
ไก่อูชี้สื่อเสนอความจริงปมค้ามนุษย์ไทยครึ่งเดียว
29 มี.ค. 2558
"สรรเสริญ" ชี้สื่อเสนอความจริงปมค้ามนุษย์ไทยครึ่งเดียว ระบุรบ.ทำทุกทางเพื่อแก้ปัญหารบ.ที่ผ่านมา เผย 1 เม.ย. แรงงานประมงกลับอีก 6 คน
วันที่ 29 มี.ค.58 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเสนอข้อมูลของสื่อมวลชนบางแขนง ต่อกรณี แรงงานประมงไทย และ การที่ประเทศไทยติดอยู่ในกลุ่มเทียร์ 3 ของ สำนักงานเพื่อการติดตามและการต่อสู้กับการค้ามนุษย์ ของกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกานั้น เป็นข้อมูลที่เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว หรือตามที่หลักสื่อสารมวลชน เรียกว่า half truth เพราะมิได้ให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องครบถ้วน
การที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผยแพร่รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี พ.ศ. 2557 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557 แล้วจัดอันดับให้ไทยอยู่ในบัญชีรายชื่อกลุ่มที่ 3 นั้น ข้อมูลที่นำมาใช้ในรายงานคือการพิจารณาจากการแก้ปัญหาของประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2556 ถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557 ซึ่งอยู่ในช่วงรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่ง กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯเห็นว่า ประเทศไทยไม่มีความก้าวหน้าในเรื่องนี้เพียงพอที่จะได้รับการจัดลำดับอยู่ในกลุ่มที่ 2 จึงลดลำดับลงมาจัดอยู่ในกลุ่มที่ 3
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ กำลังทำทุกวิถีทางในขณะนี้ ก็เพื่อแก้ไขปัญหาที่หมักหมม และไร้การดูแลจากรัฐบาลที่ผ่านมา เพื่อให้ประเทศไทยได้รับการประเมินดีขึ้น เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรม และ แรงงานที่อยู่ในภาคประมงทั้งระบบ
"หากสื่อมวลชนได้ทำหน้าที่ เกาะติดปัญหานี้อย่างเหมาะสม ทันเวลาจริง ตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน คงไม่เกิดเหตุการณ์ในวันนี้ขึ้น ดังนั้นเมื่อรัฐบาลและทุกหน่วยงานในปัจจุบัน พยายามเดินหน้าแก้ปัญหา จึงควรนำเสนอข้อมูลอย่างครบถ้วน โดยเอาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก สำหรับความคืบหน้า การช่วยเหลือแรงงานประมงไทยที่ถูกจับในประเทศอินโดนีเซียนั้น นอกเหนือจากแรงงานประมงจำนวน 21 คนที่ช่วยเหลือกลับมาเมื่อวันที่ 27 มีนาคมแล้ว มีรายงานเพิ่มเติมว่า จะมีแรงงานอีก 6 คน ที่ทางการไทยได้ประสานความร่วมมือกับทางการอินโดนีเซีย เพื่อส่งตัวกลับมาอีกชุดหาง คาดว่าจะเดินทางถึงเมืองไทย ในวันที่ 1 เมษายนนี้” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า การช่วยเหลือแรงงานประมงไทย ในสมัยรัฐบาลปัจจุบันมีอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่ามากกว่าการดำเนินการในหลายรัฐบาลที่ผ่านมา และจะดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตาม นายกฯได้มีบัญชาและต้องการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน มิใช่ช่วยเหลือเป็นคราวๆ ไปเช่นนี้ โดยได้มอบนโยบาย ให้ไปตรวจสอบทำบัญชี เรือประมงและเจ้าของเรือที่มีพฤติกรรมกระทำผิดในอดีต เช่น ใช้แรงงานไม่ถูกต้อง จับปลาโดยไม่มีใบอนุญาตทำการประมง เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ รวมทั้งสกัดผู้ประกอบการที่ไม่มีความรับผิดชอบออกไป เพื่อรักษาธุรกิจอุตสาหกรรมประมงของประเทศในระยะยาว รวมไปถึงนโยบายการสถาปนาความร่วมมือระหว่างประเทศ ในน่านน้ำที่มีการทำประมง เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันอย่างแนบแน่นและถาวรต่อไป



