ข่าว

บทเรียน‘เคพีเค’อินโดนีเซียบนความท้าทายปราบคอร์รัปชั่น

บทเรียน‘เคพีเค’อินโดนีเซียบนความท้าทายปราบคอร์รัปชั่น

31 มี.ค. 2558

บทเรียน‘เคพีเค’อินโดนีเซีย บนความท้าทายปราบคอร์รัปชั่น : เรื่อง-นภาพร แจ่มทับทิม แปลบทสัมภาษณ์ โดยนิลลยา ตรีวรวัฒน์


             การจัดลำดับดัชนีภาพลักษณ์การทุจริต โดยองค์กรความโปร่งใสสากล(-(Transparency InternationalTI) ที่เผยแพร่เป็นประจำทุกปี ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องชี้วัดถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ยังเป็นแรงดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศอีกด้วย เพราะหากประเทศใดมีปัญหาการทุจริตในระดับสูง ย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนและคงไม่มีใครอยากจะไปลงทุนคบค้าด้วย

             “อินโดนีเซีย” ประเทศหนึ่งที่เคยประสบปัญหาการทุจริตอย่างหนัก โดยเฉพาะสมัยประธานาธิบดีซูฮาร์โต ผู้นำจอมเผด็จการที่ถูกกล่าวหาว่ามีการทุจริตเอื้อประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้องอย่างมโหฬาร จนประชาชนเดือดร้อนอย่างหนักในช่วงวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2540 เกิดแรงผลักดันจากทั้งภายนอกและในประเทศเรียกร้องให้จัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ขจัดการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเอาจริงเอาจัง มีชื่อตามภาษาอินโดนีเซียว่า KomsitPemberantasanKorupsi (KPK : เคพีเค) หรือองค์การปราบปรามการทุจริตแห่งอินโดนีเซีย

             คณะสื่อมวลชนจากโครงการอบรมหลักสูตร “ความรู้เรื่องการเป็นประชาคมอาเซียนสำหรับสื่อมวลชน รุ่นที่ 3” จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและชมรมนักข่าวอาเซียน ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมองค์กรอิสระดังกล่าว ซึ่งได้รับการยอมรับถึงผลงานอันเป็นที่ประจักษ์แก่ชาวอินโดนีเซียและนานาชาติ

             โดยในระหว่าง พ.ศ.2547-2557 “เคพีเค” ได้สร้างผลงานการจับกุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตทั้งนักการเมือง ส.ส. รัฐมนตรี ข้าราชการ นายตำรวจ ผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชนที่เกี่ยวพันกับการทุจริตภาครัฐ จำนวนทั้งสิ้น 453 ราย และสามารถตัดสินโทษคุมขัง ยึดทรัพย์ ผู้กระทำความผิดได้ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ปกป้องมูลค่าความเสียหายให้ประเทศได้อย่างมหาศาล

             ปัจจัยที่ทำให้คณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งอินโดนีเซียประสบความสำเร็จ สามารถนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ก็คือ  ความเป็นอิสระจากฝ่ายบริหารและรัฐสภาอย่างแท้จริง รวมถึงเสรีภาพของสื่อสารมวลชนที่เป็นตัวสนับสนุนและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน

             กลไกการทำงานที่รวดเร็ว เคพีเคมีอำนาจหน้าที่ครอบคลุมการสืบสวน สอบสวน การฟ้องร้อง และดำเนินคดีจนถึงที่สุด ด้วยระบบศาลพิเศษ ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดีทุจริตเป็นการเฉพาะโดยไม่ต้องผ่านอัยการ

             การทำงานในรูปแบบหน่วยงานตอบโต้ฉับพลัน (Rapid Movement Unit) มีหน้าที่จัดการกับการกระทำผิดที่พบหลักฐานคาหนังคาเขา คดีประเภทนี้ ไม่ต้องมีผู้ร้องเรียน แต่สามารถดำเนินการสอบสวนได้ทันที

             การจำกัดบทบาทของเคพีเค ให้ตรวจสอบเฉพาะคดีการทุจริตที่สร้างความเสียหายต่อรัฐอย่างน้อยหนึ่งพันล้านรูเปียห์หรือ 2.7 ล้านบาท ส่วนคดีทุจริตอื่นๆ ก็จะยกให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานต้นสังกัดเป็นผู้ดำเนินการ

             รวมถึงการสืบสวนคดีในทางลับ เคพีเค มีอำนาจตามกฎหมายในการดักฟังโทรศัพท์หรือติดตั้งระบบติดตามตัวผู้ต้องสงสัยในคดีทุจริตโดยไม่ต้องขอหมายศาล ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ทั้งในระดับปฏิบัติงานระดับประธานหรือรองประธาน ก็ต้องถูกติดตั้งระบบติดตามตัวในมือถือหรือรถยนต์ เพื่อการตรวจสอบ ถ่วงดุลการทำงานด้วยเช่นกัน

             สำหรับผู้ที่จะก้าวเข้ามาทำหน้าที่ในเคพีเคก็ต้องได้รับการตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดตั้งแต่ศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยไม่มีข้อครหาเรื่องความประพฤติมิชอบ

             ในโอกาสนี้คณะสื่อมวลชน ยังได้สัมภาษณ์ นายอัดนัน ปันดู ปราจา รองประธานคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งอินโดนีเซีย เล่าถึงบทบาทหน้าที่ขององค์กรแห่งนี้ ที่แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นองค์กรสาธารณะที่มีผลงานดีที่สุดในภูมิภาค แต่ใช่ว่า การดำเนินงานปราบปรามการทุจริตจะไร้อุปสรรค

             เขายอมรับว่า การทำงานของเคพีเค ในช่วงหลังมีความยากลำบากมากขึ้น เพราะเกิดความขัดแย้งและการตอบโต้กันระหว่างเคพีเคกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากตำรวจได้สั่งสอบสวนเจ้าหน้าที่ระดับบริหารของเคพีเค จนเกิดคำเปรียบเทียบว่านี่คือการต่อสู้ระหว่างจิ้งจก (เคพีเค) กับ จระเข้ (สนง.ตำรวจ) เพราะแม้เคพีเคจะมีอำนาจตามกฎหมายแต่ยังไม่มากเท่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ

             “ประเด็นทางการเมือง ยังมีส่วนที่ทำให้เคพีเคทำงานยากลำบากมากขึ้น เพราะแม้นายโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีจะเคยหาเสียงไว้ว่าจะต่อสู้กับการทุจริต แต่ภายในพรรคประชาธิปไตยอินโดนีเซีย (พีดีไอ-พี) พรรครัฐบาลต้นสังกัดของเขา ยังคงแบ่งเป็นฝักฝ่ายนางเมกะวาตี ซูการ์โน อดีตประธานาธิบดีที่สนับสนุนสำนักงานตำรวจ และโจโกวี ไม่ใช่ผู้มีสิทธิ์ชี้ขาดภายในพรรค ทำให้รัฐบาลไม่อาจสนับสนุนหรือปกป้องการทำงานของเคพีเคได้อย่างเต็มที่

             “นอกจากนั้น คดีการทุจริตส่วนใหญ่เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกรัฐสภา และเมื่อเร็วๆ นี้ รัฐสภามีการร่างกฎหมายที่จะลดทอนอำนาจของเคพีเค ซึ่งเป็นเหตุที่รัฐสภาไม่สนับสนุนเคพีเคเท่าที่ควร”

             นายอัดนัน ปันดู ปราจา ยืนยันว่า เคพีเคยังคงยึดหลักการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งจะต้องเดินควบคู่ไปการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

             “จากกรณีที่เคพีเคเคยไปเยือนจังหวัดเล็กๆ หลายแห่ง และได้พบว่าใบอนุญาตการทำเหมืองของบริษัทเหมืองกว่า 400 ฉบับถูกเพิกถอน เนื่องจากใบอนุญาตดังกล่าวกระทำผิดกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ เราจึงรู้ว่าเคพีเคยังคงมีบทบาทให้หน่วยงานอื่นๆ ได้ตระหนักถึงการคอร์รัปชั่นและนำมาสู่การปฏิบัติ”

             ประเด็นการป้องกันปราบปรามการทุจริต และความโปร่งใสของระบบการบริหารราชการและกฎหมายในกลุ่มประเทศอาเซียน ยังคงเป็นหลักประกันในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ก่อนที่ประชาคมอาเซียนจะรวมตัวกันอย่างเป็นทางการในปลายปีนี้