมเกิดความสมานฉันท์ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด หากไม่ลงโทษคนผิด สังคมไทยจะกลายเป็นสังคมพวกใครไม่ใช่สังคมประชาธิปไตย

 “ ประชาชาธิปไตยเรามองแต่สิ่งที่จับต้องได้ ไม่สนใจคุณค่าในจับต้องไม่ได้ ประชาธิปไตยเรายังติดหล่มมาตลอด นอกจากนั้น สังคมไทยยังมีทัศนคติแยกขั้วเด็ดขาด แบ่งเป็นขาว-ดำ เทพ-มาร ทั้งที่จริง ๆ แล้ว มีนักการเมืองจำนวนขาดจริยธรรม และไม่เคยสำนึกผิดในสิ่งที่ทำลงไป เพราะนั้น สถาบันอุดมศึกษา ต้องสอนคนให้สามารถจำแนกนักการเมืองได้ และไม่ติดยึดกับการเมืองที่ติดที่สิ่งที่วัดได้“

 รศ.ดร.ประเสริฐ ชิตพงศ์ ประธานคณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางปฏิรูปกาเมือง กล่าวว่า คณะอนุกรรมการฯจะสรุปแนวทางปฏิรูปการเมืองเสนอรัฐบาล 16 ก.ค.นี้ สาระสำคัญจะให้มีการปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยทุกระดับ โดยเฉพาะอุดมศึกษาต้องเป็นผู้นำชำระประวิตาสตร์ประชาธิปไตยไทย ขณะที่ สกอ.ต้องกำหนดให้เรื่องประชาธิปไตยเป็นตัวชี้วัดในการประเมินมาตรฐานอุดมศึกษาด้วย

 ในส่วนของนักการเมืองนั้นทุกวันนี้ยังขาดความเข้าใจด้านการเมืองในระบอบประชาธิปไตย การมีสำนึกรับผิดชอบทางการเมือง บกพร่องทางจริยธรรม ซึ่งทางคณะกรรมการได้เสนอว่า ควรจะมีหลักสูตรการเรียนการสอนภาคบังคับด้านประชาธิปไตยและการปลูกฝังทัศนคติและคุณสมบัติการเป็นนักการเมืองที่ดีในสถานศึกษาทุกระดับทุกสาขา รวมทั้งให้มีสถาบันพัฒนาบุคลากรทางการเมืองเพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลอื่นที่สนใจเป็นนักการเมืองมีโอกาสเข้ามาเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นนักการเมืองที่ดีมีคุณภาพ

 รศ.เปรื่อง กิจรัตน์กร อธิการบดีมหาวิทยาลับราชภัฏพระนคร กล่าวว่า เรียกร้องให้อธิการบดีทุกสถาบันอุดมศึกษา ไฟเขียวให้นักศึกษาออกมาเคลื่อนไหว คัดค้านการก่อความขัดแย้ง ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้งลงไปได้

 ด้าน นายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาธิการ กกอ.) กล่าวว่า มหาวิทยาลัยควรจะมีความรับผิดชอบทางสังคม ทั้งการให้บริการทางวิชาการ งานวิจัย ขณะเดียวกันอุดมศึกษาควรเป็นตัวอย่างของการเป็นผู้สร้างสังคมสมานฉันท์ ในฐานะที่เราเป็นผู้สร้างและปลูกฝังเยาวชน โดยอุดมศึกษาจะต้องสร้างให้นักศึกษามีความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นพลเมืองที่ดี มีคุณธรรมจริยธรรม ยึดมั่นในการสร้างสันติภาพ

 นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ. ) กล่าวว่า สังคมได้เกิดความขัดแย้งอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน รัฐบาลพยายามอดทนอดกลั้นมากที่สุด เพิ่มให้เลิกแตกแยกหรือลดความขัดแย้งลงให้เหลือน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม หากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศกว่า 200 กว่าแห่ง มีบทบาทดูแลสังคม เชนสถาบันอุดมศึกษา 1 แห่งดูแล 1 จังหวัด จะทำให้สถาบันอุดมศึกษาเขาถึงประชาชนเป็นตัวนำตัวเชื่อมโยงของสังคมได้ ที่ผ่านมา สังคมให้ความคาดหวังมาหวิทยาลัยค่อนข้างสูง แต่มหาวิทยาลัยเราถูกวิจารณ์ว่าอยู่ห่างโลกความเป็นจริง อยู่ห่างความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น หากมหาวิทยาลัยมีโอการเรียนรู้เรื่องในท้องถิ่น มหาวิทยาลัยจะสามารถนำพาไม่เฉพาะเรื่องสมานฉันท์ แต่รวมถึงนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ถูกทิศทาง