ข่าว

'บิ๊กป้อม'ซัด'กสม.'คนดีไม่กลัวม.44

'บิ๊กป้อม'ซัด'กสม.'คนดีไม่กลัวม.44

30 มี.ค. 2558

'ประวิตร' ซัด 'กสม.' ไม่ต้องมาสอน ม.44 ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน 'ไพบูลย์' แจงจำเป็นคงอัยการศึก 'พรเพชร' เชื่อมั่น ก.ม.ใหม่เป็นประโยชน์ 'อนุพงษ์' หนุนใช้แทน

 
                          30 มี.ค. 58  เมื่อเวลา 10.00 น.  ที่องค์การทหารผ่านศึก  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีกรรมการสิทธิมนุษยชน หรือ กสม. แสดงความกังวลการนำมาตรา 44 มาใช้แทนกฎอัยการศึก ที่จะทำให้นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจมากเกินไป และเสนอให้ใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แทน ว่า ไม่น่าจะต้องมาสอนกัน เพราะกฎหมายที่นำมาใช้เพื่อป้องกันคนคิดไม่ดีต่อประเทศเท่านั้น ดังนั้นคนดีไม่ต้องเป็นห่วง และไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยที่ผ่านมา ทั้ง พ.ร.บ.ความมั่นคง และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เคยใช้มาแล้วเป็น 10 ปี แต่ก็ไม่ได้ผล ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ทุกคนทราบกฎหมายดี และสุดท้ายนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยเห็นว่าสื่อมวลชนไม่ควรตั้งคำถามเรื่องนี้อีก เพราะนายกรัฐมนตรีตอบมาแล้วหลายครั้ง
 
                          พล.อ.ประวิตร กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีการเปรียบเทียบระหว่างมาตรา 44 กับกฎอัยการศึก นั้น เห็นว่าการใช้กฎอัยการศึกอาจดูรุนแรงในสายตาต่างชาติ ดังนั้นจึงพิจารณานำมาตรา 44 เพื่อใช้ดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อยแทน โดยอำนาจทั้งหมดอยู่ที่นายกรัฐมนตรี ซึ่งทราบดีว่าควรทำอย่างไร ทั้งนี้เห็นว่าทั้งมาตรา 44 และกฎอัยการศึก มีค่าเท่ากัน เพราะใช้ควบคุมสถานการณ์ได้ โดยมาตรา 44 ยังคงเน้นในเรื่องการควบคุมตัว ตรวจค้น และออกหมายจับ เช่นเดียวกับกฎอัยการศึก
 
 
 
'ไพบูลย์' อ้างการข่าวป่วนบึ้ม จำเป็นคงอัยการศึก
 
 
                          พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม และหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ "เจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์" กรณีให้ใช้ ม.44 แทนกฎอัยการศึก ว่า การออกกฎอัยการศึกกระทบการลงทุน การท่องเที่ยวหรือไม่ จึงมาคิดว่า เราจำเป็นต้องมีกฎหมาย เพราะมาตรา 44 ทำแล้วทำได้รวดเร็ว ถ้ามีกระบวนการโน่นนี่นั่น มันจะช้า มันต้องมีกระบวนการรองรับไว้
 
                          พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมากฎอัยการศึก นายกรัฐมนตรี พูดเสมอว่า ท่านไม่เคยสั่งใช้กฎอัยการศึกเกินเลย ให้ทุกคน ทั้ง คสช. และตำรวจ ใช้กฎหมายปกติ จำได้ครั้งหนึ่ง กรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงแล้วอ้างกฎหมาย คสช. ซึ่ง นายกฯ ได้โทรมาหา และถามว่า ทำไมกฎหมายปกติมีอยู่แล้ว แต่ไปอ้างกับประชาชนว่าขณะนี้ประกาศกฎอัยการศึก เพราะกฎหมายปกติที่มีอยู่ ก็สามารถใช้ได้ ซึ่ง นายกฯ ให้ไปชี้แจง และทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าไม่ต้องอ้างกฎอัยการศึก เพราะเรื่องที่ทำผิดกันทุกวันใช้กฎหมายปกติได้ คือความนุ่มนวล นั่นคือเจตนารมย์ที่นายกฯ พยายามที่จะไม่ใช้กฎอัยการศึกมาตลอดเวลา อีกทั้งไม่ได้นำมาใช้ในทุกมาตรา แต่ใช้เพื่อบางเจตนารมย์
 
                          "วันที่ 22 พ.ค. 2557 ประชาชน หรือพวกเราหลายๆ คน ลืมไปแล้วใช่หรือไม่ว่า ทำไม คสช.ต้องเดินเข้ามา ก็เนื่องจากประเทศบริหารราชการไม่ได้ บ้านเมืองมีปัญหา ทุกครั้งที่พูดกันเรื่องกฎหมาย ต้องย้อนกันให้มากๆ ไม่ใช่ 10 เดือนผ่านไป ท่านลืมกันหมด กฎอัยการศึกใช้เพื่ออะไร เจตนารมย์ของ คสช. และหัวหน้า คสช.ที่เข้ามา ไม่มีเจตนารมย์จะใช้กฎอัยการศึกในเรื่องความรุนแรง แต่ใช้ในเรื่องที่จะบังคับวิถี สภาพแวดล้อมมันเอื้อต่อการปฏิรูปให้มีความสงบเรียบร้อย อะไรที่ไม่ปลอดภัยกับประชาชน อะไรที่จะมาจากด้านมืดกลุ่มอิทธิพล หรือภาวะปัญหาของชาติเรื่องยาเสพติด"
 
                          ส่วนกรณียังไม่ยกเลิกกฎอัยการศึกนั้น พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า จากรายงานการข่าว หรือจากเหตุการณ์ต่างๆ  ยังคงมีระเบิด การเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ พยายามที่จะไม่ให้เกิดความสงบเรียบร้อย หรือแอบแฝงในหลายรูปแบบการเคลื่อนไหว พูดไปอาจจะไม่มีใครเชื่อ ถ้าไม่มีใครเชื่อ พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ แต่เราเชื่อในเรื่องงานข่าว
 
                          พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า 10 เดือนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี มีเจตนารมย์ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาบ้านเมือง และที่ผ่านมา นายกฯ ไม่เคยใช้กฎหมายให้เกินเลย ทั้งนี้ มาตรา 44 มีอยู่ในมือท่านตลอดเวลา ท่านก็ไม่เคยไปสั่งอะไรที่มันผิดศีลธรรมมันเกินเลยกว่าเหตุบ้างหรือไม่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะมาทดแทนกฎอัยการศึก มันจำเป็นต้องใช้ มาตรา 44 เพื่อความรวดเร็ว แต่ในเนื้อหา เชื่อมั่นว่านายกฯ และคณะ คสช.ไม่ไปใช้ในสิ่งที่ประชาชนรับไม่ได้ในสังคม จะไม่ใช้เพื่อทำให้การปฏิรูปตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.มันพังทลายลงไป แต่จะพยายามลดให้ มันเบา
 
                          "ที่ผ่านมา มาตรา 44 ก็ไม่ได้เคยนำมาใช้ ทั้งที่สามารถนำมาใช้ได้ตลอดเวลา ขอให้ประชาชนทุกคนเชื่อมั่นว่า เราไม่ได้ใช้กฎหมายเกินเลย และขอฝากไปยังกลุ่มหลายๆ กลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวมีระเบิด ขอให้เข้าใจและหยุดการเคลื่อนไหวได้แล้ว มันเป็นสิ่งที่เห็นกันอยู่แล้ว ว่าทำไมยังจำเป็นต้องคงสิ่งนี้ไว้ ไม่เช่นนั้นเจตนารมย์เรื่องการปฏิรูปที่ คสช.ตั้งใจที่จะทำให้ประเทศชาติสงบ มันก็ไม่สำเร็จ ถ้าไม่สำเร็จแล้ววันที่ 22 พ.ค. คสช.จะเข้ามาทำไม"
 
 
 
'พรเพชร' เชื่อมั่น ก.ม.ใหม่ตามเงื่อนไข ม.44 เป็นประโยชน์
 
 
                          นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะผู้ร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 โดยเฉพาะมาตรา 44 ใช้เวลาแถลงเป็นเวลา 30 นาที เพื่อชี้แจงถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีแนวคิดยกเลิกการประกาศใช้ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 และออกกลไกเป็นกฎหมายตามเงื่อนไขที่มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 กำหนดไว้ ว่า เชื่อมั่นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อกำหนดกฎหมายใหม่ ซึ่งยังไม่ทราบรายละเอียด ย่อมไม่รุนแรง หรือเลวร้ายไปกว่าระดับที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.กฎอัยการศึก และจะใช้ไปในทางที่สร้างสรรค์ เพื่อแก้ปัญหาของประเทศตามโรดแม็พที่วางไว้ รวมถึงจะไม่เป็นการเข้าไปแทรกแซงการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร , นิติบัญญัติ และตุลาการ อย่างที่หลายฝ่ายกังวล และเชื่อว่าการกำหนดกลไกที่ออกตามเงื่อนไขของมาตรา 44 จะเป็นประโยชน์ โดยส่วนตัวเชื่อว่า ประสบการณ์ของนายกฯ ที่ไม่เคยใช้อำนาจที่รุนแรง หรือไปในทางที่ไม่ถูกต้อง แม้จะเป็นช่วงของรัฏฐาธิปัตย์และมีอำนาจอย่างมากตามรายละเอียดของ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก แต่หัวหน้า คสช. ไม่ได้ใช้ทุกบทบัญญัตินั้น ที่ผ่านมาแม้จะมีการใช้อำนาจตามมาตรา 44 เช่น การย้ายข้าราชการ แต่ได้คำนึงถึงความเป็นธรรม ดังนั้นการใช้กฎหมายใหม่นั้น จะสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นได้ ในส่วนความเชื่อมั่นของต่างประเทศต่อการเตรียมประกาศใช้เงื่อนไขนั้น เบื้องต้นจะสามารถอธิบายได้ว่ากฎหมายใหม่นั้นจะไม่รุนแรง
 
                          "เมื่อเป็นนโยบายของรัฐบาลต่อการประกาศยกเลิกใช้ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก ผมนั้นเห็นด้วยกับรัฐบาล ส่วนหลักประกันของการใช้อำนาจตามเงื่อนไขของมาตรา 44 นั้น ผมมองว่าอยู่ที่ตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ และความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ถ้าประชาชนเห็นความดี การใช้เงื่อนไขของมาตรา 44 จะอยู่ภายใต้กรอบของการรักษาความเรียบร้อยที่มีประสิทธิภาพและเพื่อให้นโยบายตามโรดแม็พของ คสช.และรัฐบาลนั้นประสบความสำเร็จ และหากมีการประกาศใช้กฎหมายตามเงื่อนไขมาตรา 44 จะทำให้ความรู้สึกของชาวต่างประเทศดีขึ้น เพราะปัจจุบันกฎอัยการศึกที่ประกาศใช้ต่างประเทศรู้สึกว่าเป็นกฎหมายที่รุนแรง เพราะใช้ในช่วงที่มีสงคราม และคล้ายกับช่วงที่นาซีบุกยึดบ้านเรือนของประชาชน ระดมพลเรือนไปใช้ในการสงคราม"
 
                          นายพรเพชร กล่าวด้วยว่า สำหรับเจตนารมณ์ของมาตรา 44 นั้น มีลักษณะพิเศษ คือ การให้อำนาจกับหัวหน้า คสช. ในการดูแลประเทศชาติ ให้เป็นตามโรดแม็พ สำหรับการปฏิรูปประเทศทุกด้าน เสริมสร้างความสามัคคี ปรองดองให้คนในชาติ และคืนประเทศไทยสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืน รวมถึงสะท้อนถึงความเห็นของประชาชนที่แท้จริง ขณะเดียวกันมาตรา 44 นั้นสามารถใช้เพื่อเสริมสร้างและสร้างสรรค์สภาวะการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นไปสู่บรรยากาศและความสำเร็จตามโรดแม็พ ทั้งนี้มีบางองค์กรโจมตีการใช้มาตรา 44 และขณะเดียวกันก็อยากให้ใช้มาตรา 44 ขยายเวลาการดำรงตำแหน่งของตัวเองในองค์กรนั้น เห็นได้ชัดว่ามาตรา 44 นั้นเป็นประโยชน์ร่วมด้วย ส่วนเงื่อนไขตามมาตรา 44 ที่ต้องรายงานให้ สนช.ทราบหลังดำเนินการตามเงื่อนไขนั้นเป็นเพียงการรับทราบเท่านั้น
 
                          ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีกฎหมายใหม่บังคับใช้แทนกฎอัยการศึกแล้ว จะมีหลักประกันที่พลเรือนจะไม่ถูกดำเนินคดีในศาลทหารหรือไม่ นายพรเพชร กล่าวว่า มีคดีที่ดำเนินการในชั้นศาลทหารกี่เรื่องบ้าง ขณะนี้ก็ได้มีการผ่อนผัน ทำให้มีคดีบางประเภทไม่ต้องดำเนินการ ส่วนนี้ให้สิทธิ์เป็นดุลยพินิจของเจ้าพนักงานที่จะพิจารณาว่าคดีประเภทใดจะดำเนินการตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา
 
                          ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า กฎหมายใหม่นั้นจะมีหลักประกันของการเปิดพื้นที่และสิทธิ์ของการแสดงความเห็นของประชาชนตามที่มีข้อเรียกร้องด้วยหรือไม่ นายพรเพชร กล่าวว่า สิทธิ์ของประชาชนก็เป็นสิทธิ์ของประชาชน ต้องรอดูกฎหมายใหม่ก่อนว่าจะให้สิทธิ์ประชาชนอย่างไร
 
                          เมื่อถามถึงกระบวนการออกกฎหมายใหม่ตามมาตรา 44 จะต้องผ่านขั้นตอนใดบ้าง และต้องมีการนำรายละเอียดกราบขึ้นทูลเกล้าฯ หรือไม่ นายพรเพชร กล่าวสั้นๆ ว่า เป็นอำนาจของหัวหน้า คสช.
 
 
 
'อนุพงษ์' หนุนใช้ ม.44 แทน 'อัยการศึก'
 
 
                          พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ เตรียมพิจารณาใช้มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว 2557 แทนประกาศกฎอัยการศึก ว่า ทุกคนต้องยอมรับ ถ้าประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อย เพื่อให้สถานการณ์ต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศ เดินหน้าต่อไปได้ ประชาชนเกิดความสงบเรียบร้อย ก็ย่อมเป็นสิ่งที่ดีแน่ ที่ผ่านมาทุกคนทราบดีว่า ต่างชาติค่อนข้างกลัวการใช้กฎอัยการศึก แม้ว่าจะยังไม่ได้ใช้อย่างเต็มรูปแบบ และไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากนัก
 
                          "ท่านนายกฯ ก็คิดที่จะดำเนินการ โดยใช้กฎหมายอื่นที่เหมาะสม และสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ผมยังยืนยัน และเห็นด้วย ถ้าสถานการณ์เรียบร้อย แต่ถ้าสมมติว่า มันไม่มีเหตุการณ์ การที่จะใช้กฎหมายแรงคงไม่จำเป็น แต่ถ้ายังไม่เรียบร้อย ผมคิดว่าจำเป็น และเหมาะสม ผมต้องยึดความมั่นคงก่อน" รมว.มหาดไทย กล่าวและว่า ขณะที่หลายฝ่ายมองการใช้มาตรา 44 จะทำให้อำนาจของนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มากขึ้นกว่าเดิมนั้น จะเอาอย่างไรล่ะ พอใช้กฎอัยการศึก ก็ต่อว่า เพราะฉะนั้นจะใช้เท่าที่จำเป็น เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย และคงไม่มีมาตรการอะไรหากสงบ แต่ถ้ายังวุ่นวาย เดินหน้ากันต่อไปไม่ได้ ก็จำเป็น ก็ต้องใช้ ถือว่า ต้องเอาความสงบเป็นตัวตั้ง
 
                          ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยออกมาระบุ การกระทำดังกล่าว ถือเป็นการตบตาต่างชาติ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวเพียงว่า เขาก็วิพากษ์วิจารณ์ไปเรื่อย ทำเป็นอยู่อย่างเดียว ฉะนั้นต้องทำให้สงบ