ข่าว

'เต้น'เชื่อกสท.ถูกบีบปิดทีวีแดง

'เต้น'เชื่อกสท.ถูกบีบปิดทีวีแดง

31 มี.ค. 2558

'ณัฐวุฒิ' เห็นใจ 'กสท.' เชื่อถูกกดดันให้ลงมติสั่งปิดทีวีแดง 2 ช่อง เหน็บ ผู้มีอำนาจสร้างความยอมรับ-เชื่อมั่นด้วยการบริหารไม่ได้ ต้องใช้กำลังเพื่อรักษาเสถียรภาพ

 
                          31 มี.ค. 58  นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวถึงมติของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ที่มีมติให้ PEACE TV และ TV 24 งดออกอากาศ 7 วัน เนื่องจากมีหลายรายการที่ออกอากาศแล้วเข้าข่ายยั่วยุ ขัดต่อประกาศของ คสช. ว่า ที่ผ่านมาโทรทัศน์ดาวเทียมทางการเมืองทุกช่อง ก็มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ทางการเมืองในแง่มุมต่างๆ โดยตลอด ระดับความเข้มข้น ก็แทบจะไม่แตกต่างกัน หากเทียบกับ PEACE TV และ TV 24 แล้ว บางช่องยังดุเดือดร้อนแรงกว่าด้วยซ้ำ แต่เมื่ิอมีคำสั่งให้ยุติการออกอากาศ กลับเกิดขึ้นกับ 2 ช่องดังกล่าวนี้เท่านั้น เข้าใจว่า กสท.ก็คงจะถูกกดดันให้ต้องมีมติเช่นนี้ นี่ถือเป็นอีกสัญญาณหนึ่งว่าฝ่ายรัฐเลือกที่จะใช้อำนาจจัดการทุกอย่างแทนที่จะเปิดช่องให้คนเห็นต่างได้สื่อสารบ้างเพื่อคลายความกดดัน ลักษณะแบบนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ถ้าผู้มีอำนาจไม่สามารถสร้างความยอมรับ หรือความเชื่อมั่นจากประชาชนได้ด้วยการบริหาร ก็จะกลับมาใช้กำลังเพื่อควบคุมปฏิกริยาต่างๆ ที่จะมีผลต่อเสถียรภาพของรัฐเท่านั้น ทั้งที่ผ่านมา เราก็ไม่ได้ไปปลุกปั่น ยุยง หรือทำอะไรที่เป็นการเคลื่อนไหวใต้ดิน หรือคลื่นใต้น้ำอะไรเลย เราคิดเห็นอย่างไร ก็เสนอผ่านรายการเพียงเท่านั้น 
 
                          อย่างไรก็ตาม ทางทีมงานของทั้ง 2 ช่องดังกล่าว จะใช้ช่วงเวลาที่ยุติการออกอากาศนี้ สรุปแนวทางการดำเนินงานที่ผ่านมา และกำหนดยุทธศาสตร์ในการผลิตเนื้อหาเพื่อออกอากาศภายใต้จุดยืนประชาธิปไตยต่อไป
 
 
 
'พท.' จวก 'กมธ.ยกร่างรธน.' ค่าแรงสูง แต่ผลงานสวนทางกับค่าจ้าง
 
 
                          นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า หากมีการทำประชามติ ในช่วงของการรณรงค์ประชามติ จะมีความเห็นต่างและขัดแย้งจนสวนทางปรองดอง ว่า เป็นธรรมดาของการทำประชามติกับคนหมู่มากทั้งประเทศ ที่จะต้องมีคนเห็นต่างกันบ้าง แต่ความเห็นไม่เหมือนกันในระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นความงดงาม ไม่จำเป็นจะต้องขัดแย้งรุนแรงเสมอไป แต่หากจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้น แทนที่จะโทษประชาชน หรือมองนักการเมืองเป็นศัตรู ควรมองการทำงานของเครือข่ายแม่น้ำ 5 สายของท่านด้วยว่า เป็นชนวนความขัดแย้งรอบใหม่หรือไม่ ทั้งนี้ ท่าทีของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างฯ ที่ปลุกระดม สปช.ให้ผนึกกำลังสู้ หากพ่ายแพ้นักการเมืองตายหมู่นั้น ถือเป็นทัศนคติอันเป็นลบที่ต้องระมัดระวัง พวกท่านกล่าวหา ส.ส. และ ส.ว.ในอดีต ว่าเป็นสภาผัวเมีย ทั้งๆ ที่พวกเขามาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่พวกท่านลักไก่ตั้งลูกตั้งเมียมากินเงินเดือน รับรายได้จากภาษีอากรของประชาชนตั้งแต่ 15,000 ถึง 24,000 บาท บางคนตั้งคนๆ เดียวควบ 3 ตำแหน่ง รายได้ต่อครัวเรือนสูงมาก แล้วอ้างว่าไม่รู้ ไม่มีกฎหมายห้าม ทั้งๆ ที่เงินประจำตำแหน่ง สนช. สปช. เดือนละ 113,560 บาท ไม่รวมเบี้ยประชุมกรรมาธิการฯ ปกติคนละ 1,500 บาทต่อครั้ง เซ็นชื่อเบิกเบี้ยประชุมกรณีวิ่งรอกได้อีกคนละ 2 คณะต่อวัน ซึ่งเฉพาะตัวนายบวรศักดิ์ ในฐานะประธานกรรมาธิการยกร่างฯ ได้เบี้ยประชุมครั้งละ 9,000 บาท กรรมาธิการยกร่างฯ ทั่วไป ได้เบี้ยประชุมครั้งละ 6,000 บาท กรรมาธิการยกร่างฯ ผู้ที่ไม่ได้เป็นแม่น้ำ 4 สาย ไม่ได้ควบตำแหน่ง สนช. หรือ สปช.ได้รับเบี้ยประชุมเพิ่มพิเศษอีก 50 เปอร์เซ็นต์ เป็น 9,000 บาทต่อคนต่อวัน เฉพาะประชุมกรรมาธิการยกร่างฯ อย่างเดียว ผ่านไป 80 ครั้ง นายบวรศักดิ์ มีรายได้เฉพาะค่าเบี้ยประชุมกรรมาธิการยกร่างฯ 720,000 บาท และจะเดินหน้าประชุมต่อไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย แบบนี้ชาวบ้านก็มีสิทธิ์คิดต่างพวกท่านได้หรือไม่ว่า ค่าแรงสูง แต่ผลงานสวนทางค่าจ้าง นั่นแสดงว่ายิ่งประชุมมาก ยิ่งใช้เวลานานมากๆ ชาวบ้านก็รอพวกท่านคืนความสุขจนเซ็ง แต่พวกท่านได้รับความสุขกันไปถ้วนหน้าเต็มๆ ก่อนประชาชนแล้วใช่หรือไม่
 
 
 
ห่วง ม.44 ฉุดเศรษฐกิจลงเหว
 
 
                          นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่รัฐบาลจะนำมาตรา 44 มาใช้แทนกฎอัยการศึกนั้น เพราะรัฐบาลเพิ่งจะเห็นว่า กฎอัยการศึกมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก ทั้งการท่องเที่ยวและการลงทุน แต่การใช้มาตรา 44 อาจจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจหนักยิ่งกว่ากฎอัยการศึกได้ ดังนั้น อยากให้ศึกษาผลกระทบให้ดี เพราะหากเศรษฐกิจเสียหายเพิ่มเติม จะยิ่งแก้ไขยากขึ้น ปัจจุบันก็เสียหายมากมายอยู่แล้ว ทั้งนี้ อยากให้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในหลายๆ เรื่อง อาทิ เศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ได้ตกต่ำ ตรงกันข้าม เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกามีการขยายตัวกว่า 3% ในปีนี้ ซึ่งทำให้การส่งออกของไทยไปสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นทั้งเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ ไม่ได้ลดลงเหมือนการส่งออกไปจีนที่ติดลบทั้งสองเดือน 
 
                          อีกทั้งเรื่องโครงการรถยนต์คันแรกนั้น รัฐนำภาษีสรรพสามิตที่ได้รับจากการขายรถยนต์คืนให้กับประชาชนผู้ซื้อ เป็นการคืนภาษี และบางคันก็คืนไม่หมด อีกทั้งรัฐยังได้ภาษี VAT รัฐไม่ได้ควักเงินงบประมาณของรัฐออกมาจ่าย อยากให้เข้าใจให้ถูกต้อง แนวคิดโครงการนี้นอกจากจะต้องการสานฝันของประชาชนที่อยากมีรถให้เป็นจริงแล้ว ยังเป็นการเพิ่มยอดการขายรถยนต์ เพื่อส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของภูมิภาคแข่งกับประเทศอินโดนิเซียด้วย แต่เมื่อเศรษฐกิจไทยตกต่ำประกอบกับมีปัญหาทางการเมือง การลงทุนจากต่างประเทศจึงได้โยกย้ายไปอินโดนิเซียและประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่แต่เฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์เท่านั้น แต่เป็นอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายต่ออนาคตของประเทศไทย อยากเรียกร้องให้ประเทศไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างเร่งด่วน เพื่อดึงความมั่นใจจากต่างประเทศกลับมา