ข่าว

'ฝ่าวิกฤติ กำลังซื้อชะลอ'จี้รัฐเร่งอัดเงินรากหญ้า

'ฝ่าวิกฤติ กำลังซื้อชะลอ'จี้รัฐเร่งอัดเงินรากหญ้า

30 มี.ค. 2558

'ฝ่าวิกฤติ กำลังซื้อชะลอ' จี้รัฐเร่งอัดเงินรากหญ้า-กระตุ้นใช้จ่าย

               ภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2558 ขณะนี้ดูจะไม่สดใสนัก เพิ่งผ่านมาได้ไม่กี่เดือนสำนักเศรษฐศาสตร์ต่างก็ทยอยออกมาหั่นอัตราการเติบโตกันต่อเนื่อง โดยนอกจากการส่งออกที่เป็นปัญหาใหญ่แล้ว การลงทุนภาครัฐยังล่าช้า และการบริโภคภายในประเทศเองก็ชะงักงันจากการใช้จ่ายของประชาชนที่อ่อนกำลังลง “หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ” จัดเสวนาโต๊ะกลมในหัวข้อ “ฝ่าวิกฤติ กำลังซื้อชะลอ” เชิญนักธุรกิจจากหลายภาคส่วน ร่วมกันหาทางออก เสนอแนะ และส่งผ่านไปยังรัฐบาล

               "บุญชัย โชควัฒนา" ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) แสดงความเห็นว่า จากปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ ไม่มีกำลังใช้จ่าย สิ่งแรกที่รัฐบาลนี้ควรทำคือ ต้องมาทบทวนว่ามาตรการต่างๆ ที่บอกว่าจะทำมาก่อนหน้านั้น มีมาตรการใดบ้างที่ส่งผลกระทบในทางลบ และมาตรการใดบ้างที่ส่งผลกระทบในทางบวก

               นอกจากนี้ มาตรการต่างๆ โดยเฉพาะด้านการลงทุนของรัฐ ส่วนใหญ่ก็มีแต่มาตรการระยะยาวและพูดมา 9 เดือนแล้ว ดังนั้น สิ่งที่ควรต้องหันมาดูคือมาตรการระยะสั้น เพื่อจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยศึกษาแนวทางของประเทศอื่นๆ หรือศึกษาแนวทางที่รัฐบาลก่อนๆ หน้าทำแล้วได้ผล เช่น โครงการไทยเข้มแข็ง หรือเช็คช่วยชาติที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจภายใน 3 เดือน

               “สิ่งที่รัฐบาลควรพิจารณาทำคือ จะทำอย่างไรให้เงินถึงมือประชาชนอย่างรวดเร็ว และถึงจริงๆ เพื่อนำไปใช้จ่าย ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้ไม่ต้องสนใจเรื่องประชานิยม เพราะในเมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วก็จะต้องดำเนินการที่ให้ประชานิยมอย่างแท้จริง และเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ผมมองว่าควรทำทันที และการทำในตอนนี้ยังช้าไปแล้วด้วยซ้ำ เพราะการที่ประชาชนมีภาระหนี้ครัวเรือนมาก บวกกับความไม่เชื่อมั่นในสถานการณ์เศรษฐกิจ ทำให้พวกเขาไม่ใช้จ่าย การไม่ใช้จ่ายไปนานๆ ก็เกรงว่าจะกลายเป็นความเคยชิน และก็จะหยุดใช้จ่ายไปได้” นายบุญชัย กล่าว

               ด้าน "จันทนา สุขุมานนท์" ที่ปรึกษา บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นอกจากการกระตุ้นรากหญ้าแล้ว เห็นว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เห็นผลได้ดีที่สุดและทั่วโลกก็ทำกัน คือ การลงทุนในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ แต่รัฐบาลซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งต้องมีความชัดเจนว่าตั้งใจจะทำอะไร ซึ่งขอให้กลับไปดูว่าสิ่งที่เคยพูดไว้แต่แรกว่าจะทำ ได้ดำเนินการตามนั้นหรือไม่

               “ที่ผ่านมารัฐบาลมีโครงการเยอะว่าจะทำ เช่น การสานต่อรถไฟทางคู่ ก็น่าจะบอกมาเลยว่าจะเริ่มเมื่อไร และจะจบเมื่อไร ซึ่งเข้าใจว่ารัฐบาลเข้ามาเพื่อต้องการปฏิรูป แต่ควรทำควบคู่กันไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย จะต้องไปด้วยกันเพราะเรื่องปากท้องของประชาชนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญจริงๆ ดังนั้น รัฐบาลจะต้องมีความชัดเจนจริงๆ ว่าจะทำอะไร” จันทนา กล่าว

               ขณะที่ "พรวุฒน์ สารสิน" รองประธานกรรมการ บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด กล่าวว่า ส่วนตัวมองในภาพใหญ่ที่ว่าภาคธุรกิจเองต้องการความชัดเจนถึงจะกล้าลงทุน แต่ขณะนี้ไม่กล้าตัดสินใจลงทุน เช่นเดียวกับนักลงทุนต่างชาติที่ชะลอไป เพราะขณะนี้มีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ ที่ออกมา และดูเหมือนว่าคนฝั่งรัฐบาลเองก็พูดไม่ตรงกัน โดยเฉพาะในเรื่องการจัดเก็บภาษี ซึ่งค่อนข้างน่ากังวลและสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นอย่างมาก ถือเป็นเรื่องใหญ่และจะเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบค่อนข้างมาก

               “ตอนนี้ดูเหมือนว่ารัฐบาลหันไปมองรอบๆ ว่าจะเก็บภาษีอะไรดี แต่สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำมากกว่าคือ หากต้องการเพิ่มรายได้ ก็ขอให้กลับไปดูรายรับรายจ่าย รวมถึงการจัดเก็บภาษีของภาครัฐเองมีประสิทธิภาพแล้วหรือไม่ แต่ส่วนตัวมองว่าการขึ้นภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด ควรหันไปมุ่งผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตดีกว่า เมื่อเศรษฐกิจโต คนมีรายได้มากขึ้น ก็จะใช้จ่ายมากขึ้นและรัฐบาลก็จะสามารถจัดเก็บภาษีได้ดีขึ้น" นายพรวุฒน์ กล่าว

               เช่นเดียวกับ "ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์" ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ที่ให้ข้อคิดเห็นว่า การเก็บภาษีเพิ่มไม่ใช่แนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจ ควรที่จะเป็นการลดภาษีมากกว่า อย่างไรก็ตาม หากรัฐต้องการเก็บภาษีที่ดินจริงๆ น่าจะเก็บภาษีที่ดินประเภทรกร้างว่างเปล่าและไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ ส่วนตัวแล้วไม่เดือดร้อนหากรัฐจะเก็บภาษี แต่อยากให้พิจารณาว่าจะทำอย่างไรที่จะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง และเห็นด้วยที่ว่ารัฐบาลควรหันไปกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวจะดีกว่า เพราะเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวมีขนาดใหญ่ขึ้น รายได้ก็จะมีมากขึ้น

               ขณะที่ภาคธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง และธุรกิจเอสเอ็มอี เสนอว่ารัฐบาลควรที่จะอัดฉีดเม็ดเงินเข้ามากระตุ้นกลุ่มรากหญ้าให้มากขึ้น

               "สมชาย พรรัตนเจริญ" นายกสมาคมค้าส่ง-ค้าปลีกไทย กล่าวว่า หากรัฐบาลต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก็ขอให้กลับมามองที่รากหญ้า มาดูที่ปัญหาทั้งที่ทำกิน ตลาดสดซึ่งไม่มีการพัฒนามานาน เพราะไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูแลหรือกรณีโครงการน้ำ 3 แสนล้านบาท การที่เงินจะมาถึงรากหญ้าได้ควรเข้ามาจ้างโดยตรง เช่น การให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในแถบริมน้ำ เก็บผักตบชวาและตากแห้ง ส่วนรัฐบาลก็รับซื้อตามอัตราที่กำหนด และกำหนดระยะเวลาให้ชัดเจน ผลที่ได้นอกจากการจ้างงานแล้ว คูคลองก็จะสะอาดขึ้นด้วยหลังจากปล่อยปละละเลยเรื่องสิ่งแวดล้อมมานาน

               “บ้านเราคนจนไม่มีโอกาสมาพูดเรื่องความทุกข์ร้อนของตัวเอง และไม่มีใครเหลียวแล รัฐบาลไม่รู้เรื่องคนจนนักเพราะเขาไม่ค่อยออกมาพูด หรือพูดแล้วก็ไม่มีใครฟัง เราจะเห็นกันแต่ว่าเมื่อเกิดปัญหาเรื่องการค้าก็จะมีเจ้าสัวรายใหญ่ๆ ที่ครองตลาดประเทศไทยออกมาพูดกันปาวๆ” นายสมชาย กล่าว

               ส่วน "เพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด" นายกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (เอสเอ็มอี) กล่าวว่า โครงการของรัฐบาลในวันนี้ที่มีอยู่แล้ว เช่น โครงการน้ำ ควรต้องทำให้รากหญ้ามีงานทำ จ้างงาน กระจายรายได้ลงไปให้ถึงรากหญ้า โดยรัฐสามารถทำตั้งแต่โครงการใหญ่ๆ ไล่ลงไปถึงโครงการขนาดเล็ก เช่นฝายกั้นน้ำ แนวกั้นน้ำ เพื่อส่งผ่านเม็ดเงินเข้าไปในระบบ และเมื่อประชาชนมีการใช้จ่าย เศรษฐกิจก็จะเดินหน้าไปได้

               สำหรับเอสเอ็มอีเองก็เช่นกันที่ผ่านมาเสียงเบา หรือปัญหาที่เอสเอ็มอีประสบก็ส่งผ่านไปไม่ถึงรัฐบาลนัก แต่รัฐบาลปัจจุบันถือว่าให้ความสนใจ และเข้าใจว่าเอสเอ็มอีคือรากฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเอสเอ็มอีให้สามารถแข่งขันได้ก็คือ อัตราดอกเบี้ยต่ำ แต่เอสเอ็มอีก็ต้องการการหาช่องทางการตลาดใหม่ๆ และการประชาสัมพันธ์ที่ก็ต้องอาศัยภาครัฐในการให้ความช่วยเหลือต่อไป

               "ฐากร ปิยะพันธ์" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด กล่าวว่า ปัจจัยที่เป็นภาพใหญ่ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างดีคือการลงทุนภาครัฐ ส่วนการอัดฉีดเงินเพื่อเพิ่มกำลังซื้อ หากรัฐบาลทำได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดีต่อระบบ ขณะที่เรื่องภาษี หากเพิ่มขึ้นจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชน ตราบใดที่ยังใส่เงินเข้าไปในระบบไม่ได้ก็ไม่ควรเพิ่มภาระให้ประชาชนระดับรากหญ้า แต่ควรลดค่าใช้จ่ายจะดีกว่า คืออะไรก็ได้ที่จะช่วยประคับประคองค่าครองชีพให้กับคนกลุ่มล่าง ขอให้ทำ สำหรับคนชนชั้นกลาง เศรษฐกิจในระดับนี้เขาอยู่ได้ แต่ยังไม่มีความมั่นใจในการใช้จ่าย ก็ต้องใช้แนวทางการกระตุ้น

               ปิดท้ายที่ "ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์" ประธานกรรมการ บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้ เป็นรัฐบาลชั่วคราว และเป็นรัฐบาลทหารที่จะคำนึงถึงเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก ซึ่งจะต่างจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ตามปกติจะมีการประกาศนโยบายและเมื่อมาเป็นรัฐบาลก็จะต้องปฏิบัติตามนโยบายที่ได้ให้สัญญาไว้ และนโยบายดังกล่าวก็ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม อีกทางออกหนึ่งก็คือ หากรัฐบาลประกาศให้ชัดเจนว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ ก็เชื่อว่าความเชื่อมั่นได้ในระดับสูงมาก และความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติจะกลับมาทันที