
บทเรียนเคพีเคอินโดนีเซียบนความท้าทายปราบคอร์รัปชั่น
บทเรียนเคพีเคอินโดนีเซีย บนความท้าทายปราบคอร์รัปชั่น : เรื่อง-นภาพร แจ่มทับทิม แปลบทสัมภาษณ์ โดยนิลลยา ตรีวรวัฒน์
การจัดลำดับดัชนีภาพลักษณ์การทุจริต โดยองค์กรความโปร่งใสสากล(-(Transparency InternationalTI)
“อินโดนีเซีย” ประเทศหนึ่งที่เคยประสบปัญหาการทุจริตอย่างหนัก โดยเฉพาะสมัยประธานาธิบดีซูฮาร์โต ผู้นำจอมเผด็จการที่ถูกกล่าวหาว่ามีการทุจริตเอื้อประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้องอย่างมโหฬาร จนประชาชนเดือดร้อนอย่างหนักในช่วงวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2540 เกิดแรงผลักดันจากทั้งภายนอกและในประเทศเรียกร้องให้จัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ขจัดการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเอาจริงเอาจัง มีชื่อตามภาษาอินโดนีเซียว่า KomsitPemberantasanKorupsi (KPK : เคพีเค) หรือองค์การปราบปรามการทุจริตแห่งอินโดนีเซีย
คณะสื่อมวลชนจากโครงการอบรมหลักสูตร “ความรู้เรื่องการเป็นประชาคมอาเซียนสำหรับสื่อมวลชน รุ่นที่ 3” จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและชมรมนักข่าวอาเซียน ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมองค์กรอิสระดังกล่าว ซึ่งได้รับการยอมรับถึงผลงานอันเป็นที่ประจักษ์แก่ชาวอินโดนีเซียและนานาชาติ
โดยในระหว่าง พ.ศ.2547-2557 “เคพีเค” ได้สร้างผลงานการจับกุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตทั้งนักการเมือง ส.ส. รัฐมนตรี ข้าราชการ นายตำรวจ ผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชนที่เกี่ยวพันกับการทุจริตภาครัฐ จำนวนทั้งสิ้น 453 ราย และสามารถตัดสินโทษคุมขัง ยึดทรัพย์ ผู้กระทำความผิดได้ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ปกป้องมูลค่าความเสียหายให้ประเทศได้อย่างมหาศาล
ปัจจัยที่ทำให้คณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งอินโดนีเซียประสบความสำเร็จ สามารถนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ก็คือ ความเป็นอิสระจากฝ่ายบริหารและรัฐสภาอย่างแท้จริง รวมถึงเสรีภาพของสื่อสารมวลชนที่เป็นตัวสนับสนุนและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน
กลไกการทำงานที่รวดเร็ว เคพีเคมีอำนาจหน้าที่ครอบคลุมการสืบสวน สอบสวน การฟ้องร้อง และดำเนินคดีจนถึงที่สุด ด้วยระบบศาลพิเศษ ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดีทุจริตเป็นการเฉพาะโดยไม่ต้องผ่านอัยการ
การทำงานในรูปแบบหน่วยงานตอบโต้ฉับพลัน (Rapid Movement Unit) มีหน้าที่จัดการกับการกระทำผิดที่พบหลักฐานคาหนังคาเขา คดีประเภทนี้ ไม่ต้องมีผู้ร้องเรียน แต่สามารถดำเนินการสอบสวนได้ทันที
การจำกัดบทบาทของเคพีเค ให้ตรวจสอบเฉพาะคดีการทุจริตที่สร้างความเสียหายต่อรัฐอย่างน้อยหนึ่งพันล้านรูเปียห์หรือ 2.7 ล้านบาท ส่วนคดีทุจริตอื่นๆ ก็จะยกให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานต้นสังกัดเป็นผู้ดำเนินการ
รวมถึงการสืบสวนคดีในทางลับ เคพีเค มีอำนาจตามกฎหมายในการดักฟังโทรศัพท์หรือติดตั้งระบบติดตามตัวผู้ต้องสงสัยในคดีทุจริตโดยไม่ต้องขอหมายศาล ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ทั้งในระดับปฏิบัติงานระดับประธานหรือรองประธาน ก็ต้องถูกติดตั้งระบบติดตามตัวในมือถือหรือรถยนต์ เพื่อการตรวจสอบ ถ่วงดุลการทำงานด้วยเช่นกัน
สำหรับผู้ที่จะก้าวเข้ามาทำหน้าที่ในเคพีเคก็ต้องได้รับการตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดตั้งแต่ศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยไม่มีข้อครหาเรื่องความประพฤติมิชอบ
ในโอกาสนี้คณะสื่อมวลชน ยังได้สัมภาษณ์ นายอัดนัน ปันดู ปราจา รองประธานคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งอินโดนีเซีย เล่าถึงบทบาทหน้าที่ขององค์กรแห่งนี้ ที่แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นองค์กรสาธารณะที่มีผลงานดีที่สุดในภูมิภาค แต่ใช่ว่า การดำเนินงานปราบปรามการทุจริตจะไร้อุปสรรค
เขายอมรับว่า การทำงานของเคพีเค ในช่วงหลังมีความยากลำบากมากขึ้น เพราะเกิดความขัดแย้งและการตอบโต้กันระหว่างเคพีเคกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากตำรวจได้สั่งสอบสวนเจ้าหน้าที่ระดับบริหารของเคพีเค จนเกิดคำเปรียบเทียบว่านี่คือการต่อสู้ระหว่างจิ้งจก (เคพีเค) กับ จระเข้ (สนง.ตำรวจ) เพราะแม้เคพีเคจะมีอำนาจตามกฎหมายแต่ยังไม่มากเท่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ
“ประเด็นทางการเมือง ยังมีส่วนที่ทำให้เคพีเคทำงานยากลำบากมากขึ้น เพราะแม้นายโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีจะเคยหาเสียงไว้ว่าจะต่อสู้กับการทุจริต แต่ภายในพรรคประชาธิปไตยอินโดนีเซีย (พีดีไอ-พี) พรรครัฐบาลต้นสังกัดของเขา ยังคงแบ่งเป็นฝักฝ่ายนางเมกะวาตี ซูการ์โน อดีตประธานาธิบดีที่สนับสนุนสำนักงานตำรวจ และโจโกวี ไม่ใช่ผู้มีสิทธิ์ชี้ขาดภายในพรรค ทำให้รัฐบาลไม่อาจสนับสนุนหรือปกป้องการทำงานของเคพีเคได้อย่างเต็มที่
“นอกจากนั้น คดีการทุจริตส่วนใหญ่เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกรัฐสภา และเมื่อเร็วๆ นี้ รัฐสภามีการร่างกฎหมายที่จะลดทอนอำนาจของเคพีเค ซึ่งเป็นเหตุที่รัฐสภาไม่สนับสนุนเคพีเคเท่าที่ควร”
นายอัดนัน ปันดู ปราจา ยืนยันว่า เคพีเคยังคงยึดหลักการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งจะต้องเดินควบคู่ไปการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
“จากกรณีที่เคพีเคเคยไปเยือนจังหวัดเล็กๆ หลายแห่ง และได้พบว่าใบอนุญาตการทำเหมืองของบริษัทเหมืองกว่า 400 ฉบับถูกเพิกถอน เนื่องจากใบอนุญาตดังกล่าวกระทำผิดกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ เราจึงรู้ว่าเคพีเคยังคงมีบทบาทให้หน่วยงานอื่นๆ ได้ตระหนักถึงการคอร์รัปชั่นและนำมาสู่การปฏิบัติ”
ประเด็นการป้องกันปราบปรามการทุจริต และความโปร่งใสของระบบการบริหารราชการและกฎหมายในกลุ่มประเทศอาเซียน ยังคงเป็นหลักประกันในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ก่อนที่ประชาคมอาเซียนจะรวมตัวกันอย่างเป็นทางการในปลายปีนี้



